สื่อโลกตีข่าวใหญ่ บอส กระทิงแดง หลุดคดีซิ่งรถหรูพุ่งชน นายดาบตร.เสียชีวิต

ภายหลังจาก  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)   มีมติชี้มูลความผิด พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน  รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 , พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ, พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม, พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล และ พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม กรณีสอบสวนช่วยเหลือ นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครือธุรกิจ “กระทิงแดง”  ไม่ให้ถูกดำเนินคดีขับรถขณะเมาสุรา ขับรถเร็วเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด และไม่ดำเนินการออกหมายจับนายวรยุทธ เพื่อให้ได้ตัวมาส่งพนักงานอัยการฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหลบหนี

 

(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  ป.ป.ช.ชี้มูลผิด บิ๊กตร.กับพวก เอื้อคดี บอส กระทิงแดง ซิ่งรถหรูพุ่งชน ดาบตร.เสียชีวิต

ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่ถูกนำเสนอโดยสื่อยักษ์อย่าง ซีเอ็นเอ็น (CNN) ได้ระบุถึงการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทย  ดำเนินการถอนหมายจับ   นายวรยุทธ อยู่วิทยา  หรือ  บอส กระทิงแดง แล้ว  หลังจากอัยการได้วินิจฉัยสั่งไม่ฟ้อง ผู้ต้องหารายดังกล่าว ในความผิดฐานขับรถชน  ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ  ตำรวจสายตรวจ สน.ทองหล่อ  จนเสียชีวิต   ก่อนจะได้นำส่งหนังสือแจ้งไปยังนายวรยุทธ ถึงบ้านพักในกรุงเทพฯแล้ว  โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น   อ้างบทสัมภาษณ์ของ   พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน. ทองหล่อ  ว่า กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอน หลังจากได้รับทราบความเห็นของอัยการ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา  ก่อนนำไปสู่เอกสารเรื่อง แจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2562  และการแจ้งถอนหมายจับก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน  

 

(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  All charges dropped against Red Bull heir accused in death of police officer, Thai Police say )

 

ขณะที่มีเอกสารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ปรากฎเป็นหนังสือที่ ตช.0015 (บก.น.5) 3/5232  อ้างถึงคดีอาญาที่ 632/2555 และหนังสือสำนักอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ที่ อส.0037.1/445 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2563  ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำยืนยันจากอัยการสูงสุด เรื่องการพิจารณามีคำสั่งไม่ฟ้องคดีต่อนายวรยุทธ ในทุกข้อกล่าวหา  และ พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดา ผบ.ตร. ไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ  คดีจึงเป็นอันสิ้นสุดตามกระบวนการทางกฎหมาย และพนักงานสอบสวนได้ทำการขออนุมัติศาล เพิกถอนหมายจับในคดีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 


อย่างไรก็ตามสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น  ได้ระบุด้วยว่าคดีดังกล่าวถือเป็นคดีอาชญากรรมที่คนไทยให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นบุคคลที่มีฐานะร่ำรวย เป็นทายาทของมหาเศรษฐี ติดอันดับโลก ในนามตระกูล "อยู่วิทยา" ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มให้พลังงานยักษ์ใหญ่อย่างกระทิงแดง  และมีความพยายามช่วยเหลือทางคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก่อนหน้า  รวมถึงการยอมจ่ายเงินจำนวน 3 ล้านบาทให้กับครอบครัวผู้เสียหาย เพื่อขอยุติคดีทางแพ่ง


ขณะเดียวกันจากประเด็นร้อนดังกล่าว ทางเพจเฟซบุ๊ก "แหม่มโพธิ์ดำ"  ได้มีการโพสต์แสดงความเห็นด้วยข้อความว่า "อห ที่ไม่ได้แปลว่าโอ้โห  ขับรถชนตำรวจตาย อำพรางคดีบอกพ่อบ้านเป็นคนขับโดยให้ตำรวจช่วยเหลือ จนโดนปปช.ลงดาบ 7 นาย  สุดท้ายผู้ต้องหาหนีไปกบดานต่างประเทศ  สื่อทั่วโลกรุมประณาม เป็นคดีสะเทือนขวัญทำประเทศเสียชื่อเสียง

