นายกฯลุกโต้อย่าดูถูก ผมไม่ใช่คนฉลาดน้อย โดนส.ส.ฝ้ายค้าน ทั้งแขวะทั้งเหน็บ ร่างพ.ร.บ.งบฯ 64

ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง การอภิปรายชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564   วงเงิน  3,300,000 ล้านบาท  โดยภายหลังจาก  นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายถึงแผนการลงทุนการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคมเสร็จสิ้น 

 
ทางด้าน  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม  ได้ลุกขึ้นกล่าวชี้แจงว่า  ตนได้ฟังคำอภิปรายของส.ส.ที่มีการวิจารณ์ดูถูกสติปัญญาและเหยียดหยามบ้างเล็กน้อย แต่ตนไม่โกรธเคือง ไม่เอามาเป็นตัวอย่างที่ทำให้โมโหพวกท่าน  ทั้งนี้เรื่องการลงทุนในโครงการด้านคมนาคมนั้นเป็นแผนงาน เป็นแนวคิด ยังไม่ได้เกิดขึ้น เพราะการจะลงมือทำต้องมีการศึกษารายละเอียดอีกครั้ง ส่วนใดที่เป็นชุมชนเดิม ก็ต้องทำด้วย และต้องทำส่วนใหม่ขึ้นมาบ้าง 


"ตนไม่ได้ฉลาดน้อย จึงอย่ามาดูถูกสติปัญญาของตนมากนัก สำหรับการลงทุนของภาครัฐ ถ้าเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องลงทุนเองและต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เราใช้แนวทางการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือพีพีพี มีการเปิดประมูล มีการลงนามในสัญญา และดำเนินการขั้นตอนต่างๆอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแนวทางนี้ช่วยลดขั้นตอนและทำให้โครงการของรัฐหลายโครงการสำเร็จมาแล้ว"
 

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์  นายกรัฐมนตรี  กล่าวด้วยว่า  สำหรับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้นั้น   รัฐบาลยืนยันว่าต้องดูแลประชาชนต่อไป   ตนฟังส.ส.หลายคนพูดถึงแต่เรื่องความก้าวหน้า อนาคต และการลงทุน แล้วก็กลับมาพูดว่ารัฐบาลต้องดูแลผู้มีรายได้น้อย  ซึ่งมันดูย้อนแย้งกัน   ตนเลยขอถามว่าถ้าเราต้องทำทุกอย่างตามที่ทุกคนต้องการ    แล้วประเทศเราจะเอาเงินมาจากที่ไหน จึงอยากให้ส.ส.ทุกคนช่วยเสนอแนะแนวทางที่จะทำให้รัฐบาลมีรายได้   ซึ่งตนพยายามคิดเรื่องนี้  แต่ไม่ควรให้รัฐบาลคิดฝ่ายเดียว  

 

 

"บรรดาโครงการของภาครัฐ  ตนยืนยันว่าไม่ได้คิดเองคนเดียว ไม่เคยอนุมัติให้ใครเป็นกรณีพิเศษ ไม่เคยลงไปสั่งใคร แต่โครงการต่างๆผ่านการเสนอแผนงานโดยคณะกรรมการกลั่นกรองทุกระดับ และตนยืนยันว่าไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์จากใคร  และก็รับฟังความเห็นของพวกท่าน ซึ่งท่านใช้คำพูดแรงไปแต่ตนไม่เถียงกับใคร ตนเถียงสู้ท่านไม่ได้ ท่านเคยเป็นอาจารย์เก่า ที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ สถาบันต่างๆซึ่งท่านก็เก่งของท่าน ตนไม่เก่งเท่าท่านแต่ตนจริงใจ ตนจะพูดในสิ่งที่ทำได้ เป็นวิสัยทัศน์ที่อาจจะถูกไม่ถูกแต่ต้องหาวิธีการทำ ถ้าไม่ได้ก็ปรับได้ ต้องมีมาตรการดำเนินการที่ถูกต้อง ไม่ใช่นายกฯ สั่งแบบขออนุญาตใช้คำโง่ๆ ออกไปแล้วคนที่เหลือต้องทำโง่ๆ ตาม ตนไม่ใช่คนแบบนั้น ยินดีปรับแก้และทำตามข้อเสนอ ขอให้พูดจากันดีๆ กว่านี้จะดีกว่า"


นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์  ยังได้มีกล่าวชี้แจงว่าในประเด็นที่   นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย   กล่าวอภิปรายโดยอ้างข้อมูล  การวิเคราะห์ว่าหนี้สาธารณะในปี 2564  จะทะลุถึงร้อยละ 60  จนเป็นเหตุให้รัฐบาลไม่สามารถกู้เงินได้  และประเทศไทยถูกบันทึกไว้ว่าล้มละลาย  ส่วนการทำงบประมาณปี 2564  ก็ทำแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ  เพราะมีวางงบประจำไว้มากถึง 2.62 ล้านล้านบาท แต่มีงบลงทุนเพียง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งขัดกับกฎหมายที่จะต้องมีงบลงทุน 20 เปอร์เซ็นต์ และมีความจำเป็นต้องกู้มาลงทุน 5 แสนล้านบาท แต่เนื่องจากขณะนี้หนี้เกินเพดานการกู้ จึงต้องมีการแก้กฎหมายขยายเพดานเงินกู้  และไม่มีใครชี้แจงแทนนายกฯ ถือว่าเป็นเรื่องน่าเห็นใจแทน

 

 

โดยระบุว่า  "กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของตนกู้หนี้มากกว่านายกฯ 28 คนที่ผ่านมา  ถือเป็นเรื่องที่ท่านพิจารณาเอาเอง   แต่อยากให้ไปดูว่าที่ผ่านมาในรัฐบาลนี้มีการพัฒนาประเทศไปมากแค่ไหน อยากให้ย้อนกลับไปดูปี 2556  ว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะร้อยละ 42   ต่อมาในปี 2557 มีหนี้สาธารธร้อยละ 43   และปี 2558 เหลือร้อยละ 42  จากนั้นปี 2559-2562  เหลือประมาณร้อยละ 41 ส่วนเดือนพ.ค. 2563 ขึ้นมาเป็นร้อยละ 44  ที่มีตัวเลขยอดสาธารณะเพิ่มขึ้น   เพราะเราต้องการกู้มาแก้ปัญหาโควิด-19 ประมาณ 5.5 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เยียวยาประชาชน ส่วนเรื่องจากจัดเก็บรายได้ถ้าสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นก็คาดว่าจะเก็บรายได้ได้ดีขึ้น แต่หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นต้องมีวิธีบริหารจัดการในการจัดเก็บที่มีอยู่ให้ได้ 

 


พร้อมทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังระบุด้วยว่า   ที่ผ่านมารัฐบาลได้สร้างโอกาสให้ประชาชนด้วยความเป็นธรรมผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีตัวเลขที่ดีขึ้นแต่ไม่เคยเอามาพูด เกษตรกรมีรายได้เท่าไหร่ไม่เคยเอามาพูด ส่วนการจ้างงานในส่วนของงบฟื้นฟูก็จะมีการทยอยดำเนินการไปตามลำดับ 

 

วันนี้ท่านบอกว่าหารตัวเลขมาแล้วบอกมีหนี้จำนวนมาก อยากถามว่าก่อนหน้าที่ผมเข้ามา หนี้มาจากใคร ก็มาจากทุกรัฐบาล ที่มีการกู้กันมา มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการเติบโตของประชากรไม่ใช่หรอ ผมจึงขอขอบคุณนายจิรายุ ซึ่งก็ห่วงทรัพย์จริงๆ” 

 

ในช่วงท้ายพล.อ.ประยุทธ์  นายกรัฐมนตรี   กล่าวว่า   การที่ระบุว่า รัฐมนตรีแต่ละคนพูดแต่ผลงานตัวเอง  ตนขอยืนยันว่าตนรับผิดชอบในภาพรวม ทั้งนี้คุณเข้าใจคำว่าหัวหน้ารัฐบาลหรือไม่ ที่ผ่านมารัฐมนตรีพูดอะไรตนก็รับฟังไปด้วย หากพูดไม่ตรงตนก็ตำหนิเขา เพราะทุกอย่างต้องอนุมัติโดยครม. ไม่ใช่นายกฯ เพียงคนเดียว และที่ผ่านมาก็ให้แนวทางปฎิบัติแก่รัฐมนตรีที่คือหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา และหน่วยงานต้องนำไปปฎิบัติและผ่านการตรวจสอบขึ้นมาก่อนจะเข้าครม.ก็หวังว่าไม่มีใครต้องถูกดำเนินคดีตั้งแต่นี้ก็แล้วกัน


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
กองบรรณาธิการข่าว

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : สภาผู้แทนราษฎร  พรบ.งบประมาณ  พรรคเพื่อไทย 

ติดตามข่าวอื่นๆ