ชี้วัดอนาคต จะเขียนนโยบายดีอย่างไร ?แต่ถ้าไม่มีรูปธรรมดูแลประชาชน "รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์" เหนื่อยแน่ !!

ในรายการเที่ยงตรงกับสนธิญาณ ได้นำเสนอในตอนจะเขียนนโยบายดีอย่างไร ?แต่ถ้าไม่มีรูปธรรมดูแลประชาชน "รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์" เหนื่อยแน่ !! โดยคุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ระบุว่า  วันที่ 25 กรกฎาคมนี้ จะเป็นวันที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แน่นอนครับ ประเด็นข่าวที่เกาะอยู่ตามสื่อต่างๆในขณะนี้ก็คือ ความมันในความรู้สึกของสื่อนะครับที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากว่าฝ่ายค้านก็เตรียมการที่จะอภิปรายถึงขั้นขนาดมีการดักคอกันว่า นี่มันไม่ใช่เป็นการอภิปรายในการแถลงนโยบายแล้ว เหมือนกับจะมีการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียด้วยซ้ำไป ก็ต้องว่ากันไปล่ะครับ 

นโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงนะครับ นโยบายหลักมี 12 ข้อนะครับ ผมไม่ต้องแจกแจงรายละเอียดนะครับ ท่านผู้ชมได้เห็นไปแล้วนะครับจากสื่อต่างๆ แต่ที่อยากหยิบยกมาก็คือนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนะครับ ซึ่งมีอยู่ 12 ข้อเช่นกัน อันนี้ต้องทบทวนแล้วก็ต้องมาดูในรายละเอียดกัน ข้อแรก็คือการแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน สองปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน สามมาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สี่การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม ห้าการยกระดับศักยภาพของแรงงาน หกการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต เจ็ดการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรตที่ 21 แปดการแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ เก้าการแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ สิบการพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน สิบเอ็ดการจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย สิบสองการสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


นี่เป็นนโยบายเร่งด่วนครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามและให้ความสำคัญเพราะนโยบายเหล่านี้จะต้องเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนจริงๆ ทำไมจะต้องติดตามและให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ รวมทั้งตัวรัฐบาลเองด้วยนะครับ เพราะนี่คือตัวชี้วัดอนาคตของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ว่าจะสามารถรักษาเก้าอี้แล้วก็อยู่บริหารประเทศไปได้ครบเทอมหรือไม่ เพราะนโยบายเร่งด่วนที่ออกมานี่นะครับ เป็นนโยบายเฉพาะหน้าที่ต้องการขับเคลื่อนลงสู่คนส่วนใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นอยู่ แม้รัฐบาลจะพูดอยู่ตลอดเวลาว่าห้าปีที่พลเอกประยุทธ์ได้บริหารประเทศมานั้น ระบบเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นเรื่อย ใช่ครับ ดีจากประเทศที่กำลังจะล้มเหลว เพราะมีการขัดแย้งต่อสู้กันในทางการเมือง ประเทศมีเสถียรภาพก็ดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ยืนยันได้ว่าผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่จนทำให้ภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์มีผลเป็นบวก ข้อเท็จจริงแล้วนี่นะครับ 
 

ความรู้สึกของประชาชนนั้นรู้สึกอีกอย่างนึง ดูล่าสุดเลยครับ โพลซุปเปอร์โพลของอาจารย์นพดล กรรณิการ์ ซึ่งได้นำเสนอคำถามที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือถามว่า ผลงานรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยสุขหรือทุกข์แค่ไหน เมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าตัวเอง คำถามนี้ละเอียดอ่อน ละเอียดอ่อนเพราะคำถามนี้นี่นะครับตอบออกมาเป็นลบแน่นอน ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นนะครับ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปโกรธเคืองหรือไปโจมตีหรือว่าร้ายต่ออาจารย์นพดล เพราะนัยยะของคำตอบมันเป็นการสะท้อนและการแสดงออกของประชาชนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ร้อยละ 40.7 บอกว่าทุกข์มากที่สุด ร้อยละ 19.1 บอกว่าทุกข์ กลางๆร้อยละ 31.1 ทุกข์มากที่สุดกับทุกข์รวมกันร้อยละ 59.8 หรือเกือบร้อยละ 60 คำถามมันตรงว่าเมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋า มันเป็นปรากฎการณ์เดียวกับที่ประชาชนบ่นว่าการจับจ่ายใช้สอยซบเซา พ่อค้าแม่ค้าสะท้อนออกมาว่ามันซบเซานะครับ นี่คือคำตอบของประชาชนนะครับ และแม้แต่จำแนกออกมานะครับว่าคนที่ตอบว่าทุกข์หรือสุขนั้น ถ้าดูว่าเป็นคนที่แม้จะเชียร์พรรคร่วมรัฐบาลหรือเชียร์พลเอกประยุทธ์ จะเห็นได้ว่าตอบว่าทุกข์มากที่สุดถึงร้อยละ 31.8 ซึ่งต้องถือว่าเยอะ ไม่ต้องไปถาม ไม่ต้องพูดถึงประชาชนที่เชียร์ฝ่ายค้าน บอกว่าทุกข์มากที่สุดรวมกับทุกข์ถึงร้อยละ 58 รัฐบาลต้องคิดครับเรื่องนี้ เหตุผลที่ต้องคิดครับ 

