6 ประเด็นสำคัญ หวัง ธนาธร ตอบให้เคลียร์ แต่ได้คำตอบ ไม่รู้ ไม่ทราบ

@ ยังถือเป็นประเด็นน่าสนใจ    แม้ว่ากระบวนการไต่สวนพยาน  ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  หรือ กกต.  ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ  ให้วินิจฉัยคุณสมบัติ  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  จากประเด็นว่าด้วยการเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามการลงสมัคร ส.ส.  ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)  กรณีการถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว

ประเด็นแรก เนื่องจากได้นัดคู่ความให้มาฟังคำวินิจฉัยในวันที่  20   พฤศจิกายน  2562   เวลา 14.00 น.  แต่ก่อนหน้านั้นให้ยื่นคำแถลงการปิดคดีภายใน 15 วัน  และถ้าไม่ยื่นให้ถือว่าไม่ติดใจในคำแถลงการณ์   ซึ่งต้องดูว่าสรุปสุดท้าย ธนาธร  จะมีอะไรเพิ่มเติม ปรับปรุง  เปลี่ยแปลง  คำให้การอีกหรือไม่   

 


หลังจากออกมาขอโทษขอโพย  ทักษิณ   ชินวัตร   ความตอนหนึ่งว่า  " เมื่อกลับมาฟังสิ่งที่ผมพาดพิงถึงคุณทักษิณในระหว่างการไต่สวนวันนี้ ผมยอมรับว่าตนเองกระทำไม่เหมาะสม  ที่กล่าวถึงบุคคลที่สามเช่นนั้น จึงขออภัยมาที่นี้ ..."   


และเป็นความต่อเนื่อง  กับกรณีที่   นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข้อมูลเองว่า   ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ได้ขอโทษนายทักษิณ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้แสดงความเสียใจ รวมทั้งได้ขอโทษด้วยตัวเองต่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้ว


@ จากปฏิกริยาดังกล่าว คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมกับนัยสัมพันธ์ ระหว่าง  ทักษิณ กับธนาธร  จนกลายเป็นที่มาความร่วมมือในการ

ขณะที่ประเด็นที่สอง  ซึ่งหลายคนติดใจมาก   มาจากเหตุกรณีที่  ธนาธร   ประกาศไว้กลางศาลรัฐธรรมนูญ   ผ่านถ้อยคำว่า  "ถ้าวันนี้ศาลตัดสินเป็นคุณให้ตน จะรีบดำเนินการโอนทรัพย์สินบลายด์ทรัสต์ทันที"   


ทั้งที่ประเด็นนี้  เป็นคนละเรื่องกับที่ ธนาธร  เลือกประกาศต่อสาธารณะ  ในระหว่างการลงนามสัญญา  เอ็มโอยู  หรือ   บันทึกความเข้าใจร่วมกัน   เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน   ว่าต้องการทำ  Blind Trust กับ  บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด    ด้วยประสงค์ต้องการทำหน้าที่ ส.ส. อย่างโปร่งใสที่สุด  ไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องการแสวงผลประโยชน์ที่มิควรได้      


ถือเป็นพันธะที่มีการประชาสัมพันธ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18  มีนาคม 2562  แต่จนถึงวันนี้ผ่านมานานถึง  7 เดือนแล้ว   และ  ธนาธร   ก็ยังมีสถานะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ   พรรคอนาคตใหม่   กลับละเลยที่จะปฏิบัติตามคำพูดที่บอกไว้   ไม่เท่านั้นยังใช้คำพูดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นปัจจัยต่อรอง  ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ   วินิจฉัยว่าตนไม่ผิด หรือ ไม่พ้นคุณสมบัติการเป็นส.ส.  จะรีบดำเนินการเรื่อง   Blind Trust  


@ ประเด็นที่สาม  ว่าด้วย  อากัปกริยาของผู้ที่ประกาศมั่นใจมา  โดยตลอดในข้อมูลการขาย-โอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย  ว่ากระทำโดยถูกต้อง  พร้อมชี้แจงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ในทุกขั้นตอน แต่กลายเป็นว่าถึงเวลาจริง  คนชื่อ ธนาธร  กลับเลี่้ยงจะตอบตามความเป็นจริง   โดยการใช้คำว่าไม่รู้  ไม่แน่ใจ  ในหลายประเด็นเกี่ยวเนื่อง


