ฟังชัดๆ นายกฯตู่ ฝากถึงม็อบปลดแอก ลามเด็กนร.ชู 3 นิ้ว ไม่อยากพูดพรรคไหน อยู่เบื้องหลัง

ถึงจะสิ้นสุดไปแล้วกับการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มประชาชนปลกแอก แต่ประเด็นที่ถูกพูดถึงก็ข้อแนวคิดการเคลื่อนไหวระหว่างข้อเรียกร้อง 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3.ยุบสภา  โดยจะต้องไม่มีการรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์    กลุ่มคณะประชาชนปลดแอก - Free People ใช้คำว่า  ความฝัน : การมีระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  

ล่าสุดที่อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ถนนสุขุมวิท เขตพระโขนง กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ยกกำลังสองการศึกษาไทย สู่ความเป็นเลิศ” ถึงการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกที่ถนนราชดำเนินวานนี้ (16 ส.ค.2563) ที่หลายคนแสดงความเป็นห่วงเพราะมีการลุกลามไปยังโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศที่ชู 3 นิ้วในโรงเรียน ว่า ก็ต้องหาวิธีการบริหารจัดการให้ได้ ส่วนที่ตนเคยระบุว่าจะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นนักศึกษาภายในเดือนนี้นั้น กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็มีการเตรียมการไว้แล้ว เดี๋ยวก็จะต้องไปพูดคุยกัน 


แต่อย่าเพิ่งให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีลงไปโดยตรงตอนนี้ เพราะถ้าพูดจริงๆ เขาจะเล่นงานนายกฯ ซึ่งในส่วนของฝ่ายบริหารตอนนี้ให้ดำเนินการในการขับเคลื่อนแผนเศรษฐกิจต่างๆจำนวนมาก ตนขอถามคำเดียวว่า หากไม่มีรัฐบาลตอนนี้ หรือรัฐบาลไม่มีอำนาจเต็มจะสามารถดำเนินการเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ เมื่อไม่ได้ก็เอาไว้ถึงเวลาก่อนได้หรือไม่ แล้วค่อยทำตามที่ว่า ก็เป็นเรื่องของเขา ดังนั้นต้องขอให้ทุกคนช่วยกันไม่ให้ลุกลามด้วยและต้องไปดูว่าใครอยู่เบื้องหลัง เห็นหรือไม่ว่ามีใครเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม
 

 

โดยผู้สื่อข่าวตอบว่า พรรคการเมืองเข้าไปสังเกตการณ์ นายกฯ ย้อนถามว่า"ใครนะ มีพรรคไหนบ้าง เอาให้แน่ ไม่กล้าพูด มันไม่ใช่ไปอยู่แบบนี้มันก็ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ผมถามคนที่ได้รับผลกระทบคือใครเด็กใช่ไหมนักศึกษาใช่ไหม แล้วธุรกิจ ร้านค้าแถวนั้นเขาว่าไง เขาเปิดร้านไม่ได้ทำยังไง ขายของไม่ได้ทำอย่างไร เศรษฐกิจมันแย่อยู่แล้ว ก็แย่ไปอีกไหม ต้องนึกถึงคนอื่นเขาบ้างสิ จะทำอะไรก็ทำตามขั้นตอน ทางกฎหมายที่มีอยู่สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การปฏิบัติตัวตามกฎหมายทุกคนเป็นคนไทยไม่ใช่หรือ"


เมื่อถามว่าจะชี้แจงอย่างไรในบางข้อเรียกร้องเช่นการให้นายกฯ ออกจากตำแหน่ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ การแก้รัฐธรรมนูญก็มีกระบวนการ ตั้งแต่กมธ.ศึกษา การลงมติอะไรก็แล้วแต่ รวมถึงขั้นตอนสว.และขั้นตอนต่างๆตามกฎหมาย หากจะทำประชามติก็ต้องเร่งจัดทำกฎหมายเรื่องการทำประชามติให้เรียบร้อยโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้กำลังทำให้ทั้งหมด


เมื่อถามถึง ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีการตีกรอบข้อเรียกร้องภายในเดือน ก.ย. นายกฯ กล่าวว่า จะตีกรอบก็เรื่องของเขา ตนต้องพูดตามกฎหมายพูดอย่างอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตามตนเองได้ติดตามการชุมนุมทุกวัน เพราะนายกฯ จะไม่รู้เรื่องทุกอันได้หรือ


