จับตา "อนาคตใหม่" หลัง "ธนาธร" ถูกยุติหน้าที่ ส.ส. ถอดยุทธศาสตร์ระดมมวลชน "ธนาธร-ทักษิณ" ในวันที่การเมืองไทยฉายหนังม้วนเดิม หรือไม่ ??

และแล้วดูเหมือนว่าในที่สุดเส้นทางอนาคตทางการเมืองของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะถูกบีบให้เหลือเพียงพื้นที่แคบพอให้ได้ดิ้นรนกระเสือกกระสนในเฮือกสุดท้าย เมื่อปรากฏว่าในนาทีสุดท้าย มีเหตุให้นายธนาธรต้องชวดฝันที่จากแต่เดิมจะได้เดินเข้าสภาอย่างองอาจผึ่งผายตามที่เขาหมายมั่น

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นผลมาจากการกระทำขอตนที่ได้ก่อไว้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ชวนให้น่าวิตกอยู่ไม่น้อย เพราะต้องจับตาต่อไปว่าพฤติกรรมของนายธนาธรหลังจากนี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์บางประการที่อาจสั่นคลอน และส่อเค้าลุกลามบานปลายสู่วิกฤตทางการเมืองรอบใหม่ได้หรือไม่

 

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องสมาชิกภาพ ส.ส. ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เรื่องการถือหุ้นสื่อในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ตามมาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 101 (6) ของรัฐธรรมนูญ 2560โดยศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้ นายธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

 

 

เรียกได้ว่าเป็นสายฟ้าฟาดลงกลางศรีษะ สะเทือนไปทั้งพรรคตลอดจนผู้สนับสนุนให้เกิดอาการอกสั่นขวัญแขวนต่อไปว่า ไม่ช้าไม่นานหลังจากนี้พรรคอนาคตใหม่ จะแปรสภาพกลายเป็นพรรคไร้หัวหรือไม่ แต่แล้วดังที่เคยปรากฏตลอดมา นายธนาธร เลือกที่จะสะกดอารมณ์ข่มความผิดหวัง ประหนึ่งใจดีสู้เสือ ออกแถลงโต้กลับ วิพากษ์วิจารณ์มติของศาลรธน. อย่างตรงไปตรงมา

 

ว่า ไม่เห็นด้วยกับมติของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ตามข้อกฎหมายที่นายปิยบุตรแถลงไปแล้ว และขอตั้งข้อสังเกตว่าการยื่นคำร้องของกกต.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า ทำไมยังมีหนังสือเรียกพยานเพิ่ม ลงวันที่ 17 พ.ค. เพื่อไปให้การเพิ่มเติมในวันที่ 24 พ.ค. จากคณะกรรมการสืบสวนชุดเล็ก ท่ียังดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงอยู่ คำถามคือ เหตุใดกกต. 7 ท่านจึงส่งคำร้องให้ศาลพิจารณา โดยไม่รอให้คณะกรรมการชุดเล็กพิจารณาหาความเป็นจริงให้เสร็จก่อน

 

ไม่เพียงเท่านี้ เพราะนายธนาธร ยังโพล่งคำพูดส่อนัยเชิงปลุกระดมกลุ่มผู้สนับสนุนให้ลุกขึ้นมาช่วยกันตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ ทั้งยังอ้างว่ามีความพยายามผลักดันเรื่องนี้เร็วกว่าปกติหรือไม่ ทั้งยังยืนยันว่าตนนั้น เป็นแคนดิเดตนายกฯพร้อมเป็นนายกฯ มีศักดิ์และสิทธิที่จะเป็นนายกฯ

 

โดยความตอนหนึ่งระบุว่า "ผมอยากลองชวนทุกคนให้ยืนเงียบๆนิ่งๆเงี่ยหูฟัง พวกเราได้ยินเสียงคร่ำครวญ เสียงความไม่พอใจของผู้คนข้างนอกหรือไม่ คสช.วันนี้กำลังอยู่ในช่วงขาลง คสช.และเผด็จการคืออาทิตย์ที่กำลังอัสดง ไม่ว่าจะเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจด้วยการดึงส.ส.จากพรรคอื่น

 

หรือสกัดผมไม่ให้เข้าสภาก็ดี นี่แสดงถึงความสิ้นหวังของเผด็จการ เป็นการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของระบอบเผด็จการ พวกเข้าต้องการให้วันนี้เป็นเมื่อวาน เพื่อจะได้เสวยสุขบนความทุกข์ของประชนต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาคือความมืด พวกเราคือแสงสว่าง อนาคตใหม่ขออาสาเปิดประตูสู่รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ นายธนาธรขอเป็นนายกฯ เพื่อหยุดยั้งระบอบคสช. เพื่อหยุดยั้งระบอบเผด็จการ"

 

 

อันจะเห็นได้ว่ามีการหยิบยกวาทกรรม "สืบทอดอำนาจ" และ "ระบอบเผด็จการ" ที่ตัวเขานั้นทำการผลิตซ้ำ ในแบบย้ำคิดย้ำทำหวังให้มวลชนคล้อยตาม ปลุกกระแสว่าฟากฝั่งของตนนั้นคือแสงสว่าง แต่เลือกผลักไสโบ้ยความผิดว่าการตรวจสอบความไม่โปร่งใสของตนในครั้งนี้ เป็นความมืดของคสช.??

