ย้อนเรื่องราว ลุงโอพัส อดีตสุนัขอารักขา K9 ความสุขในช่วงสุดท้ายของชีวิต คนรักสัตว์อ่านแล้วทรมานใจ

ย้อนเรื่องราวของ ลุงโอพัส อดีตสุนัขอารักขาปลดเกษียณที่ได้คุณแจง Anthika Wongsopa ผู้ก่อตั้งกลุ่มรักหมาจัง ได้โพสต์เล่าเรื่องราวของลุงโอพัสไว้เมื่อเดือนมกราคม ปี 2561 ที่ผ่านมากับความสุขในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก่อนจากไปอย่างกะทันหัน สร้างบาดแผลในใจคุณแจงมาจนถึงทุกวันนี้ ชาวเน็ตที่ได้อ่านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอ่านแล้วน้ำตาไหลด้วยความสงสารและยังอิ่มเอมกับเรื่องราวระหว่างคุณแจงกับลุงโอพัสที่แม้จะอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน แต่ทุกนาทีที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ลุงโอพัสได้รับการดูแลเอาใจใส่และความรักอย่างเต็มเปี่ยมจากคุณแจง

 

คุณแจงเล่าว่า ประวัติลุงโอพัส (สำหรับท่านที่ขอมาหลายคน) อดีตหมาอารักขา ปลดเกษียณ..ที่รู้จักคำว่าความสุขในช่วงสุดท้ายของชีวิต..

8 กพ. 61 เราได้รับเรื่องมาจากอ๊อบ ว่ามีหมาในหน่วยราชการหน่วยหนึ่งปลดประจำการ หาบ้าน ครูฝึกฝากให้ช่วยหาให้ เพราะเขาแก่แล้ว อ๊อบเล่าว่า ครูฝึกบอกว่า เขาไม่มีสวัสดิการแล้วนะ แม้แต่อาหารและยาฉีด เพราะปลดประจำการแล้ว ปกติครูฝึกจะต้องเอากลับไปเลี้ยง แต่บังเอิญว่าครูฝึกของลุงโอพัสไม่สะดวกเลี้ยง เพราะบ้านพักไม่มีรั้ว จึงทำให้ลุงโอพัสแม้จะปลดประจำการแล้วแต่ก็ยังคงเป็นหมาที่เอาไว้ให้คนมาฝึกเดินและออกคำสั่งอารักขาอยู่ จนวันนึงเขาแก่มากแล้ว ครูฝึกก็สงสาร จึงบอกอ๊อบมาให้หาบ้าน

เมื่ออ๊อบได้ฟังครูฝึกขอให้หาบ้านจึงได้นำเรื่องราวของลุงโอพัสมาปรึกษาแจง ตอนแรกแจงฟังก็เฉยๆ แต่พออ๊อบส่งภาพมาให้ดู เท่านั้นแหละ สภาพผอมและดูเหมือนป่วยด้วย อารมณ์กระเจิงค่ะ เป็นโรคจิตตกมากกับหมาแก่ เห็นไม่ได้ใจจะขาด และเมื่อได้ฟังเรื่องราวว่าไม่มีสวัสดิการให้ ครูฝึกต้องเจียดอาหารและยาฉีดจากตัวอื่นๆ ที่ยังไม่ปลดประจำการมาให้ลุงโอพัส จึงทำให้แจงตัดสินใจในทันทีว่า เราจะรับเลี้ยงเอง และจะขับรถไปรับลุงโอพัส ณ ที่ฝึก K9 ในจังหวัดหนึ่งเอง จากวันนั้นที่เราคุยกับอ๊อบเสร็จสรรพ เราก็รีบค้นกูลเกิ้ล หาที่พักและจองโรงแรมทันที โดยที่เราไม่รู้จักทางและไม่เคยขับรถไปจังหวัดนี้มาก่อนด้วยซ้ำ 

แต่เราก็คิดนะ เอาวะ เดี๋ยวค่อยเปิด Garmin คลำทางไปก็ได้เราตัดสินใจออกเดินทางวันที่ 9 กพ.61 เวลา 20.30 น. เพราะชอบขับรถกลางคืน กะว่าไปถึงที่พักน่าจะราวๆ ตีสองน่าจะไหว เพราะแจงขับรถจากสระบุรีไป ใจก็คิดว่าเช้าจะแวะไหว้พระพุทธชินราชด้วย อยากไหว้มานานแล้ว ขับรถแม้จะไกล ความรู้สึกมันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น อยากรับลุงโอพัสเร็วๆ อยากกอด อยากให้ลุงได้มี "บ้าน" บ้านที่ลุงจะอยู่ตลอดและลุงจะมีเจ้าของสักที 