เมื่อถามว่านายกฯ ห่วงหรือไม่ว่าการออกมาชุมนุมดังกล่าวจะซ้ำเติมสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "พูดแทนผมหน่อยสิ" ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ไปทันที

 


นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สื่อมวลชนวันนี้ถือเป็นบุคคลสำคัญที่จะสร้างการรับรู้ให้กับสังคมอย่างไร ถ้าเอาแต่การแพร่ข่าวอย่างเดียว ทางนั้นว่าอย่างนี้ ทางนี้ว่าอย่างนั้น ความขัดแย้งจะเกิดอย่างนี้ไปตลอดเวลา ฉะนั้น ทำอย่างไรจะให้เกิดความสงบให้ได้ มีเสถียรภาพรัฐบาลให้ได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่หรือไม่อยู่ ต้องรู้ว่าจะเกิดอะไรตามมาในขณะนี้ ก็สุดแล้วแต่ วันนี้เราต้องใช้จ่ายงบประมาณ ทำโครงการโดย ครม. ส่วนเรื่องของสภาฯ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ว่ากันไป อย่าเอาอะไรมาพันกัน อย่าเอาอำนาจฝ่ายบริหารและตุลาการมาพันกัน มันคนละอำนาจกัน แต่ตนมีหน้าที่ในการประสานทำความเข้าใจ นั่นคือ หน้าที่ของรัฐบาล ไปก้าวล่วงใครเขาไม่ได้ ทุกคนมีกฎหมายทุกตัว ดังนั้น สื่อมวลชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเผยแพร่ความรู้ เสริมสร้างความเข้าใจสังคมในสิ่งที่ดีๆ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าจะเสนอข่าวความขัดแย้งอะไรก็สุดแล้วแต่สื่อ แต่ต้องเสนอสิ่งดีๆ ที่มันเกิดขึ้นด้วย บางสื่อ บางฉบับ บางคอลัมน์ เอาข้อเท็จจริงมาปรากฏว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วทำอะไรไปบ้างแล้ว ตนอยากให้มีคอลัมน์เหล่านี้มากยิ่งขึ้น วันนี้อยากจะบอก คนเขาก็ไม่อยากอ่านเหมือนกัน เพราะเขาบอกความขัดแย้งมันสูง ก็เลยเข้าไปในโซเชียลมีเดีย ก็ไปเจอทางนู้นอีกทาง ตรงนี้จะทำอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้ ตนบังคับใครไม่ได้

 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แต่ละฝ่ายมีปัญหา แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย หาเป้าหมายว่าต้องการอะไร ช่วงปีนี้ หรือยุทธศาสตร์ 5 ปี ต้องการอะไร ทั้งครู เด็กนักเรียน สถาบันการศึกษาต้องการอย่างไร และมองย้อนหลังว่าสิ่งที่ทำในวันนี้จะต้องอะไรในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเป็นการเดินหน้าทุก 1 ปี และ 5 ปี เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ บางทีพูดหลักการคนไม่เข้าใจ ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าทุกคนไม่ชอบอ่านหนังสือยาวๆ ไม่ชอบฟังอะไรนานๆ สิ่งเหล่านี้เป็นโลกยุคใหม่ อ่านหนังสือ 3 บรรทัด และอ่านโซเชียลมีเดีย 3 บรรทัด แต่วิพากษ์วิจารณ์กันได้เยอะ ใส่ไปในโซเชียลมีเดีย ฝ่ายรัฐลองเปิดดูบ้าง ข้อมูลที่ใส่ไปไม่เห็นมีใครอ่าน มีคนแชร์นิดเดียว ฉะนั้น ต้องช่วยกันพูดและทำความเข้าใจ

 

“ประเทศชาติไม่ใช่ของผม หรือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนทุกคน แผ่นดินผืนนี้จะเปลี่ยนแปลงอะไร จะทำอะไรก็ต้องดูพื้นฐานและบริบทของประเทศไทยด้วย สิ่งสำคัญจะทำอย่างไรถึงจะยกระดับการศึกษาของประเทศให้ได้ การศึกษาเราไม่ใช่ล้มเหลว ไม่ใช่ไม่ดี เพียงแต่อยู่ที่การบริหารจัดการให้ทันต่อโลกยุคที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว    