 

ภาพรวมทางเศรษฐกิจมันไม่ใช่คำตอบ เพราะความเหลื่อมล้ำของสังคมที่พูดถึงกันอยู่นี่นะครับมันถูกวัดได้ด้วย GDP ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ มีผลประกอบการณ์ดี เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับการส่งออกหรือเกี่ยวเนื่องกับรายได้ที่อยู่กับคนที่มีรายได้สูง ซึ่งเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจข้างบน แต่คนข้างล่างไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น และคนข้างล่างที่เราจะต้องพูดถึงกันก็คือเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะเกษตรกรเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องทบทวนเป็นอย่างยิ่ง ปัญหาอย่างหนึ่งนะครับซึ่งโทษรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ไม่ได้เสียทีเดียวนั่นก็คือ ปัญหาราคาข้าวกับราคายางที่ไม่กระเตื้องขึ้น ผมย้ำนะครับ ไม่ใช่มีอะไรก็โทษแต่ทักษิณ ราคายางที่ตกต่ำนะครับจนทำให้กลายเป็นปัญหา เพราะการส่งเสริมปลูกยางที่เพิ่มขึ้นเกือบ 200% มากกว่าเท่าตัวอีกครับจากยางที่เคยปลูกแต่เดิม

 

 แล้วรัฐบาลในสมัยทักษิณสนับสนุนให้ปลูกยางทั่วประเทศ และปรากฎว่าอุตสาหกรรมในโลกนี้นะครับได้มีสิ่งที่มาทดแทนยางธรรมชาติ ทำให้ราคายางธรรมชาติลดลง รวมทั้งประเทศอื่นๆที่ส่งเสริมเพื่อการปลูกในการใช้ในประเทศของตัวเอง เช่นจีน เป็นต้น แต่ประเทศที่ส่งออกอื่นๆเช่นมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย กลับลดการผลิตยางลง สองปัญหาราคาข้าว แน่นอนครับ ประเทศเราหายนะวิบัติเพราะโครงการจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทยที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงขึ้น แต่นั่นก็เพียงพอในการที่จะโทษพรรคเพื่อไทย ฝ่ายค้านหรือทักษิณ วันนี้นะครับ เป็นเรื่องที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะต้องเดินหน้าและให้ความสำคัญอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกับชาวนา ประเทศไทยในขณะนี้นี่นะครับมีชาวนาอยู่ประมาณ 3 ล้านครัวเรือน 3.7 ล้านครัวเรือน เกือบ 4 ล้าน เฉลี่ยคนไทยมีครอบครัวหนึ่งประมาณ 4 คนนะครับ คนที่เกี่ยวข้องกับการทำนา อาชีพชาวนา อยู่ในจำนวนประมาณ 12-16 ล้านคน ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมากนะครับ และถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนเกษตรกรที่มีอยู่ 15 ล้านคนนะครับ ลองคิดดูนะครับว่าคนไทยนี่นะครับอยู่กับอาชีพเกษตรจำนวนเกือบ 40% รัฐบาลพูดถึงการให้ความสำคัญก็จะต้องมีนโยบายรองรับที่ชัดเจนครับ


