อ้อย กะท้อน จากศิลปินดังสู้จุดต่ำสุด ชีวิตตกอับไม่มีเงินผ่าตัดมดลูก

ถ้าย้อนกลับไปราว 30 กว่าปีก่อน นักร้องหญิงเพื่อชีวิตที่ดังระเบิดในตอนนั้นก็คือ อ้อย กะท้อน เจ้าของเพลงฮิตตลอดกาล “สาวรำวง” แต่ใครจะรู้ว่าตอนนั้นเธอหลงระเริงไปกับชื่อเสียงขั้นสุด ทั้งเลือกรับงาน ทั้งใช้เงินไปกับการดูแลครอบครัวและซื้อของที่ตัวเองเคยอยากได้ จนเงินเก็บแทบไม่มี

กระทั่งเจอวิกฤติต้องผ่าตัดมดลูก เจ้าตัวถึงกับเผยว่าอยากตายเพราะไร้เงินรักษา แต่ได้เจอคนใจดีที่ให้เงิน 4 แสน มาแบบไม่หวังผลตอบแทน รู้สึกเป็นเกียรติเป็นศรียิ่งนัก ย้อนกลับไปในตอนนั้นที่แบบต้องบอกว่าที่เป็นปรากฏการณ์กับเพลง สาวรำวง อันนี้คือการแจ้งเกิดของเราจากอัลบั้มชุดแรกเปรี้ยง

ขึ้นมาเลยไหม หรือว่าเราร้องเพลงมาก่อน?

อ้อย : ร้องเพลงมาก่อนหน้านั้น ใช้ชื่อวงว่าวง สองวัย ตอนนั้นเป็นเพลงเด็ก ตอนสมัยสโมสรผึ้งน้อย พี่เป็นสมาชิกสโมสรผึ้งน้อยยุคแรก  แล้วเราก็ร้องเจ้าผีเสื้อเอย โอ้โอเจ้าผีเสื้อเอย ก่อนเคยถลาเล่นลม แล้วก็  กอบ กิ๊บ กอบ กิ๊บ กอบ กิ๊บ กอบ กิ๊บ กอบ ลูกหมูใส่รองเท้า ตอนนั้นที่ร้อง 10 ขวบ ทำเพลงเด็กมาก่อน

 

แล้วตอนที่เราเปลี่ยนมาเป็นอ้อยกะท้อน?

อ้อย : ร้องเพลงเด็กอยู่สักพักนึงจนอายุประมาณ 14-15 แล้ว จนเราอายุ 15 เราจะมาร้อง กอบ กิ๊บ กอบ มันก็ไม่ใช่ไง วัยมันก็เลยแล้วตอนนั้น น้าซู เคยทำกับสองวัย ชื่อวงสองวัยเนอะ เลยชวนมาทำวงใหม่ก็เลยบอก “..อ้อยมาร้องเพลงด้วยกันไหม” ก็ไป พอไปปุ๊บก็เนี่ยเป็น วงกะท้อน เกิดขึ้นมา

 

อ้อย :  สาวรำวง ตอนนั้นเอาไปให้ค่ายดังๆเขายังไม่เอาเลย แล้วทีนี้พอมีค่ายเล็กๆชื่อ ครีเอเทีย ที่อยู่กับพี่ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว,พี่อุ้ย- รวิวรรณ จินดา สมัยก่อนนั้นน่ะอยู่ค่ายเดียวกัน เจี๊ยบ-ปวีณา ชารีฟสกุล แต่ก่อนอยู่ค่ายเดียวกัน ตอนแรกที่เขาฟังเขาก็ไม่ได้ชอบ แต่เขามองเห็นโอกาสว่า มันไม่มีเพลงแบบนี้ในตลาด เขาก็เลยทำเป็นเพื่อชีวิต จริงๆกะท้อนเนี่ย ก.ไก่ สระอะแล้วก็ท.ทหาร ไม้โท น.หนู ไม่ใช่กะมีร.เรือสะกดไม่ใช่นะเป็นกะท้อนตัวนี้ก็คือเขาต้องการสื่อให้เห็นว่า มันสะท้อนเรื่องราวต่างๆในยุคนั้น

 

ในช่วงนั้นคือ เห็นว่ารับปีละ  400 งาน ก็ถือว่าเยอะมากๆ?