นี่จึงเป็นที่มาของหลากหลายความเห็น  ทั้งในส่วนที่ถูกมองว่าอยู่ตรงข้าม ธนาธร และเคียงข้าง  ธนาธร  ในฐานะผู้ร่วมต่อสู้อำนาจคสช.    อาทิเช่น  นายวีระ สมความคิด  เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน  โพสต์เฟซบุ๊ก  ความตอนหนึ่งว่า  "ได้ฟังคำตอบของนายธนาธรหลายคำตอบแล้ว บอกตรงๆ ไม่น่าเชื่อถือ  ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างคำกล่าวหา 

เชื่อว่านายธนาธรไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด เมื่อนายธนาธรไม่กล้าหาญพอที่จะยอมรับความจริงได้ นายธนาธรก็ยังไม่สมควรจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มา   บริหารประเทศ นายธนาธรอ้างว่าเป็นอนาคตใหม่ทางการเมือง จึงควรมีความกล้าหาญทางจริยธรรมมากกว่านี้ น่าเสียดายนักการเมืองที่ควรจะเป็นความหวังใหม่ของสังคมไทย"


หรือ กรณีของ ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือ "หม่อมเต่านา" โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงเนื้อหาความตอนหนึ่ง ระบุว่า  "เรียนไอ้ธนาธร....มึงเห็นศาลท่านเป็นอะไร..มึงนึกว่าการเอาเงินห้าพันหกร้อยล้านมาล่อท่าน..ท่านจะตาโตตื่นเต้น..อยากตัดสินให้เป็นคุณกับมึง.? เพื่อที่จะได้เงินมึงมาใส่ Blinded Trust..ที่ก็ตัวมึงเองอีกนั่นแหละ..ก็ได้ผลประโยชน์ดอกผล..ไม่ใช่ศาล..หรือประเทศไทย..


คือโอ้โห..ช่างน่าตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยจริยธรรมเหี้ยๆเลยมึงหนะ..ไอ้กระจอก..คนอื่นเขาก็ทำมาก่อนที่มึงจะได้เงินมาจากหม่าม้าเสียอีก..ขอย้ำ..มึงไม่ได้กำลังสร้างมาตรฐานดีๆอะไรใหม่เลย..นอกจากทำให้ชาวโลกเห็นว่ามึงไม่ใช่คนรุ่นใหม่อะไร..แต่มึงมันคือคนหน้าด้านไร้ยางอาย..น่าสมเพช..จะพูด จะทำอะไร..ทำร้ายใครก็ได้เพื่อตัวมึงเองคนเดียว..ขอย้ำเพื่อตัวมึงเองคนเดียวล้วนๆ.. วิธีการและสันดานของมึงเป็นอันตรายต่อประเทศอย่างยิ่ง..อย่างยิ่ง


@พูดกันแบบตรง ๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม  แต่ชัดเจนในประเด็นการนำเสนอ  ว่า   เป็นการสื่อสารอะไร  เพื่้ออะไร   ขณะที่คำตอบในแต่ละคำถาม   มีรายละเอียดที่ควรจะได้นำมาสรุปอีกครั้ง   เพื่อย้ำให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น กับสิ่งที่ธนาธร  แสดงไว้ในการพิสูจน์ตัวเองกับองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  แยกได้แค่ละประเด็น ดังนี้

1.ประเด็นกรณี นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ซักถามว่า  กรณี บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด หากจดทะเบียนเป็นธุรกิจสื่อ ต้องจดแจ้งแก่เจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ฯ ด้วยหรือไม่ เพื่อบันทึกว่าประกอบกิจการจริง   

ธนาธร ตอบว่า "ตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท  จนถึงการขายหุ้น ตนไม่เคยมีส่วนร่วมในการบริหาร หรือในการเข้าทำธุรกรรมใด ๆ โดยเจ้าหน้าที่บริษัท ผู้บริหารบริษัท กระทำการใด ๆ ไปจดแจ้ง พ.ร.บ.การพิมพ์ฯ หรืออะไร ไม่ทราบรายละเอียด ไม่เคยเข้าไปยุ่งในการบริหารงานใด ๆ "