ขับรถไปก็นึกเรื่องการวางแผนการรักษา เพราะคิดว่าเป็นโรคไตแน่นอน กะว่าจะรับมาแล้วก็ขับรถมาเลย ถึงบ้านจะพาไปตรวจเลย จำได้ว่าระยะทางไกลมาก แต่ใจไปถึงก่อนแล้ว จนราวๆ ตีสองครึ่งแจงถึงที่พัก แล้วก็เป็นไปตามคาดค่ะนอนไม่หลับตื่นเต้น อาการแบบไฟมาไงคะ แบบอยากโมหมาแก่เร็วๆ พอเช้าก็ไปไหว้พระ เพราะครูฝึกนัดให้ไปรับลุงโอพัสตอนเที่ยง เมื่อไปที่ที่หมาย ก็ทำเรื่องแลกบัตรเข้าไป เจอรูปปั้นสายพันธุ์เชฟเพิร์ด สง่าอยู่หน้าทางเข้าเขียนว่า K9 ขับรถไปตามทางด้วยหัวใจพองโต เมื่อหัวรถเลี้ยวเข้าไปเห็นหมาแก่ตัวนึงมองมาที่รถ เขาถูกผูกกับหลัก และจ้องมองเราอย่างสงสัย น้ำตารื่นสิคะ คือสภาพจุกอกมาก

เราเอาอกไก่อบแห้งไปฝากด้วย รีบลงรถไปป้อน พร้อมกับที่ให้น้ำ เขาก็กินใหญ่เลย ครูฝึกบอกว่าปกติไม่เคยให้ของพวกนี้เลย ยิ่งฟังก็น้ำตาคลอ เราลูบหัวลุงโอพัส ก็มองหน้า เราถามครูฝึกว่ากอดได้ไหม ครูบอกว่าได้เราก็กอด นั่นคือกอดแรกที่เราได้กอดกัน สักพักครูฝึกก็เอาห่ออาหารเหลวมาให้บอกว่าอันนี้ของโอพัส หมาตัวเท่านี้กินวันละซอง ขุนพระ.. เราก็บอกตรงๆ ว่าตกใจ เงินส่วนนี้ครูฝึกเป็นคนออกให้ด้วยซ้ำ เราชี้ไปที่ถุงอาหารแล้วบอกครูว่าไม่เอาค่ะ เขาทานไม่ได้เขาแก่แล้วอาหารพวกนี้เค็มค่ะ ทานแล้วจะเป็นโรคไตซึ่งแจงคิดว่าตอนนี้ลุงน่าจะเป็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าอยู่ในระดับไหน

ครูฝึกเล่าว่าลุงโอพัสคือหมาที่เก่งที่สุดของรุ่น ตำแหน่งเขาคือหมาอารักขา สั่งให้กัด เขาก็จะกัด สั่งให้นั่ง ให้หมอบ ให้เดิน เขาก็จะทำได้ตามเราสั่งหมด ครูฝึกเรียกเรามาเพื่อจะสอนการออกคำสั่ง เรารีบเบรคเลยว่า หยุดเลยค่ะ ขออนุญาตไม่ออกคำสั่งค่ะ ตั้งใจรับเขาไปอยู่เป็นหมาในบ้านเป็นหมาปกติ ให้เขามีชีวิตสบายๆ แบบที่ไม่โดนออกคำสั่งบ้าง ชีวิตเขาโดนออกคำสั่งมาเยอะแล้ว อยากให้เขามีบ้าน มีความสุขในบั้นปลายพอแล้วค่ะ ครูฝึกฟังก็อึ้ง แกบอกว่า เพิ่งเคยเจอแบบนี้ครับ ปกติเขาขอไป เขาก็จะให้สอนออกคำสั่ง แจงเลยบอกว่า แต่บ้านแจงไม่ค่ะ แจงนี่ล่ะทาสหมา เขาน่ะเป็นเจ้านาย ครูฝึกก็หัวเราะกัน
 