 

ขณะเดียวกันท่าทีของนายธนาธร คล้ายเป็นการตีโพยตีพายโดยใช่เหตุ เสมือนว่าตนถูกกลั่นแกล้งจนหมดสิ้นอนาคตในสภา ชวนฝันที่จะมีบทบาทและเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารประเทศ ด้วยเพราะ นายวิษณุ เครืองาม ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวด้วยตนเอง ด้วยการให้ข้อมูลตามหลักการว่า

 

สำหรับวันนี้ (25 พ.ค.) ที่จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการและจะต้องมีการปฏิญาณตน ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุว่าถ้าไม่ปฏิญาณตนก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ โดยวันพรุ่งนี้จะมีการปฏิญานตนก่อนโหวตเลือกประธานสภา แต่สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร เป็นมาแล้วตั้งแต่หลังการประกาศผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้นายธนาธร จะสามารถเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

วันนี้นายธนาธร เป็นสมาชิก ส.ส. จึงสามารถเข้าร่วมพิธีเปิดสภาได้ ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ปัญหาอยู่ในวันพรุ่งนี้ วันนี้ไม่ใช่ปัญหาเพราะบุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็เข้าร่วมพิธีตามคำเชิญ ประกอบกับเลขาธิการสภาฯ ก็ระบุว่ายังไม่ได้รับผลคำวินิจฉัยจากศาลส่งมา เห็นข่าวแต่ทางหน้าสื่อ

 

อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้สั่งเพิกถอนสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายธนาธร เพียงแต่สั่งให้หยุดทำหน้าที่ นายธนาธร จึงไม่สามารถทำหน้าที่ ส.ส.โดยการโหวตในสภาได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นปัญหาว่าจะขอใช้สิทธิปฏิญาณตนได้หรือไม่ และขอใช้สิทธิโหวตได้หรือไม่ ซึ่งการโหวตถือเป็นการทำหน้าที่ ส.ส. ตรงนี้ไม่ได้ แต่การปฏิญาณตนก็ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาฯ และประธานสภา นายวิษณุกล่าว

 

 


ล่าสุดในเย็นของวันเดียวกันนี้ ทาง กกต.เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีที่ปรากฎเป็นข่าวว่า กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มีการเร่งรัดหรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่

 

โดยขอชี้แจงว่าการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของส.ส. เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 โดยกรณีของนายธนาธร เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏว่าสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ของนายธนาธร มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) กกต.จึงได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเป็นการดำเนิน การตามหน้าที่และอำนาจของกกต.ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

 

ส่วนกรณีที่มีการไต่สวนนายธนาธร ว่าเป็นบุคคลผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. นั้น เป็นการดำเนินการตามที่มีผู้ร้องคัดค้านเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ของนายธนาธร ซึ่งเป็นการไต่สวนว่า มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 151  หรือไม่ (ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

 

เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้ง หรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่กกต.ได้แต่งตั้งขึ้น อย่างไรก็ตาม  ขอยืนยันว่าการดำเนินการทั้ง 2 กรณี เป็นการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของกกต.และเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้  ไม่ได้มีการเร่งรัดหรือมีมูลจูงใจทางการเมืองแต่อย่างใด

 

 

เหล่านี้คือความคืบหน้าต่อกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายจะเป็นการย่ำรอยเดิมบนถนนทางการเมืองไทย ในแง่มุมของสองนักธุรกิจผู้เลือกจะผันตัวเป็นนักการเมือง โดยที่หารู้ไม่ว่ามีเจตนาเคลือบแฝงอย่างใดหรือไม่ ด้วยในฉากหน้าที่พบเห็นคือการพร่ำเพ้อพรรณาถึงอุดมการณ์ แต่ผลสุดท้ายจากการกระทำที่ชวนให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย นำไปสู่การตรวจสอบก็นำมาสู่จุดจบดังที่เคยปรากฏให้เห็นมาแล้วในอดีต

 

ยากจะลืมเลือนกับกรณีการ "ซุกหุ้น" ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่จงใจซุกซ่อนบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 ที่นายทักษิณ ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานจงใจยื่นทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ เพราะซุกหุ้นไว้กับ "คนใช้" และ "คนขับรถ" จนในเวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญปี 2540

 

 

