สหภาพฯกสท-ทีโอที เคลื่อนไหวหนัก ยื่นหนังสือ นายกฯตู่ ทบทวนแผนควบรวม NT ซัดผู้บริหารคลุมเครือแจงปัญหาอนาคต!?

จากการที่คณะรัฐมนตรี   (ครม.)   มีมติเห็นชอบในการดำเนินการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  หรือ TOT และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (National Telecom Public Company Limited :NT) โดยมีกำหนดวันจดทะเบียนในวันที่  7  มกราคม 2564    และเมื่อวันที่  18 ธันวาคม 2563   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้มีการหารือร่วมกับ  นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที และ พ.อ.  สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม หรือ CAT  พร้อมร่วมรับฟังนโยบาย และแผนงานการบริหารงานภายหลังการควบรวมทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน

ล่าสุด  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ   บริษัท  กสท   โทรคมนาคม จำกัด  (มหาชน)    โดย   นายสังวรณ์  พุ่มเทียน   ประธานสหภาพฯ   ได้ทำหนังสือ   ที่ สร.กสท    125/2563    ถึง    พล.อ.ประยุทธ์   จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี     เรื่อง   ข้อกังวลและปัญหา  การเร่งรีบ   ควบรวมกิจการ บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที   พร้อมเรียกร้องให้มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบครอบอีกครั้ง หรือ  เลื่อนวันจดทะเบียนออกไป ถึงเดือนมีนาคม 2564  ตามที่กฎหมายกำหนด   


โดยเนื้อหาใจความสำคัญของหนังสือดังกล่าว   บางส่วนระบุว่า   ตามที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563  เห็นชอบให้มีการควบรวมกิจการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)   และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ได้แต่งตั้ง  คณะทำงานกำหนดนโยบายแนวทาง และติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับการควบกิจการฯ  ปรากฎว่ามีการประชุมเพียง 2  ครั้ง  โดยมีรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1 และ 2 นั้น  แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน  


และถึงแม้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (สร.กสท)  เห็นด้วยและสนับสนุน  การควบรวมกิจการ บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) เพราะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการลงทุนซ้ำซ้อนในการดำเนินธุรกิจของทั้งสององค์กร ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินและทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการแข่งขันกันเอง ให้เป็นหน่วยงานของรัฐในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและความมั่นคง  เพื่อตอบสนองนโยบายสำคัญของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน

 

 

 


แต่สร.กสท เห็นว่า การควบรวมกิจการฯ  เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญยิ่ง เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย  โดยได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาฯ เข้ามาดำเนินงาน ในช่วงระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งยังมีอีกหลายประเด็น ที่มิได้มีการวิเคราะห์แผนงานและดำเนินการบริหารความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เช่น  โครงสร้างองค์กร ,ทิศทางการดำเนินธุรกิจ , การออกแบบระบบบริหารทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับโครงสร้าง, สิทธิประโยชน์ และสภาพการจ้างฯ  ที่สำคัญยังไม่มีการ ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้แก่พนักงาน  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และสาธารณชน  หรือบุคคลภายนอก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่  14 มกราคม 2563     ซึ่งต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า สิ่งใดบ้างที่จะเปลี่ยนแปลง  และสภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นภายหลังการควบรวมเป็นอย่างไร  ก็ยังไม่มีความชัดเจน สร.กสท จึงมีความกังวลถึงปัญหา ดังนี้  


1.เรื่อง โครงสร้าง ของ บริษัท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  ตามที่บริษัทที่ปรึกษา กำหนดมา  ณ  Day 1 คือ มีรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 18 สายงาน มีผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ มากกว่า  30 คน มีผู้จัดการฝ่ายจำนวน 119 คน และผู้ช่วยผู้จัดการฝ่าย มากกว่า 230 คน ผู้จัดการส่วน ประมาณ 2,000 คน  

สร.กสท เห็นว่า การกำหนดโครงสร้างองค์กรแบบ  N-3 ยังไม่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงสู่กลยุทธ์องค์กร    ส่วนการจัดทำแผนธุรกิจ   ทั้งในระยะกลางและระยะยาว  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร  ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน     มิได้วางแผนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้ชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในองค์กร    รวมถึงการสนับสนุน  ส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด และพิจารณากำหนดแผนการบริหารจัดการบุคคลากรรองรับ 

โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ ผลการปฏิบัติงานและระบบโครงสร้างเงินเดือน ที่ควรคำนึงถึงเป้าหมาย กลยุทธ์ใหม่ และการเชื่อมโยงให้เห็นภาระงานที่ชัดเจนในแต่ละส่วนงานที่มาควบรวมกัน และมุ่งเสริมสร้างวิสัยทัศน์และพันธกิจองค์กรร่วมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี

ปัญหาที่จะเกิดขึ้น คือ โครงสร้างที่มีความซ้ำซ้อน เพิ่มขั้นตอนกระบวนการทำงาน จะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและไม่เป็นหนึ่งเดียวในการทำงาน  สิ้นเปลืองงบประมาณ เกินความจำเป็น จากเงินประจำตำแหน่ง ไม่มีความชัดเจนในการบริหารทรัพยากรบุคคล เช่น เส้นทางความก้าวหน้า ระบบแรงจูงใจ การประเมินผลการปฏิบัติงาน ระเบียบขั้นตอนการทำงานที่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการที่สำคัญ คือ ขาดการสื่อสารและ การสร้างความสัมพันธ์ ของทั้งสององค์กรให้รวมเป็นหนึ่งเดียว ให้สอดคล้องต่อวิสัยทัศน์ และเป็นไปตามนโยบายภาครัฐ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ คือ ประหยัด ประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุด 