และเมื่อถามว่า  กรณี   บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จะเลิกผลิตสื่อ   ต้องจดแจ้งเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ฯ หรือไม่    ธนาธร กล่าวว่า ไม่ทราบในหลักการ ไม่เคยยุ่งเกี่ยว ไม่เคยทำธุรกิจสื่อมาก่อน  


ทั้งที่เมื่อวันที่ 14  มีนาคม 2561   วันที่ธนาธร  ในฐานะรองประธานบริหารกลุ่มบริษัท  ไทยซัมมิท   ประกาศลาออกจากการเป็นกรรมการ บมจ.มติชน   แสดงรู้สึกผูกผันกับธุรกิจสื่อขนาดไหน    ดังบางประโยคปรากฎว่า "มติชนเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในชีวิตผม    ตั้งแต่สมัยเรียนในยุคที่สื่ออิเลคโทรนิคยังไม่กว้างขวางดั่งเช่นปัจจุบัน...และภูมิใจเล็กๆเมื่อบทความที่ผมเขียนได้ลงมติชน


ผมได้เสนอแนะอย่างจริงใจตามสติปัญญา   พึงมีถึงทิศทางในการตอบสนองสองพลังนั้น   ต่อพลังแรก   ท่ามกลางข่าวลวงและวาจาที่สร้างความเกลียดชัง    ผมเสนอการสร้างเนื้อหาข่าวที่มีคุณภาพ    เป็นเสียงให้กับผู้ไม่มีเสียง และหนักแน่นจุดยืนเรื่องเสรีภาพ ในทุกช่องทางการสื่อสาร ต่อพลังหลังผมเสนอให้มีการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในเครื่องมือสมัยใหม่ และนำมันมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมๆกับการให้อำนาจ/อิสระบุคลากรในการตัดสินใจมากขึ้น และการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง"


@ขออนุญาตไม่แปลเจตนาความในคำพูดในสิ่งที่ธนาธร  ชี้แจงจาก 2 เหตุกรณีที่เกิดขึ้น  ว่า จริง ๆ แล้ว ธนาธร  ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจสื่อมาก่อนจริงหรือไม่  แต่เราจะไปดูประเด็นอื่น ๆ กันต่อ
 


คือ  2. เมื่อนายวรวิทย์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ไต่สวนเพิ่มด้วยข้อคำถามว่า " เรื่องการโอนหุ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 พยานดูเอกสารตราสารโอนหุ้นแล้ว ความเกี่ยวข้องเรื่องการโอนหุ้นเหตุผลอะไรถึงนัดวันที่ 8 มกราคม  2562 เป็นวันโอน อยากให้ชี้แจงเหตุผลต่อศาล เพราะช่วงเช้าพยานอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ นี่เป็นข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันเริ่มเตรียมการโอนหุ้นเมื่อใด และระหว่างการเตรียมการโอนหุ้น กับการปราศรัยหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ พยานวางแผนอะไรก่อน


ธนาธร  ตอบว่า  "เป็นวันปกปติ ไม่ได้เป็นพิเศษ ... เป็นหนึ่งในกระบวนการ ไม่ได้เป็นวันที่พิเศษ ที่นัดมา พยายามจะทำ ถ้าไม่มีใครพูดเรื่องนี้ผมก็ลืมไปแล้ว เพราะมันไม่มีความสลักสำคัญ เป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ”

 


ส่วนข้อคำถามว่าด้วย  ตารางเวลาในการโอนหุ้นเมื่อวันที่ 8  มกราคม   2562 กับตารางปราศรัยที่  จ.บุรีรัมย์  แผนไหนออกก่อนกัน  โดยมีการถามย้ำถึง 3 ครั้ง  ธนาธร ตอบว่า  "จำไม่ได้จริง ๆ ว่านัดหาเสียงไว้ก่อน หรือ นัดการประชุมโอนหุ้นก่อน อย่างไรก็ดีการทำงาน 2 อย่างในวันเดียวกันถือเป็นเรื่องปกติ..."  