อ้อย : 400 งานเฉพาะปีแรกนะ ปีต่อๆมาก็ยังเยอะๆแบบนี้ เพราะว่าเราไปเล่นตามปิดวิกงานวัด ก็เอาเงินใส่ปี๊บขนมปังเห็นไหม ปี๊บขนมปัง เรียงแบบเรียงสูงๆแบบเนี้ย เพราะว่าเวลาเขามาจ่ายตังค์แบงค์ 20 เต็มปี๊บ เวลานับกันที พอเอาปีบมาที่โรงแรมแล้วก็มาแบ่งกัน มานับให้กับค่าหนี้ แล้วก็คนจัดงานก็เอาไป เราก็เอาในส่วนที่เขาจ้าง

 

คนที่ตามมาดูวงตอนนั้นคือ หลักแสน?

อ้อย : เป็นแสน คือสมมุติอยู่บนเวที มองไปนี่ก็คือแบบหัวดำแบบนู่น สมัยก่อนเนี่ยเวลาคนเขาดูที เขาจะบิดมอเตอร์ไซค์ไปดูกันตามงานตามต่างๆ ตามงานประจำจังหวัด งานประจำปีของเขาเนี่ย เขาก็จะไปกันแบบ โอ้โหขับกันไปเป็นหมู่ๆเป็นกลุ่มๆ

 

แต่หลังจากนั้นก็ออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว?

อ้อย : ทำอยู่ 4 อัลบั้มของกะท้อนอัลบั้มที่ 1 อัลบั้มที่ 2 น้าซูออก น้าซูที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของวงกะท้อนออกไปก็ไปทำวงซูซู แล้วพี่อ้อยก็ทำมาอัลบั้มที่ 3 อัลบั้มที่ 4 แล้วพี่อ้อยก็ออก ก็มีนักร้องใหม่เอามาแทน มีกะท้อนเอานักร้องใหม่เข้ามาแทน แต่เราก็ยังคงชื่อ อ้อย กะท้อน เพราะมันสะบัดไม่ได้ จะบอกว่าอ้อยมังคุด อ้อยกะหล่ำอะไร มันก็ไม่ใช่ไงมัน ไม่มีใครเชื่อไงมันก็เป็นอ้อยกะท้อน

 

แล้วก็มีเพลงที่ถือว่าดัง สร้างชื่อต่อมาอีก ก็คือเพลงที่ชื่อว่า “นึกเสียว่าสงสาร”?

อ้อย : ตอนออกจากกะท้อนมา พี่หยุดร้องเพลงเลย 7 ปี ไม่รับงานเลย 7 ปี คือ เราป่วยเป็นเนื้องอกในมดลูก แต่สาเหตุที่ออกจากวงไม่ใช่เพราะป่วยอย่างเดียว จริงๆแล้วมันมีหลายสาเหตุ ตอนที่ป่วยก็คือมีเงินเก็บอยู่ก้อนนึง แต่ว่าเราป่วย ตอนนั้นเราฉีดมอร์ฟีนเข้าเส้นเลือด เพื่อที่จะไปร้องเพลงได้ ทำงานได้ แต่ว่าเนื้องอกในมดลูกมันกำลังจะแตก คือมอร์ฟีนมันเอาไม่อยู่ มันฉีดแล้วเรายังปวดอยู่ ปวดจนเราหมดสติ 

แล้วเขาก็เลยเอาแอดมิดเข้าโรงพยาบาล แม่แบบหาโรงพยาบาลไหนไม่ได้ เพราะว่าเราเคยมีประวัติอยู่โรงพยาบาลนี้ อยู่แถวเส้นแพงเลย เอาเข้าโรงพยาบาลนั้นด้วยความที่แบบว่าตกใจ เห็นเราหมดสติไปส่งเข้าโรงพยาบาลนั้น อยู่ไอซียู ประมาณ 3-4 วัน 400,000 บาท

