"เราชนะ"เพิ่มวงเงินเยียวยา รอรับอีกคนละ1,200 โอนเงินเข้าช่วงเวลาใดบ้าง

กระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้า โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 โดยเตรียมโอนเงิน เราชนะ ให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ งวดแรก200 บาท คาดว่าจะเริ่มเดือน กรกฎาคม-ธันวาคม นี้  มีผู้ได้รับสิทธิจำนวน13,350,159 คน

โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด -19 ดังนี้


1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 โดยจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1,200 บาท/คน โดยแบ่งจ่ายเดือนละ 200 บาท/คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน (ก.ค.-ธ.ค.64) มีผู้ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ 13,350,159 คน

2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้มีภาวะพึ่งพิง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำนวนไม่เกิน 2,500,000 คน โดยจ่ายผ่านบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด เดือนละ 200 บาท/คน ระยะเวลา 6 เดือน (ก.ค.-ธ.ค.64) รวมได้รับเงินช่วยเหลือ 1,200 บาท
3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน 31 ล้านคน

 

โดยแบ่งเป็น
- ผู้ที่เคยร่วมโครงการใน ระยะที่ 1-2 15 ล้านคน 
- เปิดให้ผู้ไม่เคยได้รับสิทธิ์ลงทะเบียนอีก 16 ล้านคน
- ทั้งนี้ต้องเป็นผู้อายุเกิน 18 ปี และไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเข้าร่วม

โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้
การใช้สิทธิ์เป็นลักษณะร่วมจ่าย คือ ซื้อของเท่าไหร่จ่ายจริงครึ่งเดียว และอีกครึ่งรัฐสนับสนุน โดยยอดเงินที่สนับสนุนไม่เกิน 150 บาท/คน/วัน หรือใช้จ่ายผ่านโครงการนี้ได้ไม่เกินวันละ 300 บาท 

การสนับสนุนจะเติมเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แบ่งเป็น 2 รอบ รอบละ 3 เดือน ( ก.ค. - ก.ย.64) และ(ต.ค. - ธ.ค. 64)ซึ่งจะได้รับสิทธิรอบละ 1,500 บาท รวมได้รับสิทธิ 3,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการรับสิทธิได้ตั้งแต่มิถุนายน - ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าสิทธิจะเต็มโดยสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่กรกฎาคม - ธันวาคม 2564   คาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 186,000 ล้านบาท ส่งผลให้ GDP ขยายตัวร้อยละ 0.55

4.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สนับสนุนวงเงินในรูปแบบบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) เมื่อซื้อสินค้าและบริการ  ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ไม่รวมสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ รวมทั้งบริการนวด/สปา/ทำผมทำเล็บ และบริการอื่นตามที่กำหนด โดยจำกัดวงเงินใช้จ่าย ไม่เกิน 5,000 บาท/คน/วัน หรือรวมแล้วไม่เกิน 60,000 บาท/คน และจะได้รับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคนเพื่อนำไปใช้ต่อ ซึ่งในรายละเอียดนั้นทางกระทรวงการคลังจะชี้แจงเพิ่มเติมต่อไป    


สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะเป็นประชาชนไม่เกิน 4 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติคือ เป็นประชาชนสัญชาติไทยมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือไม่ใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” ระยะที่ 3

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อและสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 268,000 ล้านบาท ช่วย GDP ขยายตัวร้อยละ 0.80 ด้วย

อย่างไรก็ตาม 4 มาตรการข้างต้น นอกจากจะประชาชนที่ได้รับสิทธิ์โดยตรง รวมกว่า 51 ล้านคนแล้ว ยังเป็นประโยชน์กับร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมรับชำระค่าใช้จ่ายผ่านโครงการเหล่านี้ รวมไปถึงห่วงโซ่เศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น เกษตรกร ชาวประมง เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ThaiNews


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
พัชรพร นาคประดิษฐ์

ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : เราชนะ  โควิด19  เงินเยียวยา 

ติดตามข่าวอื่นๆ