"ธนาธร" ยกอ้าง 3 เหตุผลหยุดยั้ง คสช. ถามกลับพรรคร่วม พปชร. "ร่วมกับเขาทำไม" ??

(15 พฤษภาคม) เมื่อครู่นี้ กล่าวถึงท่านเลขาฯ เสมือนคู่หูคนสนิท อย่าง 'นายปิยบุตร แสงกนกกุล' ไปแล้ว ครานี้จะพูดถึงตัวหัวหน้า อย่าง 'นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' กันบ้าง สำหรับเขานั้น ได้กล่าวแถลงข่าวในประเด็น “3 เหตุผลที่ควรหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช.” พร้อมทวงถามจุดยืนของพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคที่สืบทอดอำนาจ คสช. ทั้งที่มีนโยบายขัดกับที่หาเสียงไว้กับประชาชนหรือไม่

 


โดยประการแรก ธนาธร เปิดเผยข้อมูลการใช้ภาษีของประชาชนอย่างมหาศาลเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ใกล้ชิด คสช. เช่นกรณีของการบินไทย ผลักดันให้การบินไทยมีแผนเช่า/ซื้อเครื่องบิน 38 ลำ มูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาท ในสภาวะที่การบินไทยขาดทุนสะสมมาอย่างยาวนาน มีหนี้สินสะสมแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท


รวมถึงกรณีการใช้มาตรา 44 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลสามารถคืนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล และยืดการชำระหนี้ของกลุ่มทุนโทรคมนาคมรายใหญ่ 3 ราย ทั้งสองกรณี รวมเป็นมูลค่ากว่า 23,664 ล้านบาท ซึ่งเป็นโอกาสที่กลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มในประเทศไทยได้รับ
 

และยังมีกรณีการทำสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินหรือ Duty Free ที่ให้สัมปทานเอื้อกลุ่มทุนเดิม คือกลุ่มคิงพาวเวอร์ โดยกลุ่มทุนดังกล่าวมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 1.55 แสนล้านบาทภายในเวลา 12 ปี หลังได้รับสัมปทานครั้งแรก หรือคิดเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นถึง 32 เท่าภายในเวลาเพียง 12 ปี ซึ่งสัมปทานฉบับเดิมกำลังจะหมดอายุลง และ ทอท.ได้มีการออก TOR เพื่อให้กลุ่มทุนเดิมได้เปรียบ เช่นการให้คะแนนความสามารถด้านเทคนิคมากกว่าผลประโยชน์ที่จะส่งให้รัฐ,

 

การมัดรวมสัญญาสัมปทานสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินภูมิภาคในช่วงแรกของการเปิดประมูล, การให้สิทธิสัมปทานยาวนานถึง 10 ปีและต่อได้ถึง 14 ปี และการให้ผู้ชนะได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ผลประโยชน์ที่ประเทศได้จากค่าธรรมเนียมสัมปทานน้อยกว่าสนามบินชั้นนำอื่นๆ ถึงครึ่งต่อครึ่ง 

 


รวมถึงกรณีสัมปทานรถไฟ 3 สนามบิน ที่ให้แก่กลุ่ม CP ซึ่งเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่น่าสงสัย เช่นการประมูลที่รวมการพัฒนาที่ดินรอบสถานี โดยเฉพาะที่ดินผืนใหญ่ผืนสุดท้ายใจกลางกรุงเทพมหานคร คือที่ดินมักกะสัน, การให้เอกชนออกเงินน้อยกว่ารัฐ, และการที่เงื่อนไขสัญญาและการเจรจาทั้งหมดถูกปิดเป็นความลับ โดยมีข้อมูลหลุดออกมาว่าข้อเสนอเพิ่มเติมในซองที่ 4 เต็มไปด้วยข้อเสนอหลายประการที่จะทำให้ภาครัฐเสียประโยชน์


ประการที่สอง ธนาธรเปิดเผยว่าหลังประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งไม่นาน ได้มีการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดตั้งและเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับที่มีผลบั่นทอนการกระจายอำนาจ เช่น การให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจเรียกชี้แจง แนะนำ ตักเตือน สั่งเพิกถอนการกระทำ หรือให้ผู้บริหารท้องถิ่นหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ได้

 

การทำลายความเป็นอิสระของท้องถิ่น ด้วยการกำหนดให้การบริการสาธารณะและการเบิกจ่ายงบประมาณต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย และการลดความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น การกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุขั้นต่ำ 35 ปี, ลดสมาชิกสภา อบต. เหลือหมู่บ้านละ 1 คน, การยกเลิกตำแหน่ง สข., และผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นต้น  

 


