ส.ส.ฝ่ายค้านดาหน้า กดดันห้ามประชุมลับ “อภิปรายปมถวายสัตย์” วิปรัฐบาลอย่าง “วิรัช” พูดเต็มปาก ใครก้าวล่วง..รับผิดชอบเอง!??

ถึงนาทีนี้มีความชัดเจนในระดับสำคัญแล้วว่าประเด็นเรื่องญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 152 กรณี พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  นำครม.กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วน จะเกิดขึ้นในรูปแบบไหน  อย่างไร ?
 

 

ทั้งนี้โดยหลักการของรัฐธรรมนูญ มาตรา 152    ระบุว่า   " สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมด  เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือ เสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติก็ได้"


อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตุตาม รัฐธรรมนูญ  มาตรา 154   ประกอบการพิจารณาเรื่องการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง  ว่า    "ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ    สมควรที่จะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี   ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร   จะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาก็ได้   

ในกรณีนี้ประธานรัฐสภา  ต้องดําเนินการให้มีการประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการแจ้ง แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้"     โดยการประชุมตามวรรคหนึ่งให้ประชุมลับ  และคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย


@อย่างไรก็ตามที่ผ่าน ๆ มา กับมุมมองของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยืนยันหลักการสำคัญ  ชนิดเอาเป็นเอาตาย  ว่า  ต้องให้การอภิปรายดังกล่าวเปิดเป็นสาธารณะ ไม่ใช่การประชุมลับ  อย่างที่หลายคนเป็นห่วง ?

 

 


ตัวอย่างของนักการเมืองพรรคร่วมฝ่ายค้าน  ที่เน้นย้ำไม่ยอมให้มีการประชุมลับ   ประกอบด้วยนักการเมือง   อาทิเช่น    นายสมพงษ์  อมรวิวัฒน์  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน   โดยอ้างว่าการอภิปรายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ประชาชนอยากรู้  ดังนั้นหากมีการประชุมลับแล้ว ก็จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริง   พร้อมแสดงความมั่นใจว่าผู้อภิปรายแต่ละคนจะมีความระมัดระวังอย่างสูงไม่ให้มีการพาดพิงสถาบันอยู่แล้ว

 


จุดน่าสนใจก็คือ หลักคิดของผู้นำฝ่ายค้านที่ประกาศชัด  ในนกรณีถึงขั้นต้องลงมติ  พรรคร่วมฝ่ายค้านก็พร้อมจะวัดคะเนนเสียงในสภาฯ เพื่อหาข้อยุติว่าการอภิปรายจะเป็นการประชุมลับหรือไม่  รวมถึงในส่วนของฝ่ายค้านเห็นว่าควรมีการอภิปราย 2 วัน   

 


ส่วนกรณีของ  นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ชัดเจนว่าต้องการใช้เวทีนี้  เดินหน้าเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์   เนื่องจากนำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบข้อคสามตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายธนาธรย้ำว่าเป็นการผิดรัฐธรรมนูญชัดเจน

 

 


ไม่เท่านั้น หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องทัศนคติต่อสถาบันฯ  ยังวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์   ในเชิงตั้งคำถาม  ว่า ถ้าปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลย   ต่อไปใครที่ชนะเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะแถลงอะไรก็ได้ โดยไม่ถือเป็นความผิดใช่หรือไม่  รวมทั้งยังย้ำว่ากรณีนี้ต้องมีการชี้แจงแบบเปิดเผย   เพราะประชาชนทั่วประเทศให้ความสนใจ  และต้องการรู้ว่าเหตุผลอะไรที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ไม่ครบ ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 

 

 

ขณะที่  นายปิยบุตร   แสงกนกกุล   เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่    ระบุว่า    อดีตที่ผ่านมามีการประชุมลับเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง   ในประเด็นเรื่องความมั่นคง หรือ เป็นเรื่องสถานการณ์ที่อ่อนไหว  ดังนั้นหากจะมีผู้เสนอให้ประชุมลับ  ต้องแสดงเหตุผลว่าเรื่องไหนเป็นประเด็นอ่อนไหว หรือเป็นเรื่องความมั่นคง 