โดนค่ารักษาพยาบาลไป 4 แสนบาทแต่เรามีเงินเก็บอยู่ประมาณแสนเดียว แล้วหมอก็มาแจ้งบิลอย่างนี้ทุกวันนะ ปกติเวลาป่วยเขาจะต้องแจ้งบิลรายงานทุกวัน เพราะเห็นบิลแล้วแบบอยากตายไปเลย ไม่อยากออกจากโรงพยาบาล

แต่เราเป็นนักร้องที่ดังมากขนาดนั้น แล้วบอกว่าทำงาน เอาแค่ปีแรกก็ได้ปีละ 400 งานหลังจากนั้นให้ครึ่งนึงปีละ 200 งานอีกปีนึงปีละ 100 งานก็ได้ ผ่านมา 4 อัลบั้ม ทำไมมีเงินเก็บแค่แสนเดียว

อ้อย : คืออย่างนี้ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างภายในบ้าน เราเป็นผู้นำ ต้องดูแลแม่ ดูแลครอบครัว เพราะว่าตัวเองรายได้หลักมาจากเรา แล้วเราก็ต้องดูแลคนที่เราต้องดูแลปกติ แล้วเวลามีเรื่องอะไรเนี่ย เราต้องเอาเงินตัวนี้ไปซัพพอร์ต ไปดูแลอย่างเนี่ย มันก็เลยเหลือเงินเก็บให้กับตัวเองไม่ได้เยอะมากอะไรสักเท่าไหร่

 


ในอีกมุมนึงช่วงที่เราดังๆ ก็มีช่วงที่สามารถพูดได้ว่า

เราหลงใหลกับชื่อเสียงแล้วลืมตัว ?

อ้อย : นิสัยไม่ดี คือ เริ่มจากเด็กที่ไม่มีอะไรเป็นศูนย์ แล้วเรามาเจอสภาพแวดล้อมที่แบบจะโทษสภาพแวดล้อมอย่างเดียวก็ไม่ได้เนอะ คนแบบสปอยล์เราอันนี้ไม่ได้นะคะ ต้องแบบนี้นะคะ อันนี้ไม่ได้ คุยไม่ได้ค่ะ  เขาพยายามจะกันสร้างให้เราแบบมันอัพขึ้นมา

อ้อย : ซึ่งมันผิดแย่มาก แล้วพอมาวันนึงเนี่ยเราที่เข้าโรงพยาบาลหมอผ่ามดลูกปั๊บหมอบอกว่าเอาไว้ไม่ได้แล้ว เพราะว่ามดลูกมันเป็นเหมือนฟองน้ำที่มันยุ่ยๆ ฟองน้ำที่มันเป็นผงๆเห็นไหมฟองน้ำล้างจานเนี่ยเป็นผง มดลูก เป็นอย่างนั้นหมอบอกต้องตัดทิ้งทั้งยวง ไม่สามารถมีลูกได้ตั้งแต่พี่อายุ 30 ต้นๆ ให้คุณแม่เซ็นให้สามีเซ็นว่ายอมให้ตัดต้องยอมตัดเพราะว่ารักษาชีวิต เพราะว่าหมอบอกว่า 50:50 ตอนนั้น คือถ้ามันแตกระหว่างที่ผ่ามันมีการติดเชื้อไงมันก็เสี่ยง 4 แสนนั่นแหละ

