ร้าวในรอยลึก!! อนาคตปชป.จากนี้จะเป็นยังไง เมื่อ “กอร์ปศักดิ์” ลาออก...สัญญาณชัด...ไม่ใช่คนสุดท้าย??

ถือเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญคลื่นมรสุมไม่หยุด นับเนื่องจากความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง  ได้จำนวนส.ส.มาเพียง 53 คน ส่งผลทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ตัดสินใจลาออกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความรับผิดชอบ  แต่ความวุ่นวายภายในกลับไม่จบ ยังคงมีแรงกระเพื่อมภายในต่อเนื่อง

ล่าสุด  นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ  อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีกคน

โดยข้อความแสดงเจตนาทางการเมืองของ  นายกอร์ปศักดิ์  ระบุว่า   "ผมเป็นสมาชิกพรรคปชป.เมื่อปีพ.ศ.2539  เช้านี้ส่งหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแล้ว.....ผมขอขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้การสนับสนุนการทำงานทางการเมืองของผมเป็นอย่างดีมาโดยตลอด"

ต่อมานายกอร์ปศักดิ์  เพิ่มเติมเหตุผลของการตัดสินใจดังกล่าวอีกครั้ง  หลังจากมีผู้แสดงความเห็นต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์   ว่า  การตัดสินใจไม่ใช่การทิ้งพรรคในยามแย่   แต่เพราะเป็นแค่สมาชิกพรรค  และไม่ได้มีบทบาทในพรรคมาตั้งแต่ปี 2554  รวมทั้งไม่ได้เป็น ส.ส.พรรคมากว่าสิบปีแล้ว

จากถ้อยคำดังกล่าว ถ้าจับใจความดี ๆ จะเห็นบริบทในสิ่งที่อยู่ในคำพูดของนายกอร์ปศักดิ์  คือ 1.การตัดสินใจไม่ใช่เรื่องการทิ้งพรรค   2.ตนเองเป็นแค่สมาชิกพรรค  ไม่ได้มีบทบาทมาตั้งแต่ปี  2554  และ 3.ไม่ได้เป็นส.ส.พรรคมากว่า 10 ปีแล้ว    ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด  ก็ไม่มีชื่อของ นายกอร์ปศักดิ์  ทั้งการเป็นผู้สมัครส.ส.แบ่งเขตและปาร์ตี้ลิสต์ 

หลังจากก่อนหน้าเมื่อวันที่ 22  มิถุนายน 2562  นายกอร์ปศักดิ์  เพิ่งโพสต์ถึงเหตุการณ์การประชุมอาเซียน ซัมมิท  ปี 2552  ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ แต่ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุม  มีใจความตอนหนึ่งว่า  

"บ้านเราจะประชุมอาเซียน   ไทยเป็นเจ้าภาพ  นึกถึงสมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดที่พัทยา   ผมเป็นรองนายกทำหน้าที่แทนนายกต้อนรับผู้นำแต่ละประเทศที่สนามบินอู่ตะเภา  ขามายิ้มแย้มแจ่มใส  ผ่านไปคืนเดียว รุ่งขึ้นต้องส่งกลับอย่างโกลาหล บอกไม่ถูกว่าอารมณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร"

ทั้งนี้แม้ว่า นายกอร์ปศักดิ์ จะไม่ได้อธิบายเหตุผลตรง ๆ เหมือนกับสมาชิกคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้  เฉกเช่นในรายของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ    ในการลาออกจากส.ส.บัญชีรายชื่อ   ด้วยเหตุผลเรื่องจุดยืนทางการเมือง   หรือ  นายกษิต   ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ที่แสดงเหตุผล  2-3  เรื่องสำคัญ คือ ผลความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์  และ การวางบทบาททางการเมืองของพรรค  ตลอดจนเรื่องความไม่ชัดเจนเรื่องการปฏิรูปพรรค 

แต่สัญญาณหนึ่งที่มีถูกโฟกัส ก็คือคำพูดของนายกษิต  อธิบายเป้าหมายต่อไปว่า  ได้มีการเชิญสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ทยอยลาออกก่อนหน้ามาหารือกัน เพื่อร่วมสร้างกลุ่มพลังที่ 3 ทางการเมืองที่มีธรรมาภิบาลกำกับ