 


แต่จากการตรวจสอบเนื้อหาที่เตรียมอภิปรายแล้ว  ไม่มีเรื่องความมั่นคงหรือความอ่อนไหวแต่อย่างใด  ประเด็นมีเพียงอย่างเดียวคือ  พล.อ.ประยุทธ์ถวายสัตย์ปฏิญาณ ครบหรือไม่ หรือแจ้งที่มารายได้ครบหรือไม่ ส่วนจะอภิปรายกี่วัน ต้องดูด้วยว่าผู้อภิปรายมีจำนวนเท่าไร  ถ้า 1 วันไม่พอ  ก็อาจขยายไปเป็น 2 วัน  ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร 

 

 


@ ถึงตรงนี้ก็ต้องเน้นย้ำให้ทุกฝ่าย พิจารณาอย่างรอบคอบ  ว่า สิ่งที่จะนำไปอภิปรายโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154  จริงหรือไม่?  

 

 


ประเด็นดังกล่าว นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ให้ความเห็นว่า  กรณีการเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152  กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนว่า โดยข้อบังคับการประชุมสภาฯ  สามารถขอประชุมลับได้ หากเห็นว่าเป็นประเด็นที่ไม่สมควรจะถูกเปิดเผยออกไป   และการขอเปิดประชุมลับนั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ส.ส.ตามจำนวนที่กำหนดเป็นผู้ขอให้ประชุมลับ   ตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้ หรือขอประชุมลับในบางช่วงบางตอน

 

 

แต่ปกติการกล่าวอะไรที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ควรต้องประชุมลับ  จึงอยู่ที่ว่าฝ่ายค้านจะกล่าวถึงรัฐบาลหรือกล่าวถึงพระมหากษัตริย์  และในกรณีหากมีคนนำข้อมูลจากการประชุมลับมาเปิดเผย  ผู้นั้นต้องรับผิดชอบด้วย 

 

 


ทางด้าน   นายชวน  หลีกภัย    ประธานสภาผู้แทนราษฎร   ที่ต้องรับผิดชอบควบคุมไม่ให้การอภิปรายที่เกิดขึ้น ก้าวล่วงไปถึงสถาบันฯ   ให้ความเห็นล่าสุดว่าหากพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลมีคำขอให้ประชุมลับ   ยื่นเข้ามาตามกระบวนการกฎหมายกำหนด  ก็สามารถดำเนินการตามที่ขอได้  และก็กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้วว่า  ในกรณีถ้ามีการขอมติต้องมีสมาชิกจำนวนเท่าใดในการสนับสนุน 

 

 

ซึ่งญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอมี  2 ประเด็น คือ การถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแถลงนโยบายรัฐบาล  ที่ไม่มีการระบุถึงที่มาของงบประมาณ   โดยตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ สามารถทำได้ 2 กรณี คือ การซักถาม และการให้คำแนะนำ  ซึ่งหากเป็นการซักถามต้องมีผู้มาตอบ  โดยจะต้องประสานงานกันทั้งผู้ถามและผู้ตอบ เพื่อให้การอภิปรายสามารถดำเนินการไปได้ตามกฎหมาย 

 

 


อย่างไรก็ตามในความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล   ที่ยังคงไม่นิ่งเรื่องเสถียรภาพเรื่องคะแนนเสียงในสภาฯ   ก็ยังเป็นประเด็นกังขาว่า    ถ้าในกรณีลงมติว่าจะเปิดประชุมลับ ในประเด็นเรื่องการถวายสัตย์  จะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่  เนื่องด้วยท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็ดูจะสร้างรอยแปลกแยกไม่จบไม่สิ้น  

 

 

 

