งูเห่าเขย่าขวัญ!หรือมีทั้ง2ขั้ว ผลัดกันฉกอุตลุด ความเสี่ยงของรบ.บิ๊กตู่ ?!?

ต้องบอกว่าเป็นควันหลงที่จะหลงเพ้อไปกับความสำเร็จไม่ได้เลย กับตัวเลขที่ออกมาในการโหวตเลือกประธานและรองประธานสภาฯ นั่นแหละต้องไม่ลืมว่า หากเป็นไปตามนี้ บิ๊กตู่ย่อมกลับมานั่งเก้าอี้นายกฯอีกรอบแน่นอน ซึ่งนั่นก็หมายความว่า รัฐบาลใหม่ต้องอยู่ภายใต้ความหวาดระแวง แบบเสียวสันหลังหรือไม่??? เมื่อพิจารณาตัวเลขการลงคะแนนทั้งหมดที่ผ่านมา ที่มีความผกผันเป็นอย่างยิ่ง สิ่งนี้เองที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ว่านาวารัฐโดยการนำของกัปตันตู่จะไปได้ตลอดรอดฝั่งแค่ไหน ซึ่งวันนี้ลองมาดูจากตัวเลขที่ว่านี้ แล้วร่วมกันพิจารณาถึงอายุขัยถึงรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ!?!

 

เริ่มกันที่เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ครั้งที่ 1 เพื่อเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดย นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อาวุโสสูงสุด 91 ปีทำหน้าที่ประธานชั่วคราว โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นชี้แจงเหตุผลขอเลื่อนการประชุมออกไปเนื่องจากการหารือกับพรรคการเมืองอื่นยังไม่เรียบร้อย ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก็อภิปรายอย่าให้ความไม่พร้อมของบางคน มากำหนดสภา อย่างไรวันนี้ต้องมีประธานสภาให้ได้

 

 

 


 

ต่อมาก็เกิดความวุ่นวายจากการประท้วงที่ยืดเยื้อของอีกฝั่ง ทำให้ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐ เสนอขอให้เลื่อนไปช่วงบ่าย แล้วค่อยโหวตท่ามกลางเสียงเชียร์ของพรรคเพื่อไทย หากแน่จริงเอา ขณะที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ เสนอให้พักการประชุม จากนั้นนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นกล่าวจะขอถอนญัตติเลื่อนการประชุม ถ้ามีการพักการประชุมออกไป ซึ่งประธานที่ประชุมก็เห็นด้วยเนื่องจากบรรยากาศเริ่มตึงเครียดหนัก จึงสั่งพักการประชุมเมื่อเวลา 11.45 น.เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

 

กระทั่งเวลา 13.00 น. การประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็เริ่มขึ้นใหม่ โดยนายชัย ได้สั่งให้ตรวจสอบองค์ประชุมพบว่าองค์ประชุมมี 478 คน จากนั้น นายวีระกร ยืนยันไม่ถอนญัตติเลื่อนการประชุมสภา ทำให้นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ขอปิดอภิปรายและเดินหน้าลงมติ โดยนายชัย ขอให้ลงคะแนนแบบเปิดเผยขานรายชื่อ เนื่องจากไม่มีเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ขณะที่ภายหลังลงคะแนนแล้วปรากฏว่า ส.ส. พรรคพลังประชารัฐจำนวน 5 คน ขอลงมติใหม่ ได้แก่ 1.นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท 2.นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ส.ส.สมุทรปราการ 3.นายอนุชา น้อยวงศ์  ส.ส.พิษณุโลก 4.นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา และ 5.นายอัฎฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี

 

 