ขณะที่ขั้นตอนที่ ธนาธร  อ้างว่าเลือกจะกลับกรุงเทพด้วยรถตู้ แทนเครื่องบิน โดยอ้างว่าเครื่องบินเต็ม   แต่จำไม่ได้ว่ามีการแจ้งหรือติดต่อทนายความ ถึงกำหนดการมาถึงกทม.ในเวลาไหน หรือไม่  


ด้วยข้อสังเกตุว่า ควรจะได้มีการแจ้งประสานงานกันระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสัญญาขาย-โอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดียก่อน  เพื่อป้องกันความผิดพลาด โดย ธนาธร อ้างว่า "ถ้าเกิดข้อผิดพลาด นายชัยสิทธิ์ (คนขับรถ) จะปลุกตนขึ้นมา"


พร้อมยืนยันว่า "จำไม่ได้ว่า มีการติดต่อขั้นตอนกับทางนางสมพร (มารดา) รวมถึงทนายความก่อนหรือไม่  เพราะขึ้นรถตู้มาก็หลับตลอดทาง จนมาถึงบ้านกทม.ในเวลาประมาณ 16.00 น.จึงทักทายทนายไป..ให้ทุกคนเตรียมาพบทำสัญญา"


ประเด็นสำคัญที่ 3   ก็คือ เมื่อมีการซักถามว่าเรื่องค่าตอบแทนการขาย-โอนหุ้น  ธนาธร  ตอบคำถามด้วยการอ้างจำไม่ได้ ทั้งที่ นายวรวิทย์  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ไต่ถามเพื่อยืนยันคำให้การได้มาซึ่งรายได้จากการขายหุ้นจำนวน 675,000 หุ้น  ก่อน ธนาธร  ตอบว่า "น่าจะประมาณ 6 ล้านกว่าบาท"


และไม่ทราบ ไม่รู้  ว่า เช็คมูลค่า 6.7 ล้านบาทนั้น  เขียนขึ้นในวันที่ 8 มกราคม  2562 โดยการสั่งจ่ายชื่อผู้รับคือ   ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  

โดยอ้างว่า  "ตนไม่ได้จัดการเงินของครอบครัว เวลาไปไหนอบรมสัมมนา ได้ค่าตอบแทนมา กลับบ้านก็ให้ภรรยา ไม่เคยถือแม้แต่สมุดบัญชีของตนด้วยซ้ำไป ส่วนภรรยาจะนำเช็คไปขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ทราบ"


@หลายครั้งหลายหนที่ตลอดเวลาการไต่สวน ธนาธร เลือกจะตอบเลี่ยงชี้แจง โดยการระบุว่าจำไม่ได้ หรือ ไม่ทราบ

รวมถึงกรณีที่  4  ว่าด้วย   การจดแจ้งวันโอนหุ้นผ่านทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัท  และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)  ธนาธร   ให้ข้อมูลว่า  จำปีไม่ได้   แต่เข้าใจว่าปี  2551  ซึ่งเป็นปีจดจัดตั้งบริษัทหรือเปล่า แต่ขอดูเอกสารดีกว่า จำไม่ได้ว่าปีไหน 


ไม่เท่านั้น  นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังไต่ถามด้วยว่า  ขั้นตอน การโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันที่ 8 มกราคม  2562 ได้นำไปจดลงในสมุดผู้ถือหุ้น หรือสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) หรือไม่  ธนาธร  ตอบความบางส่วนว่า  จากการทำธุรกิจมาเกือบ 20 ปี ทำการโอนหุ้นเป็นร้อย ๆ บริษัท   

ไม่มีสักครั้งใดที่ตนไปกระทรวงพาณิชย์ด้วยตัวเอง เซ็นเสร็จคือจบ ส่วนฝ่ายธุรการไปกระทรวงพาณิชย์เมื่อไหร่ เป็นเรื่องของธุรการ กรณีนี้ก็เช่นกัน เซ็นจบคือจบ ไม่รู้ธุรการดำเนินการอย่างไรต่อ เพิ่งรู้ว่า บอจ.5 เป็นแบบดังกล่าว   และก่อนหน้านี้ไม่เคยดูเคยเห็นมาก่อน

