ปปช.แถลงฟันผิดอาญา ยิ่งลักษณ์ สุรนันทน์ นิวัฒน์ธำรง ร่วม 2 สื่อยักษ์ ฮั้่วจัดอีเว้นต์ ใช้งบฯ 240 ล้าน

สืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี   นัดแถลงผลสอบข้อกล่าวหาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน  Roadshow สร้างอนาคตไทย Thailand 2020  มูลค่า  240  ล้านบาท  โดยมิชอบ    นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.    ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.  เปิดเผยถึงมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.   สรุปชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ,  นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี     สรุปเป็นสาระสำคัญตามสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 3 ประเด็นคือ

 

 

1."มอบหมายงานซ้ำซ้อน"
กรณีการจัดอีเวนต์ดังกล่าว ดำเนินการตามร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศ ฉบับที่ .. พ.ศ. …. วงเงิน 2 ล้านล้านบาท (ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท) โดยดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่แถลงต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงการพัฒนาระบบขนส่งโครงสร้างทางราง โดยเมื่อปี 2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์ มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดำเนินการจัดนิทรรศการ และสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมมีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดนิทรรศการดังกล่าว เช่น กทม. หนองคาย นครราชสีมา พิษณุโลก เป็นต้น

 

 

ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ มอบหมายนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดำเนินการจัดอีเวนต์เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งของประเทศ ซึ่งซ้ำซ้อนกันกับที่มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดำเนินการแล้ว

 

 

2. "ฮั้วสื่อดำเนินการก่อนประมูล-พฤติการณ์จัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ"
ภายหลังนายสุรนันทน์ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว มีการเรียกประชุมเพื่อจัดเตรียมงานอีเวนต์ดังกล่าว โดยมีนายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการั่วไปบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และตัวแทนบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เข้าพบนายสุรนันทน์ที่ห้องทำงานเลขาธิการนายกฯที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรับทราบและตกลงเป็นผู้รับจัดงานอีเวนต์ดังกล่าว รวม 12 จังหวัด จังหวัดละ 20 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 240 ล้านบาท (งบกลางปี 2556 วงเงิน 40 ล้านบาท และงบประมาณทั่วไปปี 2557 วงเงิน 200 ล้านบาท)


ทั้งนี้การจัดอีเวนต์ดังกล่าวมีบริษัท มติชนฯ เป็นแม่งานหลักในการคิดรูปแบบการจัดงาน ทั้งที่ยังไม่มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ นอกจากนี้ก่อนเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่จากบริษัท มติชนฯ เข้าพบผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักเลขาธิการนายกฯ เพื่อยื่นเอกสารข้อเสนอด้านราคา วงเงิน 40 ล้านบาท แต่เนื่องจากสำนักงบประมาณยังไม่ได้แจ้งใบงวด ทำให้ยังไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ จึงมีการนัดหมายให้บริษัท มติชนฯ มายื่นเสนอราคาใหม่ โดยวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่บริษัท มติชนฯ มอบเอกสารข้อเสนอด้านราคาวงเงิน 40 ล้านบาทไว้ให้กับผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง

 

 

ต่อมานายสุรนันทน์ เห็นชอบราคากลางการจัดอีเวนต์ดังกล่าว วงเงิน 40 ล้านบาท ตรงกันกับข้อเสนอด้านราคาของบริษัท มติชนฯ ที่ยื่นไว้ และมีการสืบราคาเพิ่มเติมจากสื่ออีก 3 ราย ซึ่งเป็นสื่อในเครือบริษัท มติชนฯ ทั้งสิ้น และวันเดียวกันบริษัท มติชนฯ ยื่นเสนอราคา โดยนายสุรนันทน์ และนายนิวัฒน์ธำรง เห็นสมควรอนุมัติจัดจ้างบริษัท มติชนฯ เป็นผู้รับจ้างจัดอีเวนต์ดังกล่าว รวม 2 จังหวัด 40 ล้านบาท ตามงบกลางปี 2556 โดยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงขั้นตอนลงนามในหนังสือสัญญาสั่งจ้างใช้เวลาดำเนินการเป็น 2 วันเท่านั้น

 

 