จนเมื่อตอนจะกลับ ครูก็ถามให้ขึ้นรถเก๋งเลยเหรอ นั่งในรถเลยเหรอ เราบอกใช่ค่ะ ครูบอกปกติบางคนจะให้นั่งหลังรถ เราบอกไม่ค่ะ ที่บ้านก็นั่งในรถ ไม่เคยให้หมานั่งหลังรถและไม่คิดจะให้นั่งด้วย ครูเล่าให้ฟังหลายอย่าง ที่ฟังแล้วสะเทือนใจ (ตรงนี้ขออนุญาตไม่เล่าเพราะเป็นเรื่องของราชการ) 

อกไก่อบแห้งถุงเบ่อเริ่ม ลุงโอพัสกินหมดแค่ไม่กี่นาที จนเราออกจากที่นั่น เมื่อออกมาพ้นโรงนอนของลุงโอพัส น้ำตาเราก็ไหลแล้ว หันไปบอกลุงโอพัสว่า กลับบ้านกันนะ จากนี้เราจะเป็นครอบครัวกันนะ สัญญาว่าจะดูแลอย่างดี รักษาจนหาย ลุงจะอยู่อย่างสบาย ขับรถมาระหว่างทางกลัวลุงโอพัสหิว หาแวะซื้อไข่ต้ม 7 ลุงกินไป 3-4 ฟองได้ คือเขาไม่เคยได้กินของพวกนี้เลยจริงๆ ตามคำบอกเล่าของครู แจงก็ขับรถมาจนถึงสระบุรี ราวๆ 17.30 น. ให้ลุงพักผ่อนสักพัก แจงก็รีบพาไปหาหมอทันที

หมอตรวจเลือด วัดความดัน น่าตกใจมาก คือความดันลุงโอพัสสูงมาก หมอต้องจัดยาลดความดันและยาบำรุงของหมาเป็นโรคหัวใจ หมอบอกว่าเพราะเขาได้รับการฝึกอย่างหนักทำให้เป็นโรคหัวใจ และหมอได้ให้น้ำเกลือด้วย เหมือนร่างกายเขาขาดน้ำ และผลเลือดจะออกพรุ่งนี้ แจงก็กลับมาให้น้ำเกลือลุงต่อที่บ้านและให้ลุงนอนในห้องนอนด้วยกันเพราะกะว่าจะเฝ้าลุงด้วย 

พอหมอโทร.มาแจ้งผลเลือดพบว่าค่าไตสูงมาก มีภาวะไตวาย แจงก็พาลุงโอพัสไปใหม่อีกครั้ง ไปฉีดยาและรับยามากิน หมอบอกว่าลุงต้องกินยาพิเศษ และให้น้ำเกลือวันละขวด หมอให้ตัวอย่างน้ำเกลือแจงมา เพราะแจงจะไปซื้อที่ร้านค้าส่งเพื่อมาให้เองทุกวัน หมอบอกว่าให้แจงให้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ แล้วพามาตรวจเลือดใหม่อีกครั้ง 

มันเป็นภารกิจที่แจงค่อนข้างท้าทายมากค่ะ แจงศึกษาหาข้อมูลในการดูแลลุง ในการเยียวยาโรค อาหารการกิน บำรุงจนลุงเริ่มอ้วนขึ้นและให้น้ำเกลือและยาทุกวันตามที่หมอบอกมา จนเมื่อถึงกำหนด ที่หมอนัด ค่าไตลุงโอพัสจากระดับ 6 เหลือ 1.3 หมอยังบอกว่าดูแลดีมาก จนลุงเริ่มหายและร่าเริงอ้วนขึ้นและกินเก่ง 

ตลอดเวลาที่ลุงมาอยู่ในบ้าน ไม่มีวันไหนที่ลุงโอพัสจะไม่ได้รับการกอด การหอม การบอกรัก การใส่ใจจนลุงดีวันดีคืน จนเมื่อถึงวันเกิดของลุง อายุ 10 ขวบ แจงทำเค้กวันเกิดให้ และ Live ให้เพื่อนๆ ในเฟสดู ลุงมีความสุขและอร่อยกับเค้กไข่ขาวที่แจงทำให้จานโตๆ จนหมดเกลี้ยง สายตาที่ลุงมองเราเหมือนเด็กๆ อยากกินขนม 