แน่นอนว่านายทักษิณ พยายามดิ้นรนต่อสู้ทางคดีความอย่างสุดความสามารถ พร้อมระดมกำลังปลุกมวลชนทั้ง พลพรรคเพื่อไทยตลอดจนเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ไม่เว้นแม้กระทั่งชาวบ้านตาดำๆ เพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการให้การภาคเสธ.ว่าตอนยื่นบัญชีนั้น ตนสั่งการให้เลขานุการเป็นผู้ยื่นแทน ดังนั้นหากมีความผิดพลาดระหว่างการยื่นก็เป็นเพียงความ "บกพร่อง" ไม่ได้มีเจตนา "ทุจริต" แต่อย่างใด สาเหตุเกิดขึ้นจากการที่ตนนั้น "บกพร่องโดยสุจริต" ไม่สมควรต้องถูกลงโทษตามรัฐธรรมนูญ

 

ผลท้ายสุด จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม กลับกลายเป็นว่าอดีตนายกฯ ผู้มีสถานะเป็นนช. ในเวลานี้ หลุดรอดพ้นคมเคียวของกฏหมายในครานั้น สำคัญที่ว่า การวางยุทธ์ศาสตร์ระดมมวลชนมาเป็นเกราะกันภัยของนายทักษิณ มีรูปแบบที่ค่อนจะคร่ำครึที่เรียกว่าการเมืองข้างถนน

 

ซึ่งถึงแม้จะนำมาสู่ผลลัพธ์ได้ดังใจหมาย แต่กลับสะท้อนอย่างชัดเจนถึงการพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองของนายทักษิณผ่านเครื่องมือที่เรียกว่ามวลชน ดังที่ปรากฏมีให้เห็นจากม้อบขนานใหญ่ ที่สร้างความปั่นป่วนแก่ประเทศอยู่หลายครั้งครา

 

แต่วันนี้ดูเหมือนนายธนาธรจะ ปัดฝุ่นตำราการเมืองแบบเก่ามาปรับใช้ตามกระแสโลกที่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับบริบททางสังคมที่่มีการแสดงความเห็นผ่านสื่อออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ อุปมาคล้ายเป็นการตั้งปราการแนวรบบนโลกออนไลน์ ที่เห็นก่อนหน้าทั้งการกระหน่ำโจมตีเพจสาธารณะที่นำเสนอข่าวเชิงลบต่อตัวนายธนาธร การซอนแซะรัฐบาลโดยเพจที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอยู่ในกลุ่มเครือข่ายเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ เป็นต้น

 

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีความเหมือนในแง่ของการตั้งเป้าประสงค์และการคาดหวังในตัวผลลัพธ์ หากต่างที่กลยุทธ์ สถานการณ์การเมืองในเวลานี้ อาจเป็นการหยิบหนังม้วนเดิมมาฉายทวนซ้ำ

 

เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหมดทั้งมวลของนายทักษิณ และนายธนาธร ส่วนหนึ่งมาจาก "หุ้น" และ "ความไม่โปร่งใส" ที่ตนได้ก่อไว้ทั้งสิ้น ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าผลท้ายสุดชะตากรรมของทั้งสองอาจประทับอยู่รอยเดียวกัน และประวัติศาสตร์การเมืองไทยอาจต้องจารึกไว้ว่า ครั้งหนึ่งในอดีตมีสองนักการเมืองที่ต้องถึงคราววิบัติสูญสิ้นซึ่งความชอบธรรมเพียงเพราะ การดูเบาสติปัญญาของมวลชนและหยิบฉวยมาเป็นเครื่องมือ หรือต้องมีอันเป็นไปทางการเมืองเพียงเพราะเรื่องทรัพย์สินเงินทองอย่างเรื่อง "หุ้น" ก็เป็นได้

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

มิ่งขวัญเปิดใจล่าสุด!ยอมรับสภาพเป็นฝ่ายค้านร่วมเพื่อไทย

จับตา "อนาคตใหม่" หลัง "ธนาธร" ถูกยุติหน้าที่ ส.ส. ถอดยุทธศาสตร์ระดมมวลชน "ธนาธร-ทักษิณ" ในวันที่การเมืองไทยฉายหนังม้วนเดิม หรือไม่ ??

สภาฯไม่ใช่โรงละคร! ช็อตเด็ดยกแรก เชิญ "ธนาธร" ออกจากห้องประชุมสภาฯ ก๊วนเดียวกันป่วนปรบมือโหวกเหวกดังสนั่น! (คลิป)

-7พรรคอ้างปชต. ผนึกกำลังจ่อส่งชื่อชิงเก้าอี้ ปธ.สภาฯ "ภูมิธรรม" โวลั่น ยังเหนียวแน่น ไร้เงางูเห่า??


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
กองบรรณาธิการข่าวการเมือง

ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : พรรคอนาคตใหม่  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 

ติดตามข่าวอื่นๆ