นายกฯสั่งก.คมนาคมดูปัญหาปชช.เคลื่อนย้าย ลดโควิดไม่ได้ ใช้ยาแรงหยุดบริการขนส่ง


ภายหลังจากมีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินการ ออกมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด -19 ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันสถานการณ์  ในขณะที่แนวทางปฏิบัติยังเดินหน้าต่อเนื่อง  ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมที่เพิ่มสูงขึ้น  จนกระทั่งยอดผู้เสียชีวิตมีจำนวน 10 ราย และการกระจายตัวผู้ป่วยปรากฎขึ้นเกือบขึ้นทั่วประเทศ  มีเพียงกว่า 10 จังหวัดที่ยังสามารถปกป้องประชากร ให้รอดพ้นจากการติดเชื้อไวรัสโควิด -19  ได้ 

 


 

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ในฐานะผู้อำนวยศอฉ.    ได้แถลงถึงกรณีประชาชนจำนวนมาก   ให้ความสนใจลงทะเบียนขอรับเงินจากมาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3 เดือน)  ผ่านเว็บไซด์ "เราไม่ทิ้งกัน.com"   สำหรับลูกจ้างของสถานประกอบการ  หรือ  ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด – 19  ขณะนี้ได้มีการมอบหมายให้กระทรวงการคลัง เร่งชี้แจงทำความเข้าใจถึงเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิในการลงทะเบียนขอรับเงิน 

 

 

โดยเฉพาะการขอความร่วมมือให้ประชาตรวจสอบสิทธิของตนเอง และไม่กรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ  เพราะหากตรวจสอบพบจะต้องถูกดำเนินคดีและจะมีการเรียกเก็บเงินชดเชยคืนในภายหลัง ส่วนผู้ที่คุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไขนั้น รัฐบาลอยู่ในช่วงพิจารณามาตรการเพิ่มเติม ที่จะให้ความช่วยเหลือและเยียวยาในระยะต่อไป ซึ่งตนได้สั่การงให้พิจารณาใช้งบประมาณในรอบ 3 เดือน ให้มีงบประมาณเพียงพอ
 


ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี   ยังกล่าวถึงการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนภายหลังกรุงเทพมหานคร   มีการสั่งปิดสถานที่เสี่ยงผ่านมาเป็นเวลา 7 วัน รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ว่า  เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า  ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐมีการทำงานที่รัดกุมพอสมควร  ในการตรวจสอบคัดกรองผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 และประชาชนที่จัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 เองก็เดินทางมาพบแพทย์มากขึ้น ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ เพียงให้ดูแลตนเองและปฏิบัติตามาตรการของกระทรวงสาธารณสุข เพราะอุปกรณ์เครื่องมือทางแพทย์นั้น จะใช้เพื่อผู้ที่มีความเสี่ยงและผู้ที่มีความจำเป็นก่อน


 

ส่วนการยกระดับมาตรการนั้น นายกรัฐมนตรี  ระบุว่าได้สั่งให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตาม  พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  มีอำนาจพิจารณาปิดการเดินทางเข้าออกพื้นที่จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 จำนวนมาก  และจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ไม่ว่าจะเป็นการปิดร้านค้า สนามกีฬา สถานบันเทิง และเข้มงวดการเล่นพนัน  

 

โดยหากพบผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย เช่นเดียวกับกรณีที่สินค้ามีราคาสูงขึ้นนั้น   หากพบเห็นร้านค้าและผู้ประกอบการกระทำผิดนั้น    สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่จุดตรวจคัดกรองการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ซึ่งสามารถเข้าตรวจสอบได้โดยทันที รวมทั้งที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ จะมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการไกล่เกลี่ยในเบื้องต้น

 


ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องดูผลกระทบทั้งการเดินทางออกต่างจังหวัดหรือนอกเขตพื้นที่   รวมทั้งการปิดบริการของร้านค้า ร้านอาหาร โดยได้สนับสนุนบริการจัดส่งอาหารเดลิเวอรีเพื่อลดการเดินทางออกนอกที่พักของประชาชน  รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคแก่ผู้ที่ทำการส่งอาหารด้วย  โดยได้มีการมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม  ดูแลการให้บริการการรถขนส่งสาธารณะที่จะลดการเดินทาง เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางของคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัสได้ อาจจะมีการพิจารณาแนวทางงดการให้บริการในระยะต่อไป 

 

 


"การเดินทางของประชาชนออกนอกเขต นอกจังหวัด วันนี้หลายคนก็เป็นห่วง  อยากให้ปิด   อยากให้หยุด    อยากให้อะไรต่างๆ  เราก็ต้องดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลายอย่างด้วย โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อหาสินค้า ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเอง รัฐบาลก็เน้นให้บริการแกร็บ ไลน์แมน มีการตรวจสอบการติดเชื้อของผู้ให้บริการเหล่านี้ด้วย  และอย่าไปแออัดในร้านค้าที่รับของไปส่งด้วย  เพราะจะนำการแพร่เชื้อไปสู่ผู้บริโภค ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองและผู้อื่นเสมอ 

 

 

 

ในส่วนของการเดินทาง ได้ให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณา หากยังมีการเคลื่อนย้ายประชาชนเป็นจำนวนมากอยู่ ซึ่งเราก็เข้าใจถึงความสะดวกแต่บางคนก็ใช้โดยไม่จำเป็น ผมจึงได้ให้ไปดูว่าการให้บริการขนส่งต่างๆ ของภาครัฐจะทำอย่างไร จำเป็นต้องลดจำนวนลงหรือไม่ หรือกำหนดให้บริการกี่เที่ยวต่อวัน ในเมื่อให้ทำกันเองแล้วยังไม่เรียบร้อย ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้  ถ้าต่อไปต้องเจอสถานการณ์การลดให้บริการทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสาร หรือรถเมล์ ก็จำเป็นต้องลดเที่ยวให้บริการ จนกว่าจะเรียบร้อย ถ้ายังไม่เรียบร้อยอีกก็จะหยุดให้บริการทั้งหมด"

 


 

นอกจานี้นายกรัฐมนตรียังได้ชี้แจงว่า  ในการประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการทบทวนมาตรการของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  โดยจะมีการยกระดับความเข้มข้นของมาตรการไปตามลำดับของสถานการณ์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มยกเลิกใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา มาตรการที่สามารถผ่อนผันได้ หรือเข้มงวดมากขึ้น
 

ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยนั้นทั้งผู้ที่มีใบอนุญาตในการทำงาน และผู้ที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง จะต้องเข้ารับการบันทึกข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยจะต้องมีการเฝ้าระวังสังเกตอาการก่อน 14 วัน ก่อนที่จะเดินทางไปยังภูมิลำเนาต่าง ๆ
 

และในส่วนของพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นการตักบาตร ทำบุญ สวดมนต์  ต้องขอความร่วมมือให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข  เน้นการเว้นระยะห่างทางสังคม กำหนดจำนวนของคนเพื่อไม่ให้มีความแออัด และขอให้ทุกหน่วยงานราชการ เอกชน ช่วยกันจัดทำมาตรการเพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 นายกรัฐมนตรียังกังวลถึงความปลอดภัยในการขับขี่ในช่วงนี้ที่มีการสัญจรเบาบาง โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมจัดทำป้ายเตือน ป้ายบังคับต่าง ๆ ให้ชัดเจนเพื่อลดอุบัติเหตุด้วย


 


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
กองบรรณาธิการข่าว

ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : โควิด19  นายกรัฐมนตรี 

ติดตามข่าวอื่นๆ