ส่วนการตั้งพรรคการเมืองยอมรับเป็นได้ แต่มองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเริ่มต้นวันนี้ คือ การหาแนวร่วมกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน โดยขณะนี้ยังไม่มีการชักชวนนายอภิสิทธิ์ให้มาร่วม แต่ยอมรับว่าเบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย อดีตกลุ่มนิวเดม

ถึงตรงนี้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม   แต่สำคัญสุดต้องยอมรับว่า  พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ไม่เหมือนเดิม  ยิ่งถ้าย้อนกลับไปสำรวจร่องรอยปมขัดแย้งเดิม   ก็ยิ่งชัดในสิ่งที่ “สำนักข่าวทีนิวส์” นำเสนอมาโดยตลอด   ระหว่างแนวคิดคนรุ่นใหม่กับรากฐานเดิม ๆ ซึ่งไม่ว่าการเมืองจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร  ผู้อาวุโสภายในพรรคกลับยังดำรงไว้ซึ่งอำนาจการตัดสินใจ

กรณีที่ถือเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก  ก็คือ การปะทะกันระหว่าง นายพีรพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค  กับ นายหัวชวน  หลีกภัย  ในฐานะฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สมัครชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับอีกฝ่ายเป็นประธานสภาที่ปรึกษา พรรคประชาธิปัตย์

จนนำมาซึ่งการโพสต์ข้อความสื่อให้เห็นว่า  ความพ่ายแพ้ในการแข่งขันชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ปัจจัยสำคัญมาจากถูกขวางโดยผู้ใหญ่ภายในพรรค  ดังถ้อยคำบางช่วงบางตอนว่า  “ ผมบอกเพื่อนๆว่าเราควรดีใจและภูมิใจอย่างยิ่งที่สมาชิกพรรคตัวเล็กๆอย่างพวกเราและเพื่อนๆที่ร่วมทำงานกันมาเพียงแค่หกวันกลับได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อน ส.ส. ถึง 20 เสียง น้อยกว่าทีมผู้ชนะเพียง 5 เสียงเท่านั้น

พวกเขาต่างหากที่ควรจะต้องเสียใจและหมดกำลังใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าพลังแห่งอำนาจบารมีที่สั่งสมร่วมกันมาหลายสิบปีนั้น บัดนี้เริ่มเสื่อมถอยลงแล้ว สามารถสนับสนุนเอาชนะพลังเล็กๆของพวกเราที่ทำงานกันมาเพียงแค่หกวัน ได้เพียงแค่ 5 คะแนนในส่วนของ ส.ส. 52 คน และเพียงแค่ 50 คะแนน ในส่วนขององค์ประชุมอื่นประมาณ 250 คน

บารมีอันมากล้นชนะพวกเราได้เพียงเท่านั้นเองจริงๆ การที่อิทธิพลบารมีที่แอบแฝงเป็นเงาอยู่สามารถชนะพวกเราได้เพียงเท่านี้ ทั้งๆที่พวกเราทำงานกันเพียงแค่หกวัน มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและบ่งชี้ถึงความเสื่อมถอยของพวกเขาใช่หรือไม่???"


ก่อนจะบานปลายไปมากว่านั้น  นายชวน หลีกภัย  เลือกอธิบายกับสื่อมวลชน  ว่า  ส่วนตัวไม่มีปัญหากับนายพีระพันธุ์  และการพูดถึงปัญหาภายนอกที่เข้ามาแทรกแซง  ก็เป็นเพียงการพูดไปตามกระแสข่าวเรื่องความพยายามของบางฝ่าย   ในการใช้เงินและสิ่งต่าง ๆ มาสร้างความวุ่นวายในช่วงการเลือกหัวหน้าพรรค   ซึ่งสมัยก่อนหน้าก็เคยเกิดขึ้น   และขอย้ำว่าไม่ได้มีการพาดพิงถึงคุณพีระพันธุ์แต่อย่างใดเลย

จากนั้นไม่นานก็เกิดปมใหม่เรื่องการคัดสรรผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เนื่องจากมีการคัดค้าน 2 รายชื่อบุคคล อย่างคุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช   ซึ่งใช้โควต้าส.ส.ภาคอีสาน เป็นตัวชี้วัด   