พี่ก็เลยมานั่งคิดว่าชีวิตเรา ไม่มีความแน่นอนเลยเพราะว่าเราเป็นสินค้าตัวนึงของค่ายๆหนึ่ง ถ้าเขาคิดว่าเราขายได้ เขาจับไปขายได้ เขาคิดว่าขายได้เขาจะช่วยเหลือเราก็ได้ แต่เนี่ยคือเขาคิดว่า เราเซ็นสัญญากับเขาแล้ว แต่ว่าเขาไม่มองถึงว่าฉันจะให้เธอทำอะไรต่อจากนี้ เขาบอกว่าเขาไม่มีนโยบายที่จะให้เงินไปรักษาตัว ค่ายที่เราเซ็น แล้วทีนี้ค่ายอื่น ซึ่งไม่ใช่ค่ายที่เราเซ็นกับเขา

เป็นค่ายที่เคยเซ็นมาแล้ว แล้วหมดสัญญาไปแล้ว ยื่นมือเข้ามาช่วย เราโทรหาเขาโทรไปขอเงิน เพื่อเอาตัวเองออกจากโรงพยาบาล เพราะไม่งั้นออกไม่ได้ เฮียก็ให้มา 300,000 กว่าบาท 400,000 แหละ ให้มาโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้คืนเมื่อไหร่ด้วยนะ เพราะว่าตอนนั้นพี่ยังติดสัญญากับค่ายเก่าอยู่ใช่ไหม แกก็ให้มา แกบอกไม่เป็นไรแกให้มา จนทุกวันนี้ก็ยังซึ้งน้ำใจแกอยู่เลย เพราะว่าแกก็แบบช่วยเหลือเราตอนที่เราตกทุกข์ได้ยาก ก็เลยมองว่าเฮียเดี๋ยวออกจากโรงพยาบาลไป จะไปขอยกเลิกสัญญากับค่ายเก่าแล้วก็จะไปร้องใช้หนี้เฮีย

อ้อย :  เขาโอเคแต่ว่าเพลงที่ร้องไปให้เขา เขาไม่ได้เอาไปขาย เขาเก็บเอาไว้เฉยๆ  คือเขาเปลี่ยนนโยบายบริษัทเป็นคาราโอเกะแล้วไง ก็เลยไม่ได้เอาไปขาย แต่เขาก็ยังแบบไม่เคยทวงสักบาทเลยทั้งๆที่งานที่ขาย เอาให้เขาไปร้องให้เขาไป เขาไม่ได้ประโยชน์ อะไรจากงานชุดนั้นน่ะ

 

ซึ่งเราลาออกจากองค์การโทรศัพท์ไหม ?

อ้อย : ไม่ลาก็ร้องเพลงด้วยทำงานราชการไปด้วย วิสาหกิจไปด้วยก็นี่แหละ ก็นึกเสียว่าสงสาร ปรากฏพอมันออกไปปุ๊บคนก็ถาม “เพลงนี้ใครร้อง”ถ้าบอกพี่อ้อยกะท้อนตั้งแต่ทีแรก อาจจะไม่ดังก็ได้เนอะ ลักษณะของการร้องเพลงของพี่เมื่อก่อนที่เป็นสาวรำวง มันเป็นเพลงเร็วเพลงสนุก

ส่วนใหญ่จะได้รับบทบาทแต่เพลงสนุกเพราะๆหวานๆซึ้งๆไม่ค่อยมี พอเด็กรุ่นใหม่ๆมารู้จัก อ้าวพี่อ้อยร้องเหรอ เราก็เลยได้พวกแบบเด็กรุ่นใหม่ๆมาเป็นแฟนคลับอีกรอบนึง แล้วพี่อ้อยก็เลยมีงานมาตลอด ในชีวิตนี้ก็มี 2 เพลง 3 เพลงที่แบบต้องร้องทุกครั้ง สาวรำวง, นึกเสียว่าสงสาร, สาวน้อยกลับบ้าน 3 เพลงนี้มันก็ติดตัวพี่ไปตลอดเลย


 

>> Lazada ลดแหลก แจกกระจาย ถูกสุดในรอบปี! 11.11 ฟรีจัดส่ง ลดสูงสุด 90% <<


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
กรกมล พาภิรมย์

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : อดีตนักร้องดัง  ชีวิตตกอับ 

ติดตามข่าวอื่นๆ