 เอาตัวอย่างเรื่องชาวนาเรื่องเดียวนี่นะครับ เมื่อกี้ผมเรียนไปแล้วว่าชาวนามีอยู่ 3.7 ล้านครัวเรือน มีคนอยู่ประมาณ 12-14 ล้านที่เกี่ยวข้อง เรามาดูแยกย่อย ชาวนาปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ 80 ล้านไร่ มีการปลูกข้าวเฉลี่ยครัวเรือนละ 15.47 ไร่ ชาวนาปลูกข้าวในพื้นที่ 10-20 ไร่ มากสุดครับ ถึง 1,160,000 ครัวเรือน มีเพียง 8,700 ครัวเรือนเท่านั้นที่ปลูกเกิน 100 ไร่ นี่ให้เห็นถึงชาวนาขนาดใหญ่กับชาวนาขนาดย่อยนะครับ ด้วยเหตุผลนี้นะครับความคิดที่จะต้องไปแก้ไขปัญหาชาวบ้านจะต้องลงสู่ชาวนาขนาดย่อย นั่นก็คือการนำพาราคาข้าวนะครับให้ขึ้นมาให้ได้ ในขณะนี้นะครับเรามาดูกันครับว่าการส่งออกข้าวปีนึงมีประมาณ 10-11 ล้านตัน ตัวเลขการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 174,000 ล้านบาท รวมกับข้าวที่ขายภายในประเทศ ในการผลิตข้าวทั้งประเทศนะครับ มีเงินอยู่ประมาณเกือบ 4 แสนล้านบาท เงิน 4 แสนล้านบาทเกี่ยวข้องกับคน 12-16 ล้านคนหรือ 3.7 ล้านครัวเรือน 

นี่เป็นตัวเลขที่รัฐบาลจะต้องเอามาคิด ในขณะที่เวลาเราพูดถึง GDP นี่นะครับ การส่งออกรถยนต์นะครับปีนึงมีล้านกว่าคัน รายได้ในการส่งออกรถยนต์ ปีนึง 5-6 แสนล้านเป็นอย่างต่ำ แต่ 5-6 แสนล้านนั้นมันเข้ามาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ เข้าไปเกี่ยวพันกับผู้คนจำนวนไม่กี่หมื่นคนนะครับที่เป็นคนงาน ซึ่งใช้เทคโนโลยีแล้วก็ผู้ถือหุ้นในจำนวนที่ไม่กี่คน นี่คือความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นนะครับหากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเร่งด่วน จะต้องเดินไปที่เกษตรกรในแต่ละกลุ่ม ในแต่ละกลุ่ม อย่างชัดเจน โดยมีนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การอัดฉีดเงินลงไปเท่านั้นครับ ตัวเลขของซุปเปอร์โพลเป็นตัวเลขที่รัฐบาลจะต้องคิดไคร่ครวญและทบทวนนะครับ

 

 นโยบายแถลงกันไปอภิปรายกันไป โจมตีกันไป ก็แค่นั้นแหละครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้จริง มีตัวเลขของซุปเปอร์โพลที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนะครับก็คือคนร้อยละ 67.9 ให้โอกาสรัฐบาลลุงตู่ให้ทำงาน 2 ปีขึ้นไป แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยังเชียร์อยู่ครับ นโยบายอันเป็นรูปธรรมที่จะสร้างเงินในกระเป๋าให้กับเกษตรกรก่อนที่เป็นเบื้องต้นที่มีอยู่ถึง 25 ล้านคน โดยเฉพาะชาวนา ซึ่งมีอยู่ 12-16 ล้านคนให้มีเงินเต็มกระเป๋า รัฐบาลลุงตู่อยู่ยาวแน่ครับ สวัสดีครับ

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ธนาธรหน้าซาไปหมดแล้ว? สหภาพยุโรปร่อนสารหนุนรบ.พลเอกประยุทธ์

มติศาลรธน.รับวินิจฉัยคำร้องคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ ขัดกม. แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ส่องปัญหาสนิมเกิดแต่เนื้อในตน !!! รัฐบาลประยุทธ์ ๒ อยู่ยาวหรือสั้น ก็อยู่ที่เอามีดบั่นคอตัวเองหรือไม่ ?

มีแววแห้ว?! นิพนธ์ ปชป. ชาดา ภท.ส่อหลุดรมต.ครม.ประยุทธ์2 ใครจะเป็นรายต่อไป?!


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
นางสาวชนุตรา เพชรมูล

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : พรรคพลังประชารัฐ  ซุปเปอร์โพล  ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ระบอบทักษิณ  สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม 

ติดตามข่าวอื่นๆ