แต่ก็ถูกท้วงติงจาก ส.ส. จำนวนมากว่าไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมโดยทั้งหมดได้ขอแก้จากเดิมที่ไม่เห็นด้วยเป็นเห็นด้วย อย่างไรก็ตามท้ายที่สุด นายชัย ก็ประกาศมติที่ประชุม เห็นด้วยให้เลื่อนลงมติเลือกประธานสภา ด้วยคะแนน 246 เสียง ไม่เห็นชอบ 248 เสียง มีคนงดออกเสียงสองคน คือนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และนายชัย  จากนั้นจึงประกาศมติส่วนใหญ่เห็นชอบให้เลือกประธานสภาต่อไป ทั้งนี้ในช่วงนั้นเองที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าหาก 5 เสียงของพลังประชารัฐกลับมาโหวตให้ฝั่งพรรคตนเอง ก็จะทำให้นายชวน หลักภัย ชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้

 

และก็เป็นเช่นนั้น เมื่อที่ประชุมสภาฯเข้าสู่วาระการเลือกประธานสภาฯ โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เสนอนายชวน หลีกภัย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.พรรคประชาชาติ เสนอ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้าแข่งขัน ซึ่งมีการลงคะแนนเสียงแบบลับ ซึ่งผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายชวน ได้คะแนนโหวต  258  เสียง ด้านนายสมพงษ์ ได้ 235 เสียง มีงดออกเสียง 1 เสียง ทำให้นายชวนชนะได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯเป็นสมัยที่สอง หลังจากนี้เองที่สร้างความประหลาดใจในข้อสงสัยว่าคะแนนฝั่งเพื่อไทย จากการโหวตเลื่อนญัตติที่ได้ 243 เสียง ไม่รวมของพลังประชารัฐที่โหวตผิด 5 เสียง แต่การเลือกประธานสภาฯฝั่งเพื่อไทยกลับเหลือคะแนน 235 เสียง หายไป 8 เสียง

 

 

อย่างไรก็ตามทางพรรคเพื่อไทยเอง รวมทั้งพรรคอนาคตใหม่ก็ออกมายอมรับว่า การโหวตครั้งนี้ได้เกิดงูเห่าขึ้นในซีกพันธมิตร7พรรคที่เรียกตัวเองว่า ฝั่งประชาธิปไตย ซึ่งตัวเลข 243 จากเดิมที่มี 245 นั้นในวันดังกล่าวได้มีส.ส.ลาการประชุมไป2คน และเมื่อหักเสียงจากนายธนาธรไป 1 ก็จะอยู่ที่ตัวเลข 242 กระนั้นแต่การลงคะแนนกลับเหลือเพียง 235 นั่นก็หมายความว่ามีคะแนนหายไป 7 เสียง และ7เสียงที่ว่านี้เองที่มีการยอมรับว่าเกิดปรากฏการณ์งูเห่าขึ้นนั่นเอง!!!

 

คำถามที่ตามมาอีกก็คือ แล้ว7เสียงของฝ่ายพันธมิตร7พรรคหายไปไหน แล้วก็เจอคำตอบเมื่อปรากฏว่า ขั้วพลังประชารัฐที่เดิมรวมรวบเสียงไว้ได้ 253 เสียง และเมื่อหักจากของนายชัย ไป1เสียงที่ต้องงดออกเสียง ก็จะมีตัวเลขที่ 252 แต่ที่โหวตให้นายชวนกลับมีถึง 258 คะแนน เช่นนี้จึงเป็นคำตอบได้หรือไม่ว่า 6 เสียงที่เพิ่มมาคือ งูเห่าจากฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย โดยมีเป้าสายตาพุ่งไปที่ 6 เสียงของเศรษฐกิจใหม่???

 

 

นั่นคือตัวเลขในรอบของการเลือกประธานสภาฯ ต่อมาเมื่อมีการเลือกรองฯคนที่ 1 และรองฯ คนที่ 2 โดยมีนายชัย ชิดชอบ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมชั่วคราวเช่นเดิมโดยที่พรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อนายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ส่วนพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อน.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่  ซึ่งเมื่อลงคะแนนลับและเข้าสู่การนับคะแนน ปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายมีคะแนนสูสีกันเป็นอย่างมาก โดยฝ่ายนายสุชาติ มีคะแนนนำเพียงเล็กน้อยไม่เกิน 5 คะแนน     บางช่วงคะแนนของน.ส.เยาวลักษณ์ ตีตื้นมาเสมอกันด้วย แต่ก็ถูกนายสุชาติ กลับนำไปอีก 2-3 คะแนน สลับกันอยู่อย่างนี้ตลอดการนับคะแนน จนท้ายที่สุด นายสุชาติ ก็สามารถเฉือนเอาชนะ น.ส.เยาวลักษณ์ ไปได้เพียง 2 คะแนน ด้วยมติ 248 ต่อ 246 เสียง