 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเมื่อมีโควิด-19 ก็กระทบต่อการส่งออก การท่องเที่ยว ไม่ใช่ไทยไม่อยากส่งออก เขาไม่ซื้อเพราะเขาก็เจอปัญหาโควิด-19 เหมือนกัน ดังนั้น เราต้องเพิ่มการบริโภคในประเทศ เพิ่มสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น นวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวนใหม่ทั้งหมด ทั้งระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาคนจะต้องตอบสนองความต้องการประเทศ การบรรจุข้าราชการก็ต้องเอาคนรุ่นใหม่เข้ามา ไม่ใช่เอาแต่สอบทั้งหมด ต้องรับพวกเฉพาะทางเข้ามาด้วย เศรษฐกิจรอบบ้านตกทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะตกมากหรือตกน้อย ตนไม่ได้บอกว่าของเราดีกว่าเพื่อน แต่เรามีทรัพยากรซึ่งต้องคิดดูว่าจะพัฒนาอย่างไรให้มีมูลค่าสูงขึ้น คนไทยไม่ใช่ไม่เก่ง เก่ง ความคิดเห็นก็เยอะ ความรู้มาก เหลืออย่างเดียวจะทำงานร่วมกันอย่างไร นั่นคือ ประเด็นของเรา เราจะต้องร่วมมือกันให้ได้ทุกภาคส่วน รัฐบาลได้เตรียมการหลายอย่างตั้งแต่เป็นรัฐบาลครั้งที่แล้ว ในด้านสาธารณูปโภคต่างๆ และกำลังปรับปรุงฟื้นฟู ขสมก. การบินไทย รถไฟ แต่ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับคนเยอะ ทั้งในองค์กร สหภาพ แต่ทำอย่างไรจะแก้ปัญหาได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาเหล่านี้จะกดทับเราไปเรื่อยๆ ปัญหาใหม่เข้า ปัญหาเก่าแกะไม่ออก เพราะมีแรงต่อต้านเยอะ จึงไปไม่ได้สักอัน 

 

“มันยิ่งกว่าโควิด-19 อีก โควิด-19 ว่าร้ายแล้ว ต่อจากนี้ไปมันจะร้ายกว่านี้อีก ฉะนั้น ทุกคนต้องเข้าใจให้ดีว่าจะทำอย่างไรให้สังคมช่วยกันที่จะลดผลกระทบอันจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอีกหลายด้าน หลังโควิด-19 แล้ว ปีหน้ายังไม่รู้ว่าวัคซีนจะออกมาได้จริงหรือไม่ เมื่อออกมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นอีก เพราะไวรัสมันก็พัฒนาตัวเอง ทุก 5 ปี 10 ปี มันก็มี หายไปแล้วจะกลับมาใหม่หรือไม่ก็ยังไม่รู้ โลกเป็นอย่างนี้เพราะคนมีจำนวนมากขึ้น วันนี้ความยากจนถ้าไม่รู้จักการใช้จ่าย ไม่คำนึงกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ไปไม่ได้แน่นอน นี่คือสิ่งที่ผมกังวล”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องการศึกษาหลายคนบอกว่าอยากเอาแบบประเทศฟินแลนด์ ไม่ต้องไปโรงเรียน เด็กมีความสุข เราทำอย่างนั้นได้หรือไม่ ไปคิดดู แต่ตนคิดว่ายังไม่ถึงเวลานั้น ลำบาก เพราะหลายอย่างเรายังมีปัญหามากในขณะนี้ ถ้าเราสามารถช่วยแก้ปัญหาช่วงนี้ไปก่อน ปัญหาอื่นยังไม่ใช่ความเป็นความตายของประเทศ ต้องแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ได้ก่อน อย่างอื่นก่อนแก้ไปตามระบบ ระเบียบ ขั้นตอน ตนไม่ขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น 

 


 


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
กองบรรณาธิการข่าว

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : ม็อบ  นายกรัฐมนตรี  เยาวชน 

ติดตามข่าวอื่นๆ