เปิดเงื่อนไขเข้มคุมโควิด หลังครม.ไฟเขียวต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกฯกำชับผ่อนคลายล็อค

จากในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้พิจารณาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไปอีก 1 เดือน หลังจากที่จะครบกำหนดในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นไปตามที่ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานด้านสาธารณสุขมีความเห็นตรงกัน

โดยในส่วนของมาตรการผ่อนปรนการล็อกดาวน์ต่างๆ นั้นจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้ โดยจะพิจารณาตามความเหมาะสม และสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน แต่ทั้งนี้จะมีการหารือต่อในรายละเอียดอีกครั้ง ว่าจะผ่อนปรนได้ในเงื่อนไขใด และจะสามารถเปิดดำเนินการได้เมื่อใด

 

อ่านข่าว – มติศบค.ขยายอายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมโควิด จ่อมาตรการคู่ขนานผ่อนปรนล็อคดาวน์

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากฝ่ายความมั่นคง อีกว่าสถานประกอบการจะกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้ง อย่างเร็วสัปดาห์หน้า และจะใช้วิธีทยอยเปิดดำเนินการ พร้อมกันทั้งประเทศ โดยจะไม่มีคำสั่งเป็นรายจังหวัดเหมือนที่ผ่านมาตามที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

 

ล่าสุด ครม.อนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่ 1–31 พฤษภาคม 63 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ  

 

โดย ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมติอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 – 31 พฤษภาคม 2563 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ สาระสำคัญของเรื่องว่า 

 

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อบังคับใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด -19 ที่เกิดขึ้นในประเทศ 


การดำเนินการที่ผ่านมา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2563 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะสำนักงานประสานงานกลาง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 (ศบค.)  ได้เชิญผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประชาคมข่าวกรองเข้าร่วมการประชุม โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน เพื่อประเมินผลการปฏิบัติของส่วนราชการต่าง ๆ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน และพิจารณากำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมในห้วงต่อไปเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด–19  สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1.จากการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาและรักษาประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด–19 พบว่าการดำเนินการดังกล่าว ทำให้การบริหารจัดการเป็นเอกภาพส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายวันของประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการของศูนย์ปฏิบัติการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี/ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 (ศบค.) เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทันท่วงทีต่อการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ประกอบกับหน่วยงานด้านการข่าวได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบว่าประชาชนที่ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เห็นด้วยและพึงพอใจต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล และเห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณาขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป ที่ประชุมจึงเห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563  – 31 พฤษภาคม 2563)


2.ที่ประชุมเห็นควรดำรงมาตรการ/ข้อกำหนดที่ปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ กล่าวคือ
2.1 จำกัดการเข้าราชอาณาจักรทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ (สำหรับทางอากาศ ให้ขยายระยะเวลาการห้ามอากาศยานทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราวออกไปอีก 1 เดือน มีผลตั้งแต่   วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 – 31 พฤษภาคม 2563)
2.2 ห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถาน (Curfew) ระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น
2.3 งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดโดยไม่จำเป็น
2.4 ห้ามประชาชนเข้าไปในพื้นที่ หรือสถานที่ซึ่งมีคนจำนวนมากไปทำกิจกรรมร่วมกันและเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคติดเชื้อโควิด - 19 เป็นการชั่วคราว

 


3.สำหรับการปฏิบัติในห้วงต่อไปภายหลังการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้ ศบค. เป็นกลไกหลักในการกำหนดกรอบแนวทางการบังคับใช้อำนาจตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และให้ศูนย์ปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โรคโควิด - 19 ในด้านต่าง ๆ กรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัด กำหนดรายละเอียดใน  การปฏิบัติงานตามประเภทของภารกิจและความรับผิดชอบของตนในพื้นที่

 

 

4.ให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งรัดตรวจสอบและรวบรวมจำนวนคนไทยในต่างประเทศที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย (ซึ่งจะมีจำนวนมากขึ้นเนื่องจากมีตัวเลขคนไทยตกค้างในต่างประเทศสะสม) ให้ได้จำนวนที่ชัดเจนและประสานงานกับสำนักงานประสานงานกลางของ ศบค. เตรียมการรองรับกลุ่มบุคคลดังกล่าวเดินทางกลับประเทศเพื่อเข้าสู่มาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนด

5.สำหรับการปฏิบัติงานในห้วงต่อไป เพื่อเป็นการผ่อนคลายมาตรการบังคับใช้กฎหมายบางอย่างให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติขึ้น และเพื่อเป็นการลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านความมั่นคงภายใต้ความปลอดภัยของประชาชน สำนักงานประสานงานกลางจะได้ร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ศบค. ภาคธุรกิจและทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดมาตรการผ่อนคลาย ตามแนวทางดังนี้

5.1 การผ่อนคลายมาตรการในการบังคับใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฯ จะต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงปัจจัยทางด้านการสาธารณสุขเป็นหลัก และนำปัจจัยด้านอื่น ๆ มาใช้ประกอบการพิจารณา อาทิ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านสังคม
5.2 การดำเนินมาตรการผ่อนคลายให้พิจารณาจากประเภทของกิจกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในลำดับแรก และมีการบังคับใช้มาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนดควบคู่กันไปด้วยอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ จะต้องจัดเจ้าหน้าที่ และ/หรือใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนดอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ ภายหลังการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามวงรอบ หากพบว่าสถานการณ์ การแพร่ระบาดมีแนวโน้มที่ภาครัฐสามารถควบคุมได้ดีขึ้นจะพิจารณากำหนดมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม แต่หากพบว่ามีการฝ่าฝืนมาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนด หรือสถานการณ์การแพร่ระบาดมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นให้ยกเลิกมาตรการผ่อนคลายในทันที

5.3 ในห้วงที่มีการดำเนินมาตรการผ่อนคลาย จะต้องเร่งรัดการตรวจเชื้อโรคโควิด-19 ให้กับประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง อาทิ กลุ่มสาขาอาชีพบริการ กลุ่มแรงงานต่างด้าว และมีการใช้เทคโนโลยีติดตามเพื่อตรวจตรากิจกรรมควบคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมและป้องกันมิให้เชื้อโรคโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดได้อีก


ทั้งนี้จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ครม. ผ่านระบบ Video Conference เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเข้ามาร่วมประชุมด้วย ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล


จากมาตรการดังกล่าว ทางครม.จะเห็นชอบให้ผ่อนปรนให้กับกลุ่มประเภทกิจการที่มีความเสี่ยงน้อย คือ ร้านอาหารขนาดเล็กที่ไม่ติดแอร์ ,ตลาดสด ,ตลาดนัด,ร้านตัดผม และห้างสรรพสินค้า พร้อมกำหนดข้อปฏิบัติหลังอนุญาตให้เปิดดำเนินกิจการได้ โดยมาตรการผ่อนปรนที่จะออกมาจะใช้ทั่วประเทศ แบ่งตามประเภทกิจการ เป็นการทยอยปลดล็อครทีละขั้น เมื่อผ่อนปรนแล้วจะมีการประเมินผลทุก 14 วัน โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม หรือ ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.นี้เป็นต้นไป 

ส่วนสถานบันเทิงจะพิจารณาหลังจากผ่อนปรนกลุ่มประเภทกิจการที่เสี่ยงน้อยไปแล้ว โดยจะทยอยเปิดกลุ่มเสี่ยงน้อยที่สุด เสี่ยงปานกลาง ไปจนถึงกลุ่มที่เสี่ยงมาก ตามลำดับโดยกระทรวงสาธารณสุข จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ที่จะดูแลทั่วประเทศ

และนอกจากพิจารณาผ่อนปรามาตรการแล้ว ครม.จะพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นบัญชีเกษตรครัวเรือนละ 15,000 บาท โดยจะให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นผู้ดำเนินการ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลา จำนวนครัวเรือนที่จะได้รับและแนวทางการจ่ายเงินนั้น จะต้องรอให้ ครม.พิจารณาก่อน

ครม.จะได้พิจารณาเลื่อนวันหยุดราชการในช่วงเดือนพฤษภาคม ออกไปก่อน เพื่อลดการเคลื่อนย้ายคนออกต่างจังหวัด ทั้งวันแรงงาน 1 พฤษภาคม ,วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม ,วันวิสาขบูชา 6 พฤษภาคม และวันพืชมงคล 11 พฤษภาคม

 


อ่านข่าว - ศบค.อัพเดทติดเชื้อโควิดใหม่เหลือแค่ 7 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น ล่าสุดครม.ไม่เลื่อนหยุดนักขัตฤกษ์เดือน พ.ค.


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์

ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : เชื้อไวรัสโควิด-19  ไวรัสระบาด  ไวรัส 

ติดตามข่าวอื่นๆ