สรุปลุ้นกันมาแปดปีอัยการไม่สั่งฟ้องว่ะ รอดมาได้ น่าจะจากเหตุผลเดียว #เพราะรวย  พีคกว่านั้นคือ ไม่สั่งฟ้อง 18 มิถุนา คนไทยมารู้กันจาก CNN วันที่ 23 กรกฎาคม หมดคำพูดเลยว่ะ"

 


ส่วนมูลเหตุแห่งคดีสะเทือนขวัญคนไทย   เกิดขึ้นเมื่อ  วันที่  3 ก.ย. 2555    เมื่อ  นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา  นักเรียนนอกจากอังกฤษ อายุ 27 ปี ซิ่งรถหรู "เฟอร์รารี่" สีบรอนซ์เทา ด้วยความเร็วกว่า 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ  ตำรวจสายตรวจ สน.ทองหล่อ ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์ไทเกอร์ ตราโล่ 51511 อย่างรุนแรงจนเสียชีวิตคาเครื่องแบบ และพบรถจักรยานยนต์ล้มลงอยู่หน้าปากซอยสุขุมวิท 49 ห่างจากจุดที่พบศพกว่า 200 เมตร 

 

 


และก่อนหน้านั้นเมื่อ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2563   นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด  ได้แถลงกล่าวถึงขั้นตอนการติดตามตัว นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส กระทิงแดง   อายุ 35 ปี ทายาทผู้บริหารกิจการเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง  ผู้ต้องหาที่อัยการสั่งฟ้อง  เมื่อปี 2558  ในคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291” มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี   ว่า  ตามกฎหมายจะมีอายุความในการติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีเพื่อยื่นฟ้องศาลภายใน 15 ปีนับตั้งแต่วันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 3 ก.ย.55 ดังนั้นคดีจึงจะครบกำหนดที่จะขาดอายุความในวันที่ 3 ก.ย.2570 เท่ากับนับจากนี้จึงมีเวลา 7 ปีที่จะติดตามตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาลตามคำสั่งฟ้องของอัยการดังกล่าว

 

"โดยเมื่ออัยการได้มีคำสั่งฟ้องแล้ว แต่ตัวของนายวิทยาหรือบอส ได้หลบหนี ขณะที่คดีมีหมายจับที่ศาลได้ออกไว้แล้ว หากพบว่านายวรยุทธ อยู่ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ถ้าเจอตัวที่ไหนก็สามารถจับกุมตัวมาส่งให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันที 


แต่ปัจจุบันเท่าที่ทราบจากสื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวรยุทธ ได้หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อตัวผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศก็ต้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งประเทศไทยเองก็มีหลักเกณฑ์นี้อยู่ใน พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 คือ

1.การจะขอให้ต่างประเทศที่ได้พบตัวนายวรยุทธ ผู้ต้องหา ที่เราต้อบการนำกลับมาดำเนินคดีนั้น ประเทศไทยจะเป็นผู้ร้องขอ

2.ความผิดที่จะร้องขอให้ส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้จะต้องเป็นลักษณะความผิดอาญาของทั้ง 2 ประเทศ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยระบุเป็นความผิด แต่ประเทศที่ผู้ต้องหาไปพำนักนั้นอยู่ไม่ถือเป็นความผิดเช่นนี้เขาก็จะไม่ส่งให้ อย่างไรก็ดีสำหรับความผิดฐาน “ขับรถประมาทชนคนตาย ” เป็นความผิดอาญาของกฎหมายทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้นในประเด็นนี้จึงไม่มีปัญหา และความผิดที่จะร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจะต้องมีอัตราโทษประหารชีวิต หรือจำคุกมีกำหนดอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ซึ่งความผิดที่ได้สั่งฟ้องนายวรยุทธ ฐานขับรถประมาทฯ กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีอยู่แล้วก็ถือเป็นอัตราโทษที่เข้าเกณฑ์