ทั้ง ๆ ที่ประชาธิปัตย์ ได้ส.ส.เขตภาคอีสาน   จำนวน   2  ราย   จากจังหวัดอุบลราชธานี   ประกอบด้วย    “นายวุฒิพงษ์ นามบุตร”  เขต 3 อุบลราชธานี   และ  “นางสาวบุณย์ธิดา  สมชัย  เขต 8 อุบลราชธานี    ซึ่งก็เป็นลูกสาวของนายอิสสระ    ส่วน  ส.ส.บัญชีรายชื่อ   ภาคอีสานอีก  จำนวน  4 คน   ก็เป็นกลุ่มส.ส.ได้รับอานิสงส์จากผลคะแนนรวมทั้งประเทศ

กับกรณีของ  นายนิพนธ์  บุญญามณี   ซึ่งถูกนายสาทิตย์   วงศ์หนองเตย   ส.ส.ตรัง    ท้วงติงว่าไม่เหมาะสม  เนื่องจากที่ผ่านมาลาออกจากพรรค  ไปทำงานการเมืองท้องถิ่น  แล้วก็ใช้สิทธิ์ลาออกจากการเมืองท้องถิ่นกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้   ถือว่าไม่ยุติธรรมกับคนในพรรค 

ทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้น  มีชื่อบุคคลมากความสามารถ  อย่าง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และ นายกรณ์ จาติกวณิช  เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ และการสร้างผลงานใหม่ ๆ

ส่วนประเด็นปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์  จะขยายรอยร้าวต่อไปหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องต้องติดตาม  โดยเฉพาะกับท่าทีของนายกรณ์  ในการให้สัมภาษณ์พูดถึงอนาคตทางการเมืองของตนเองกับพรรคประชาธิปัตย์ 

อาทิเช่น   เมื่อถูกถามถึงอนาคตกับพรรคประชาธิปัตย์  แล้วเจ้าตัวตอบว่า  ตอบให้โลกสวยก็ว่าจะอยู่กับ ปชป.ตลอดไป  แต่ทุกอย่างก็ต้องดูว่า  อุดมการณ์   แนวทางการเมืองของพรรคในอนาคตจะเป็นอย่างไร   คือถ้าไม่ตรงกัน  หรือ พรรคไม่ต้องการเรา   ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม  เพราะเราคิดว่าเรายังสามารถทำงานได้ เรายังสามารถทำงานให้ประเทศชาติได้มากกว่านี้ ถ้าเราอยู่ที่อื่น  อันนี้ก็ต้องพิจารณา เพราะตอนนี้อายุ 55 ปี  คงมีเวลาทำงานอีกอย่างน้อย 10 ปี

แต่ไฮไลต์สุดเลยก็คือ คำตอบในคำถามเรื่องการแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งที่ผ่านมา  โดยนายกรณ์ระบุว่า  การตัดสินใจลงสมัคร  ก็เพราะอยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนกลับมาเป็นที่พึ่งหวังของประชาชน 

แต่จากผลที่ออกมา แสดงว่าอดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คน คือ นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ   สนับสนุนนายจุรินทร์   ซึ่งย่อมสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่ของพรรคไม่ได้มองโจทย์ของพรรคตรงกับที่ตนเองมองอยู่   ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงพรรค  ต้องมีการพัฒนาให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ใครเป็นรมต.ยกมือขึ้น??!! รมต.ทุกคนเริ่มกรอกแบบฟอร์มรับรองตนเอง ฝ่าเสียงยี้ !!!

แฉเบื้องหลังไพร่หมื่นล้าน?! ท่ามกลางเกมเคลื่อนไหวนอกสภา ของอนค.มีใครอยู่เบื้องหลัง ?!

บางชื่ออาจหลุดโผ ครม.!! "บิ๊กตู่" ยัน ได้รัฐบาลใหม่กลางเดือนก.ค. อย่าทำทุกอย่างให้เป็นพระราชภาระของพระองค์

แฉหลักฐาน กลุ่มคลั่งประชาธิปไตย ตัดต่อโพสต์ ใส่ร้ายเพจดัง Point.of.View


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
สุกันยา บุญซ้วน

ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : เลือกตั้ง62  กอร์ปศักดิ์  ลาออก  ประชาธิปัตย์ 

ติดตามข่าวอื่นๆ