โดยเฉพาะกรณีที่  นายองอาจ  คล้ามไพบูลย์   รองหัวหน้าพรรค   ในฐานะประธาน สส.พรรคประชาธิปัตย์   ออกมาแสดงความเห็น ว่า การอภิปรายควรเป็นการประชุมเปิดเผยตามปกติ  เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านนำเสนอข้อมูลมาเป็นระยะมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ฝ่ายค้านจะพูดอะไร

 

 
ยกเว้นฝ่ายค้านมีข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน  และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงและสถาบัน  ฝ่ายค้านอาจเป็นฝ่ายขอให้ประชุมลับเองเลยได้  เพราะเท่าที่ดูรายชื่อผู้อภิปรายล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ มีวุฒิภาวะสูงพอที่จะพิจารณาได้ว่า ควรประชุมลับหรือไม่  

 

 


ที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือ  ความเห็นของ  นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)  ระบุ ส่วนตัวเห็นว่าการอภิปรายที่จะเกิดขึ้น  ไม่จำเป็นต้องมีการประชุมลับ  ควรจะเปิดเผยให้สังคมและประชาชนทราบข้อเท็จจริง   เพราะประเด็นที่จะมีการอภิปรายมีอยู่เพียงแค่  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  ถวายสัตย์ครบหรือไม่เท่านั้น

 

 

 ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายอะไรจึงต้องระวังระวังให้อยู่ในกรอบของเนื้อหา  เนื่องจากกรณีนี้อยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่หากฝ่ายค้านอภิปรายเกินเลย หรือก้าวล่วงจนระคายเบื้องพระยุคลบาท ก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบเอง

 

 


@ถึงตรงนี้คงไม่มีอะไรจะอธิบาย ความเห็นที่เกิดจากสมาชิกในพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งกรณีของนายวิรัช  และ นายองอาจ  โดยเฉพาะกรณีคำพูดว่า หากฝ่ายค้านอภิปรายก้าวล่วง จนระคายเคืองพระยุคลบาท  ถือเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบเอง  

 

 

เพราะในความเป็นจริงหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น  พรรคร่วมรัฐบาลและส.ส.ทุกคนในสภาผู้แทนราษฎร ย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบร่วมไม่ได้เป็นอันขาด  เพราะรู้อยู่แก่ใจในเจตนาของการเดินเกมส์การเมืองครั้งนี้

 

 

โดยเฉพาะกับการแถลงของพรรคอนาคตใหม่ ที่อ้างว่า  การอภิปรายจะต้องไม่เป็นการประชุมลับ เพราะนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องตอบกับสาธารณะชน  ไม่ใช่ตอบแต่ผู้แทนราษฏรเพียงเท่านั้น ว่าจะตัดสินใจอย่างไร กับการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ 

 

 

เรื่องนี้เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ได้บอกหลายครั้งแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องที่อ่อนไหวหรือเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่จำเป็นต้องมีการประชุมลับแต่อย่างใด ต้องเป็นการประชุมโดยปกติ!!

 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-มาดามเดียร์ ลั่น เอาจริงเรื่องแก้ปัญหาน้ำ ไม่ใช่ดีแต่พูด กรีดฝ่ายค้านมัวแต่ยุ่งปมถวายสัตย์ ไม่ช่วยเหลือ ปชช.เดือดร้อน
-โฆษกฯไทยศรีวิไลย์ เผย มงคลกิตติ์’เตรียมลงพื้นที่ให้กำลังใจ ปชช. ที่ประสบอุทกภัยจาก พายุโพดุล ช่วงสัปดาห์นี้
-“Big boss ทักษิณ” พ้นผิดคดีปล่อยกู้กรุงไทย แต่คนละเงื่อนไข “พานทองแท้” โดนข้อหาฟอกเงิน !??
-สว.สมชาย จัดหนัก ปิยบุตร เตือนสติฝ่ายค้าน เล่นไม่เลิกปมถวายสัตย์ ลากไปอภิปรายใหญ่ในสภาฯ
 


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  นายกรัฐมนตรี  ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นักการเมือง 

ติดตามข่าวอื่นๆ