ซึ่งต่อกรณีนี้ ธนาธรระบุว่าในการเลือกตั้งที้ผ่านมา ทุกพรรคการเมืองต่างพูดเรื่องการกระจายอำนาจและการลดอำนาจราชการรวมศูนย์ แต่ที่น่าสังเกตคือทุกวันนี้พรรคการเมืองที่พูดเรื่องเหล่านี้หลายพรรค กลับจะไปร่วมรัฐบาลกับกลุ่มคนที่ออกนโยบายผลักดันการรวมศูนย์อำนาจ ตนจึงต้องทวงถามไปที่พรรคการเมืองเหล่านี้ว่าตกลงแล้วพวกคุณสนับสนุนการกระจายอำนาจจริงหรือไม่


ประการที่สาม ธนาธรเปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ได้มีการออกกฎหมายอีก 2 ฉบับ ที่มีผลลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือ พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ และการแก้ไข พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ โดยมีเนื้อหาที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถเจาะระบบเข้าดูข้อมูลของประชาชนได้ หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งการตีความคำว่าภัยความมั่นคง เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่สามารถตีความได้อย่างแทบจะอิสระ


โดยธนาธรระบุว่าการกระทำของรัฐบาล คสช. สามประการที่ตนได้กล่าวถึงไปนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงธาตุแท้ของ คสช. เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง ทั้งการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน การออกกฎหมายท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับ และการออกและแก้ไขกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้ผ่านก่อนการเลือกตั้ง

 

 

แต่ผ่านหลังการเลือกตั้งทั้งหมด ทั้งนี้ สิ่งที่ตนอยากฝากให้ทุกคนช่วยจับตามองเป็นพิเศษ ก็คือกรณีของสัญญาสัมปทานที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนหลายตัว อาจจะมีการเซ็นสัญญาก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเร็วๆนี้ ซึ่งตนขอให้ทุกคนช่วยกันจับตามองความเคลื่อนไหวเหล่านี้ด้วย



ทั้งนี้ ธนาธร ระบุว่า จากกรณีที่กล่าวถึงไปทั้งหมด ได้สะท้อนธาตุแท้และตัวตนของ คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งกำลังจะจัดตั้งรัฐบาลกันในนามของพรรคพลังประชารัฐ ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ได้ออกนโยบายส่งผลเสียหายต่อชาติบ้านเมืองการนำภาษีของประชาชนไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพวกพ้อง

 

การรวบอำนาจเข้าสู่รัฐราชการรวมศูนย์ และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งตนขอทวงถามไปถึงพรรคการเมืองต่างๆที่กำลังจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐและผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ว่านี่คืออนาคตของประเทศที่พวกคุณต้องการใช่หรือไม่


“ผมอยากสื่อสารไปถึงพรรคการเมืองอื่นๆ นี่คือสังคมที่คุณอยากเห็นหรือ? ตอบกับพี่น้องประชาชนหน่อย ว่าคุณร่วมกับเขาทำไม? นี่คือรัฐบาลในรอบสามเดือนที่ผ่านมา ที่ทำเรื่องพวกนี้ คุณจะร่วมกับรัฐบาลที่ทำเรื่องพวกนี้ใช่ไหม? ที่เอาภาษีของพี่น้องประชาชนไปเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุน

 

คุณอยากร่วมกับรัฐบาลที่ลดการกระจายอำนาจใช่ไหม คุณอยากร่วมกับรัฐบาลที่ปิดปากประชาชนใช่ไหม? พรรคการเมืองที่คุณตัดสินใจไปแล้ว บอกประชาชนหน่อยได้ไหม คุณตัดสินใจแบบนั้นด้วยเหตุผลอะไร และพรรคที่ยังไม่ตัดสินใจช่วยบอกประชาชนหน่อย ว่าความฝันของคุณคืออะไร คุณอยากได้สังคมแบบไหน?” ธนาธร ระบุ



อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคอนาคตใหม่หากไม่มีอำนาจในฐานะรัฐบาล จะผลักดันแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ นายธนาธรตอบว่าในฐานะผู้แทนราษฎรในสภา เราผลักดันวาระต่างๆด้วยกลไกช่องทางต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การใช้ช่องทางของกรรมาธิการต่างๆ

 

 

ซึ่งนี่คือสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่จะทำต่อไปในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งนี้ สิ่งที่ตนต้องการเน้นย้ำเป็นพิเศษ ไม่ใช่การทวงถามไปถึงพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นตัวผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ว่าด้วยเหตุผลเหล่านี้ พวกคุณจะยืนยันปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ และพวกคุณจะสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. ที่ทำเรื่องเหล่านี้จริงๆหรือไม่ ให้ช่วยตอบพี่น้องประชาชนด้วย


#อนาคตใหม่


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา

ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : สถานการณ์การเมืองไทย  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  นักการเมือง 

ติดตามข่าวอื่นๆ