จบแล้ว ปิดสวิตซ์ สว.!! 11พรรคหนุนพลังประชารัฐ ถึงนาทีนี้..ลุงตู่เป็นนายกแน่นอน?

สถานการณ์การเมืองของประเทศไทยขณะนี้ ต้องเรียกว่าร้อนแรงเลยทีเดียวในการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาล และ การโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศ  ทั้งฝ่ายที่เรียกว่าตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย  ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย-พรรคอนาคตใหม่ และแนวร่วมอื่นๆ ร่วม7 พรรค ได้ 245 เสียง   อีกฝากฝั่งหนึ่ง คือ พรรคพลังประชารัฐ บวกกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยและพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ 121 เสียง

ก่อให้เกิดกระแสรัฐบาลขั้วที่3 โดยพรรคเพื่อไทย-พรรคอนาคตใหม่ และแนวร่วมยกมือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯของพรรคภูมิใจไทย 

 

 

ทั้งนี้ล่าสุด มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทยบางส่วนได้เดินทางไปหารือกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี -นักโทษหนีคดี ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อประเมินสถานการณ์การเมือง และแนวทางในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

 

 ผนึกกำลังกับพรรคการเมืองอื่นๆที่ยังไม่ตัดสินใจ หวังรวบรวมเสียงส.ส.ให้ได้ 376เสียง  โดยจำนวนดังกล่าวนั้นจะได้เสียงมากกว่ากึ่งของรัฐสภา จากทั้งหมด 750คน  ประกอบไปด้วย ส.ส. และส.ว. จึงจะสามารถโหวตเลือกนายกฯ และสกัดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากการเสนอของพรรคพลังประชารัฐได้ เพราะในบทเฉพาะกาล มาตรา 271 ในระหว่าง 5 ปีแรก กำหนดให้ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

 

มาตรา 271 ในระหว่าง 5 ปีแรก ต้้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา) และ ผู้ที่ได้รับการเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน)

 

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวกดดันทางเมือง ที่นำโดยพรรคอนาคตใหม่ ได้เดินเกม  ข้อเสนอ "ปิดสวิตช์ ส.ว. ขานรับโดยแนวร่วมอื่นๆ ...พร้อมๆกับการเกิดขึ้นกิจกรรม ของกลุ่ม Start up people หรือ กลุ่มรวมพลังประชาชน  นำโดยนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองหน้าเดิม “จ่านิว” หรือ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และ นายธนวัฒน์ วงไชย นักศึกษาคณะเสรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 ร่วมกันจัดกิจกรรม “ปิดสวติซ์ ส.ว. ไม่โหวดนายกฯ” บริเวณลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) พร้อมด้วยการปรากฏตัวของ  นางสาวณัฎฐา มหัทธนา หรือ “โบว์ คนอยากเลือกตั้ง” นายนคร มาฉิม สมาชิกพรรคเพื่อไทย  และนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 62

 

 


แต่ในข้อเท็จจริงสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ทันทีที่ 11 พรรคเล็ก 11 เสียงส.ส. แถลงจุดยืนยกมือสนับสุนนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ไปเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 62 อันประกอบด้วย 1.พรรคพลเมืองไทย 2.พรรคพลังชาติไทย 3.พรรคประชาภิวัฒน์ 4.พรรคไทยศรีวิไลย์ 5.พรรคพลังไทยรักไทย 6.พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 7.พรรคประชาธรรมไทย 8.พรรคประชาธิปไตยใหม่ 9.พรรคพลังธรรมใหม่ 10.พรรคไทยรักธรรม และ 11.พรรคประชานิยม จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชารัฐ เข้มแข็งขึ้นมาทันที   โดยเสียงสนับสนุนอยู่ที่ 132 เสียง และเมื่อรวมกับเสียงสว. 250 เสียง เป็น 382 เสียง ส่งผลทำให้วันนี้ชื่อของพล.อ.ประยุทธ์ แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัยหน้า ดับฝันฝ่ายอ้างประชาธิปไตยตั้งรัฐบาล

 

 

 

ยังไม่นับร่วมกับเสียงส.ส. 51 เสียงจาก พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน 10เสียงจาก พรรคชาติไทยพัฒนา นำทีมโดย คุณกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค 3 เสียง พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง แม้จะยังสงวนท่าที แต่มีแนวโน้มและความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และจะทำให้เสียง ส.ส. รวมทั้งหมดเป็น 201 เสียง

 

สิ่งที่ต้องมาวิเคราะห์กันต่อ หลังจากที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี การเมืองต่อจากนั้นจะเดินไปสั้น หรือยาว  อยู่ที่ผลการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (15พ.ค.62)  4 แคนดิเดทหัวหน้าพรรค ระหว่างนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ว่ากันว่าได้รับการสนับสนุนจากขั้นอำนาจเก่าในพรรค, นายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค ดูเหมือนว่า จะป๊อปปุล่ามากที่สุด ใน4แคนดิเดท ได้รับการสนับสนุนทุกวงการ ทั้งนักแสดง พิธีกร หรือแม้แต่ สมาชิก NEW DEM คนรุ่นใหม่ของพรรค และ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน แกนนำคนสำคัญของพรรค อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   แต่ที่ผ่านมามีการประเมินไว้ว่านายอภิรักษ์  เป็นเพียงไม้ประดับ และมีความเหมาะสมที่จะลงเลือกตั้งผู้ว่ากทม.เสียมากกว่า และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.ยุติธรรม พรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงความจริงใจว่าหากร่วมรัฐบาลจะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆทางการเมือง ซึ่งจะสิ่งชี้ทิศทางพรรคประชาธิปัตย์ยืนหยันอยู่ในทิศทางใด

 

 

แต่ไม่ว่าผลการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคจะออกมาเป็นอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก  จะทำให้มีเสียงสนับสนุนอยู่ที่ 253 เสียง แม้เสียงจะปริ่มน้ำ แต่ก็สามารถจับตั้งรัฐบาล บริหารราชการ เดินหน้าประเทศต่อไปได้  แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเลือกที่เป็นฝ่ายค้านอิสระ ไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ  สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และนำมาสู่การยุบสภา เลือกตั้งใหม่อีกรอบ

 

ดังนั้น ไม่ว่าสถาการณ์การเมืองใดจะเกิดขึ้นก็ตามแต่ สิ่งที่สามารถยืนยันได้ อย่างไรเสียนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็ยังเป็นพล.อ.ประยุทธ์ แต่จะสามารถบริหารงานได้มากหรือน้อยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
วิลาสินี แววคุ้ม

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : พรรคอนาคตใหม่  ประชาธิปัตย์  นายกรัฐมนตรี  บิ๊กตู่ 

ติดตามข่าวอื่นๆ