2.เรื่อง  สิทธิประโยชน์ และสภาพการจ้าง ฯ    สร.กสท เห็นว่า  บริษัทที่ปรึกษาฯ ต้องมีรายละเอียด และ มีความจำเป็นที่พนักงานของทั้งสององค์กร ที่จะถูกโอนย้ายไปยัง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  ต้องทราบ ในส่วนของสิทธิประโยชน์ และสภาพการจ้าง ฯ  ตามที่ท่าน รัฐมนตรีฯ มีนโยบายให้มีการ เจรจาสี่ฝ่าย ที่ประกอบไปด้วย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ. ทีโอที  ผู้แทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจฯ บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ. ทีโอที  ได้มีการประชุมเพียงครั้งเดียว  แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ที่ชัดเจน จึงไม่สามารถชี้แจงหรือสื่อสารต่อพนักงานได้   


ต่อมา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 สร.กสท ได้ขอหารือกับ บริษัทที่ปรึกษาฯ บริษัท ไพรท์ สตีล และ เมอร์เซอร์ ฯ เพื่อสอบถามรายละเอียดการนำเสนอ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ ใน บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ จึงทราบว่า บริษัทที่ปรึกษาฯ ยังไม่ได้ลงรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ  เช่น การกำหนดตำแหน่งและโครงสร้างเงินเดือน   แต่มีนำมาเสนอแนวทางปรับสวัสดิการบางรายการให้เท่ากัน  (Partial Harmonization) และ สร.กสท เห็นว่า การจัดทำโครงสร้างองค์กร และข้อตกลงเรื่อง สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ และสภาพการจ้าง และการคุ้มครองแรงงาน ทั้งหมดนั้น จะต้องได้ความชัดเจนและสรุปร่วมกันเป็นข้อตกลงที่จะแนบเป็นบันทึกไว้ในการจัดตั้ง บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับพนักงานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดการรอนสิทธิตามมติ คณะรัฐมนตรีและ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ที่ได้ให้ไว้  


สร.กสท จึงขอให้นายกรัฐมนตรี  ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบครอบอีกครั้ง หรือ  เลื่อนวันจดทะเบียนออกไป ถึงเดือนมีนาคม 2564  ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมดำเนินการ แล้วจดทะเบียนการควบรวมกิจการฯตามมติรัฐมนตรี เมื่อ 14 มกราคม 2563  ทั้งนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  มีแนวทางในการปฏิบัติงาน  และการประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ ให้  กับผู้เกี่ยวข้อง เช่นพนักงาน หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ใช้บริการ  เพื่อให้การควบรวมกิจการครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากทุกฝ่าย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเป็นประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้ตั้งเป้าหมายไว้   


ขณะที่ล่าสุด  สหภาพแรงงานรัฐวิสากิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  ได้ออกจดหมายจดหมายเปิดผนึกถึงพนักงาน บมจ.ทีโอที  เน้นย้ำให้ทราบถึงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการฯ  เนื่องจากที่ผ่านมาผู้บริหาร บมจ. ทีโอที ไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง ต่อกรณีการควบรวมกิจการ ระหว่าง ทีโอที และ กสท  ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 ซึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือ ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลและมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือ ควบกับ นิติบุคคลใด หากมีผลทำให้ลูกจ้างคนหนึ่งคนใดเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ดังกล่าว ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย และให้สิทธิต่างๆที่ลูกจ้างที่มีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ"

พร้อมแสดงเอกสารสรุปคำชี้แจง  มีรายละเอียดที่เป็นข้อขัดแย้งต่อแนวทางการควบรวมกิจการ  เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (National Telecom Public Company Limited :NT) ดังนี้ 

1. แปลงสภาพ โดยใช้กระบวนการขั้นตอน ตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542

2. พนักงาน ได้รับความคุ้มครอง ตาม มาตรา 25 วรรค 2 วรรค 3 (พ.ร.บ.ทุนฯ)  ให้พนักงานตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ... ฯ   และ พนักงานยังได้รับสิทธิต่างๆ ตาม มติ ครม. และ คณะกรรมการการแปลงสภาพ  อาทิ 6-2-2 และ ความคุ้มครองไม่เลิกจ้าง ยกเว้น จะให้มีเออรี่ร่วมใจจาก

3. การควบรวมใช้ ขั้นตอนกระบวนการ ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ในการดำเนินการควบรวมกิจการ

4. การโอนอำนาจ ทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ และหน้าที่ ตามมาตรา 153 (พ.ร.บ.บริษัทมหาชน) ไปยังนิติบุคคลใหม่ (NT)  เป็น เพียงการโอนในเรื่องของนิติบุคคล   ** ซึ่งไม่เกี่ยวกับ พนักงาน/ลูกจ้าง**  ดังนั้น จึงต้องมีความยินยอมเปลี่ยนนายจ้างใหม่ ซึ่งถ้าไม่ยินยอมก็จะถือว่าเป็นการเลิกจ้าง  และได้เงินชดเชยตามกฎหมาย สูงสุดไม่เกิน 400 วัน    จึงไม่ถือว่า เป็นการโอนพนักงานเหมือนเมื่อคราวแปลงสภาพ และถือว่า เป็นการจ้างงานใหม่ โดย บมจ. NT 

5. เมื่อจดทะเบียนควบรวม นิติบุคคลเดิม ก็จะหมดสภาพทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์

ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : สหภาพฯทีโอที  นายกรัฐมนตรี  ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ติดตามข่าวอื่นๆ