หลังจากนั้นนายสุรนันทน์ และนายนิวัฒน์ธำรง ร่วมกันอนุมัติหลักการจัดโครงการอีเวนต์ดังกล่าวในงบปี 2557 วงเงิน 200 ล้านบาท โดยนายสุรนันทน์ และนายนิวัฒน์ธำรง ใช้ราคากลางเดียวกับการการดำเนินการครั้งแรกมาดำเนินการในครั้งนี้ แบ่งการจัดจ้างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 5 จังหวัด วงเงิน 100 ล้านบาท บริษัท มติชนฯ เป็นผู้ชนะการเสนอราคา กลุ่มสอง 5 จังหวัด วงเงิน 100 ล้านบาท บริษัท สยามสปอร์ตฯ เป็นผู้ชนะการเสนอราคา (ปรากฏชื่อนายระวิ โหลทอง กรรมการบริษัทฯ ลงนามยื่นเสนอราคา) อย่างไรก็ดีการลงนามในหนังสือสั่งจ้างดังกล่าวดำเนินการก่อนจะได้รับเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณ ทั้งที่ส่วนราชการทราบดีว่า การลงนามสั่งจ้างนั้นทำได้ต่อเมื่อสำนักงบประมาณแจ้งจัดสรรเงินงบประมาณมาให้แล้วเท่านั้น

 


3." ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ"
ทั้งนี้การจัดงานอีเวนต์ดังกล่าว 12 จังหวัด 240 ล้านบาทนั้น อยู่ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ฯ ดังกล่าว เนื่องจากมี ส.ส.ฝ่ายค้าน และนักวิชาการด้านกฎหมายท้วงติงหลายรายว่าอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ฯ ฉบับดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงให้ตกไป ส่งผลให้การจัดงานอีเวนต์เพื่อพีอาร์โครงการตามร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ฯ มิได้เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด ทำให้งบประมาณ 240 ล้านบาทเกิดความสูญเปล่า เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลความผิดนักการเมือง 3 ราย ได้แก่ 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2.นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล 3.นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ   มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2554 (ฉบับที่บังคับใช้ขณะนั้น) มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) มาตรา 12,13

รวมถึงชี้มูลความผิดเอกชน 4 ราย ได้แก่ 1.บริษัท มติชนฯ 2.นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชนฯ 3.บริษัท สยามสปอร์ตฯ และ 4.นายระวิ โหลทอง ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประกอบมาตรา 86 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 192 และ พ.ร.บ.ฮั้วฯ มาตรา 4, 12, 13

 

ก่อนหน้านั้น   "สำนักข่าวอิศรา"    รายงานข้อมูลว่า  คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ของ ป.ป.ช. ได้ มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชน จำนวน 18 ราย เกี่ยวกับข้อหาทุจริต  การจัดงานจัดอีเวนต์พีอาร์โครงการ Roadshow สร้างอนาคตประเทศไทย Thailand 2020 วงเงิน 240 ล้านบาท บริษัทสื่อมวลชน 2 แห่ง ปรากฏรายชื่อเป็นผู้รับว่าจ้าง โดยรายแรก ได้รับงาน 140 ล้านบาท ,รายที่สอง ได้ 100 ล้านบาท 

 

 


ขณะที่ในช่วงระหว่างขั้นตอนการดำเนินงาน  สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) ได้ทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เพื่อขอให้ทบทวนการจ่ายเงินว่าจ้างจัดงานประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวให้กับบริษัทเอกชนทั้งสองราย  โดยให้เหตุผลว่า กฎหมายเงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นวัตถุประสงค์หลักในการจัดงานประชาสัมพันธ์ดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และยังไม่ปรากฏผลชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาหรือไม่

 

ประเด็นสำคัญมีการตรวจพบ กระบวนการว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ารับงาน  มีข้อสังเกตว่าอาจจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น   โดยเฉพาะการสืบราคางานจากบริษัทเอกชนเพียงรายเดียว  แต่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี   โดยนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในหนังสือตอบ สตง. เป็นทางการว่า   ไม่สามารถทบทวนได้ เนื่องจากเป็นงานที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ขณะที่บริษัทสื่อมวลชนเองได้ทำหนังสือถึง สตง. เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีนี้  โดยระบุว่าในการจัดงานที่ผ่านมาบริษัทได้ทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 130 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาแต่อย่างใด

 

ส่วนรายชื่อบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการว่าจ้างดังกล่าว จำนวน 17 ราย   แยกเป็น  กลุ่มนักการเมือง  จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ,  นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีต เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   

 

 

นอกจากนี้ยังมักลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 9 ราย ที่เกี่ยวข้องการจัดทำราคากลางและจัดซื้อจัดจ้าง และกลุ่มเอกชน จำนวน 5 ราย  สำหรับบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อมวลชน แบ่งเป็นถูกกล่าวหาในนามนิติบุคคล 2 แห่ง  ถูกกล่าวหาในนามผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท 2 ราย และผู้บริหารบริษัท 1 ราย

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูล :  สำนักข่าวอิศรา 


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
กองบรรณาธิการข่าว

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : สุรนันทน์ เวชชาชีวะ  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ปปช.  พรรคเพื่อไทย 

ติดตามข่าวอื่นๆ