เมื่อทุกอย่างกำลังเริ่มดีขึ้น บ้านมีเสียงหัวเราะเสมอกับมาดการหมุนตัวของหมาแก่หล่อๆ ที่จะต้องมีองศาในการหมุน นั่นเพราะหมุนปกติไม่เป็น โดนฝึกมาตลอด ลุงไม่เคยเล่นคาบลูกบอล และลุงก็มองเด็กๆ ในบ้านเล่นกันมีบางครั้งเดินไปจะคาบแต่ก็คาบไม่เป็น หันมามองเรา สายตาแบบเล่นได้เหรอ.. เราก็ต้องหยิบบอลมาส่งให้บอกว่าเล่นได้ คาบได้ ไม่มีคำสั่งนะ 

แต่แล้วคืนหนึ่งเสียงหัวเราะก็หายไป ตีหนึ่งกว่าๆ ของวันที่ 14 มีนาคม 61 หลังจากที่เราป้อนอกไก่ลุงโอพัส ร่าเริงและเราถ่ายคลิปและภาพลงอัพเดทตามปกติ ลุงกินอย่างอร่่อยนั้น จากที่เราเดินไปล้างมือและหันกลับมาที่คอมพิวเตอร์เพียงแค่ 10 นาที เราจะลุกไปเข้าข้องน้ำ เดินผ่านลุงทุกครั้งเราจะกอดทุกครั้ง แต่รอบนี้ ทำไมลุงนอนแปลกๆ ปกติเราเดินมา ลุงจะคอยมองเสมอ ใจเราเริ่มเสีย เริ่มจับตัวลุง ก็ยังอุ่น ลุงเพิ่งจะไม่หายใจ เราจำได้ว่าเรากรีสร้องลั่นบ้าน แล้วรีบ CPR แต่ลุงก็ไม่ฟื้น เราร้องไห้กอดศพลุงโอพัสไว้ เราจากกันในวันที่ลุงโอพัสเริ่มแข็งแรงและดีและหายแล้ว ลุงโอพัสก็จากไปด้วยภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ตามที่หมอเคยบอกเอาไว้ว่าวันนึงเขาจะไปแบบนี้ได้ ไม่มีแม้เสียงร้อง ขนาดหมวยเล็กนอนข้างๆ ลุงยังไม่รู้เลยว่าลุงได้จากไปแล้ว

เราไม่คิดเลยว่าความสุขของลุงมันสั้นขนาดนี้ ลุงทำตามสัญญาค่ะ ที่บอกจะอยู่กับเรา ให้เราดูแลเขาจนหายดี และลุงก็จากไปด้วยอาการสงบ เหมือนหมาหลับสบายๆ แต่มันสร้างแผลใจให้เรามาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีแม้คำลาสักคำ ที่ลุงได้บอกก่อนจะจากกัน..

แต่มาย้อนคิด.. ทุกอย่างที่เราทำให้ลุงก็ไม่เคยผิดสัญญา รับปากว่าจะดูแล จะรักษาและจะรักให้เขาได้มีความสุขในบั้นปลาย เราทำให้ทุกอย่างหมดครบถ้วน ตามที่เพื่อนๆ ในเฟสที่ติดตามได้เห็น ใช้เงินตัวเองทุกบาท หมดหลายหมื่น แต่สิ่งหนึ่ง..ที่ไม่สามารถทำได้ เพราะลุงไม่รอไปด้วยคือ เราสัญญาว่าจะไปทะเลด้วยกัน..

และนี่คือเรื่องราวหมาอารักขา K9 ที่ชื่อโอพัสค่ะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับครูฝึก ครูฝึกรักลุงโอพัสทุกคนนะ เรื่องบางอย่างรู้..แต่พูดไม่ได้ รู้แค่ว่า ระดับครูฝึกและน้องพลทหาร รักหมา K9 ทุกคน 

ยังเก็บรักนั้น อยู่ในหัวใจ เธอจะรู้ไหม ฉันยังคงพร่ำเพ้อ หลับตาทุกครั้ง ก็ยังเห็นเพียงแต่เธอ ฉันยังคิดถึงเธอเสมอ ไม่เคยจะลบเลือน 

 

 

ขอบคุณ Anthika Wongsopa


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
สินีนุช บรรเจิดธนากุล

ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : คนรักสัตว์  สุนัขตำรวจ  สุนัข 

ติดตามข่าวอื่นๆ