 3.ความผิดที่ร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจะต้องไม่ใช่คดีความผิดเกี่ยวกับการเมือง หรือความผิดเกี่ยวกับทหาร ที่เขาจะไม่ส่งให้กัน ซึ่งคดีของนายวรยุทธก็ไม่เข้าทั้ง 2 กรณีนี้จึงผ่าน สามารถร้องขอให้ส่งตัวได้ 

4.การร้องขอให้ประเทศใดส่งตัวผู้ต้องหามานั้น ก็จะต้องไปสู่หลักที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งอาจจะโดยตำรวจไทยเอง หรือความร่วมมือกับตำรวจสากลหรืออินเตอร์โปล (Interpol) ก็ได้ แต่จะต้องสืบให้ได้ก่อนว่านายวรยุทธ ผู้ต้องหา พำนักอยู่ประเทศไหน เราจึงจะรู้ว่าต้องส่งคำร้องไปประเทศใด

5.เมื่อเรารู้ว่าผู้ต้องหา พำนักอยู่ประเทศใดแล้ว ต้องดูกฎหมายอีกว่าประเทศนั้นๆ กับไทยมีสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างการหรือไม่ ถัามีก็จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน โดยให้ตำรวจรวบรวมเกี่ยวกับเรื่องนั้นทั้งหมด เช่น ข้อเท็จจริงว่ามีการชนคนตาย , มีคำสั่งฟ้องของอัยการ , มีหมายจับของศาล รวบรวมส่งให้อัยการสูงสุดของประเทศไทย ในฐานะ“ผู้ประสานงานกลาง”ตามกฎหมาย

 

และเมื่อรับข้อมูลมาอัยการสูงสุดก็จะจ่ายงานให้กับอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศขณะนี้คือนายชัชชม อรรฆภิญญ์ ที่มีทีมงานอัยการกองต่างประเทศ ติดต่อประสานงานกับประเทศปลายทางขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณา กระทั่งสุดท้ายจะมีคำสั่งว่าส่งหรือไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีกรรมวิธีของเขา ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการร้องขอให้ส่งแล้วจะได้มีการส่งตัวทันที ตัวอย่างประเทศไทย เมื่อมีประเทศใดร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เราก็จะมีกระบวนการไต่สวนและให้ศาลมีคำสั่ง

  

แต่หากเป็นกรณีที่ประเทศปลายทางไม่มีสนธิสัญญาฯ ระหว่างกันกับไทย ก็จะไปสู่การปฏิบัติ “ตามหลักการวิถีทางการทูต” ซึ่งผู้ที่จะเดินเรื่องนี้ก็คือกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่จะใช้หลักเกณฑ์ทางการทูต ประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยประการสำคัญในวิธีนี้ คือ หากประเทศไทยจะดำเนินการส่งคำร้องขอไปจะต้องแสดงเจตนาให้ชัดเจนว่า ภายหน้าในอนาคตหากมีคนของประเทศนั้นหนีมาอยู่ในประเทศไทย ถ้าเขาขอมาเราก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเช่นกันในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างกัน

 

นายประยุทธ กล่าวย้ำว่า หลักการดำเนินการที่จะส่งใครเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ต้องดำเนินการภายในอายุความ หากขาดอายุความแล้วก็ดำเนินการไม่ได้ ขณะที่คดีของนายวรยุทธ ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของตำรวจที่สืบหาว่าพำนักอยู่ที่ใด ซึ่งต้องสืบหาให้ได้ก่อนว่าสำนักอยู่ที่ใด จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติตามขั้นตอนขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน

 

( คลิกอ่านข่าวประกอบ :  ย้อนไทม์ไลน์ คดีฉาว 3 ก.ย. "ทายาทกระทิงแดง" ซิ่งชนตร.ดับ ก่อนหมดอายุความ )

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : ซีเอ็นเอ็น  บอส กระทิงแดง  อัยการสูงสุด  ผบ.ตร.  พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา  สตช. 

ติดตามข่าวอื่นๆ