 

ขณะที่การโหวตเลือกรองประธานสภาคนที่ 2 ที่ชิงกันระหว่างนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม จากพรรคภูมิใจไทย กับ นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทยโดยใช้วิธีการลงคะแนนลับแบบเดียวกับการโหวตเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ที่ผ่านมา โดยมีการตั้งตัวแทนจาก 6 พรรคการเมือง เป็นคณะกรรมการตรวจนับคะแนน

 

 

และเมื่อมีการนับคะแนนสิ้นสุดลง แต่ยังไม่สามารถประกาศผลคะแนนได้ เนื่องจากมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย รุมประท้วงบัตรเสีย พร้อมขู่ที่จะเสนอญัตติใหม่ให้ตรวจสอบบัตรลงคะแนน ขณะที่ นายวีระกร อภิปรายขอให้จบกันไป เพราะคะแนนขาดมาก โดยผลการโหวตนั้น นายศุภชัย ได้ 256 เสียง ได้เป็นรองประธานสภาฯคนที่สองไปตามคาดหมาย ขณะที่ นพ.ประสงค์ ได้ 239 เสียง จากนั้นนายชัย กล่าวอำลาหน้าที่ประธานสภาฯ ชั่วคราวพร้อมสั่งปิดประชุมสภาฯ เมื่อเวลา 17.39 น.

 

ทั้งนี้เมื่อมาดูเฉพาะเจาะจงลงไป เป็นที่การเลือกรองประธานสภาฯคนที่1 หลายคนสงสัยว่าทำไมนายสุชาติถึงได้เพียงเท่านั้น คือ 248 ทั้งที่ตัวเลขของขั้วพลังประชารัฐมีถึง 253 คำถามคือคะแนนหายไปไหนถึง 5 เสียง และก็เป็นปรากฏการณ์ตรงกันข้ามเมื่อฝั่งอนาคตใหม่ ได้ถึง 246 ทั้งที่ฟาก7พรรคพันธมิตรนี้มีตัวเลขรวมกลมๆอยู่ที่ 243 เพิ่มมา3เสียง ต้องถามดังๆว่ามาได้อย่างไรและมาจากไหน??? เป็นไปได้หรือไม่ว่า ตัวงูเห่านั้นไม่ได้มีเพียงอีกฝ่ายแต่ซีกพลังประชารัฐก็มีด้วยเช่นกัน 

 

ฉะนั้นความแตกต่างระหว่างสองขั้วในเรื่องงูเห่าจึงมีความไม่แน่นอนของเรื่องจำนวนส.ส.ที่พร้อมหักหลัก เพราะอย่าลืมว่าเมื่อเลือกนายศุภชัย ให้มานั่งรองประธานคนที่สองกลับมีคะแนนเพิ่มอีกอีก 6 เสียงจากของนายสุชาติ และเพิ่มขึ้น 3 เสียงจากที่ขั้วตัวเองมีอยู่ในมือ เช่นนี้จึงจะคิดไปอย่างอื่นไม่ได้เลยว่า ทั้งสองฟากฝั่งยั้วเยี้ยไปด้วยงูเห่า นี่เองจึงอดเป็นห่วงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ได้ ทั้งเสถีรภาพของรัฐบาลใหม่ ความสุ่มเสี่ยงต่อมั่นคง เพราะทั้งหมดนี้ย่อมสะท้อนได้จากการเลือกประธานและรองประธานสภาฯที่ผ่านมา

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
กองบรรณาธิการข่าวการเมือง

ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : ชวน หลีกภัย  รัฐสภา  งูเห่า 

ติดตามข่าวอื่นๆ