“พีระพันธุ์” ไม่กังวลถูก”เรืองไกร” ร้องถือหุ้นสื่อ ชี้ถือหุ้นมาตั้งแต่ก่อนเข้าการเมือง

สืบเนื่องจากกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอให้ กกต. รอคำวินิจฉัยและลงมติจากศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 พฤษภาคม ก่อนที่จะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ อีกทั้ง ยังได้นำรายชื่อ10ผู้สมัคร ส.ส. ทั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ยื่นให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติ ว่าเข้าข่ายการถือหุ้นในกิจการสื่อหรือไม่ .

 

 

โดยหนึ่งในนั้น ปรากฏชื่อของ นายพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท วี พี แอโร่เทค จำกัด จำนวน 588,500 หุ้น หุ้นละ 100 บาท และเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งได้จดวัตถุประสงค์ข้อ 19 ระบุไว้ว่า “ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย  และออกหนังสือพิมพ์

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวผ่านทางเฟสบุ๊ค “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ของนายพีระพันธ์ ได้ชี้แจ้งกรณีดังกล่าว ระบุว่า...บริษัทที่ผมถือหุ้นไม่ได้ประกอบกิจการสื่อใดๆทั้งสิ้น

 

 

ผมทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่าอดีตผู้สมัครส.ส.พรรคการเมืองหนึ่งไปยื่นหนังสือขอให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ตรวจสอบผมว่าอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 เนื่องจากถือหุ้นในบริษัทวีพี แอโร่เทค จำกัด ซึ่งที่ระบุในวัตถุประสงค์การจดทะเบียนประกอบกิจการสื่อนั้น ถึงขณะนี้ผมเองยังไม่ทราบรายละเอียดในคำร้องนั้นและคงต้องรอให้กกต.แจ้งมา

 

ผมไม่ได้กังวลใจอะไร พร้อมที่จะชี้แจงและยืนยันว่าบริษัทวีพี แอโร่เทค จำกัด ไม่ได้ “ประกอบกิจการสื่อ” ใดๆทั้งสิ้น

 

ในความเห็นของผม ผมพูดตามกฎหมาย คำว่าทำกิจการกับมีวัตถุประสงค์นั้นต่างกัน บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อการนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าประกอบกิจการด้านนี้ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติของกระทรวงพาณิชย์กับทนายที่จดทะเบียนในเรื่องนี้ เขาก็จะจดทะเบียนวัตถุประสงค์แบบครอบจักรวาลไว้ก่อน ซึ่งบริษัทแทบทั้งหมดที่จดทะเบียนกับกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ก็จะใช้แบบฟอร์มและวัตถุประสงค์มาตรฐานนี้ แต่เวลาที่จะทำกิจการอันไหน เราก็จะระบุไว้ในเอกสารเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง


 

บริษัทที่ประกอบกิจการในธุรกิจใดๆนั้น จะต้องมีรายได้และรายจ่าย มีบุคลากรในการบริหารกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจนั้นๆ รวมถึงจดทะเบียนภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น

 

ถ้าทำสื่อก็ต้องแจ้งว่าทำธุรกิจสื่อ มีรายได้รายจ่ายอันเกิดขึ้นจากธุรกิจสื่อไหม จ่ายภาษีแบบไหน มีบุลากรทำงานด้านสื่อหรือไม่

 

บริษัทที่ผมถูกกล่าวนี้ว่าประกอบกิจการสื่อนี้เป็นบริษัทผมถือหุ้นมาตั้งแต่ก่อนเข้าการเมือง มีกิจการคือการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่เคยประกอบกิจการสื่อ ไม่เคยทำนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือรายการทีวีใดๆ เคยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ และเมื่ออยู่ในวงการเมืองก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมเพราะไม่มีเวลา จึงยกเลิกการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไป

 

หรือว่าวันนี้การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ถูกนับเป็นกิจการสื่ออีกกิจการหนึ่งครับ

 

 

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า นายพีระพันธ์ อาจจะมาเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รักษาการหัวหน้าพรรค, นายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค และ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน แกนนำคนสำคัญของพรรค อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

-จับตา “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีตรมว.ยุติธรรม “ม้ามืด”..ชิงว่าที่หัวหน้าประชาธิปัตย์ ?
-ขอดูทางลมก่อน! "พีระพันธุ์" ปัดข่าวถอนตัวลงชิงหัวหน้า "ประชาธิปัตย์" 15 พ.ค.นี้ ยันไม่เคยบอกว่าจะลงแข่ง!!
-"พีระพันธุ์"ร่ายยาว โคตรโง่โฮปเวลล์...!! เสียเงินแผ่นดินไป กับความ “โง่” หรือ “แกล้งโง่” ของบรรดาผู้มีอำนาจ
 


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
วิลาสินี แววคุ้ม

ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  ประชาธิปัตย์ 

ติดตามข่าวอื่นๆ