“ผมไม่เคยดูสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ผมถือหุ้นซักตัว เป็นเรื่องของฝ่ายเจ้าหน้าที่ธุรการ ผมไม่เคยแม้แต่ถือกลับบ้าน เป็นเรื่องของฝ่ายที่เก็บทรัพย์สิน ฝ่ายบัญชีของบริษัท ฝ่ายทะเบียนขอบริษัทก็ว่าไป ผมไม่ได้รับทราบเรื่องนั้น”


@ไม่จบเท่านั้นยังมีคำถามต่อ ๆ มาเมื่อมีการซักถาม และ ธนาธร ใช้วิธีการตอบในลักษณะเดิม  ๆ 

อย่างประเด็นที่ 5 เมื่อมีคำถามว่า นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นกรรมการ บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ถูกหรือไม่  ธนาธร ตอบว่า  ไม่ทราบ กระทั่งรายชื่อคณะกรรมการบริษัท  

"เพราะบริษัทนี้มันเล็กมากสำหรับตน ไม่เคยแม้แต่เหยียบเข้าไปในบริษัท ไม่รู้เลยว่าใครเป็นกรรมการบริหาร บริหารกันอย่างไร จัดการกันกี่คน" 

ส่วนกรณีที่ 6 ว่าด้วยการนำสืบในข้อเท็จจริงว่า ธนาธร  เดินทางจากบุรีรัมย์กลับมาโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 จริงหรือไม่   เมื่อมีการซักถามจากกกต.ว่า ก่อนจะปราศรัยที่บุรีรัมย์  มีการปราศรัยที่ไหนมาก่อนหรือไม่    


ธนาธร  กล่าวว่า  "จำไม่ได้จริง ๆ อยากให้เข้าใจว่า  เวลาหาเสียงผมไปหลายจังหวัด เปิดปฏิทินการหาเสียงให้ดูก็ได้ หาข้อเท็จจริงมาให้ได้ว่าวันไหนไปกี่เวที เมื่อไหร่บ้าง แต่ถ้าซักกันตอนนี้ จำไม่ได้”

ก่อนจะจบลงด้วยข้อคำถามว่า ทำไมไม่อ้างชื่อ นายชัยสิทธิ์  (คนขับรถ) เป็นพยานตั้งแต่ครั้งแรก  เนื่องจากเป็นผู้อยู่ด้วยกันเพียง 2 คนในรถตามคำกล่าวอ้าง 


ธนาธร  ชี้แจงว่า  บางส่วนของการชี้แจงก่อนหน้า  เป็นการตอบคำถามผู้สื่อข่าวผิดเพียงครั้งเดียว เพราะจำรายละเอียดไม่ได้  เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่โต  ทั้ง ๆ ที่ก็มีหลักฐานยืนยันทั้งหมด

กระทั่ง นายวรวิทย์  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ชี้แนะว่าควรจะนำมาอ้างเป็นพยาน เพราะถ้ามีพยานประกอบ จะทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากขึ้น  ธนาธร  จึงตอบกลับว่า "ด้วยความสัตย์จริง คนที่จัดการว่าใครควรเป็นพยานคือทนาย ไม่เข้าใจว่า เขาเรียกเอกสารอันไหนทำ หรือไม่ทำ เรียกใคร ใช้อะไร ไม่ใช้อะไร..."


@สรุปท้ายสุดต้องย้ำว่ากระบวนการไต่สวน  คือ   การนำสืบข้อเท็จจริงและการเปิดโอกาสให้ผู้ร้อง  คือ   ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ    หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ชี้แจงรายละเอียดอย่างถึงที่สุด   โดยมีคนไทยทั้งประเทศเป็นพยาน  เพราะมีการอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์วงจรปิดสู่สาธารณะ  แต่กลายเป็นว่าในภาพรวม ๆ  คำตอบของ ธนาธร  กลับเป็นอย่างที่เห็น  คือ  ไม่รู้ ไม่ทราบ  ในหลายประเด็นสำคัญเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ??

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์

ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ถือหุ้น  การเมือง 

ติดตามข่าวอื่นๆ