ทางรอด​ ... อันริบหรี่ ​!!  ของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ"

บทความพิเศษ ดร. เวทิน​ ชาติกุล

 

ประเด็นหลัก

-จากฏีกาแพ่ง​ การโอนหุ้นจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นท่านั้น

-ศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะมีดุลพินิจตามแนวทางของฏีกาแพ่งหรือไม่?  -หรือศาลจะวินิจฉัยว่าการโอนหุ้นในวันที่​ 8​ ม.ค.​ 2562​ เป็นการดำเนินการย้อนหลัง?

 

1.​ เกี่ยวกับการโอนหุ้นบริษัท*

1.1​ ไม่ทราบขั้นตอนทำให้มีปัญหาฟ้องร้อง
ปัจจุบันมีการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกัน ผู้ถือหุ้นหลายคนยังไม่ทราบขั้นตอนการโอนหุ้น และแบบของการโอนหุ้น ทำให้มีปัญหาฟ้องร้องกันในชั้นศาลเป็นจำนวนมาก

 

1.2​ ควรมีหนังสือ​ ให้ถือหุ้นแทน​ หรือ โอน
ยังไม่รวมถึงการที่บิดามารดาโอนหุ้นให้ลูกจำนวนมาก หลังจากนั้น ก็มาฟ้องขอหุ้นคืน​ หากบิดามารดาต้องการให้บุตรถือหุ้นแทนก็ควรจะมีหนังสือตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าให้ถือหุ้นแทนเท่านั้นไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ขาด

 

1.3​ หุ้น​ ครอบครองเกิน​ 5​ ปี​ แม้ไม่ชอบด้วยกฏหมาย​ได้กรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์
การโอนหุ้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายถ้าครอบครองเกิน 5 ปีผู้ครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

 

 

2.​ ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับการโอนหุ้น*

2.1​ คำพิพากษาฎีกาที่ 1127/2521 (กรณีการโอนหุ้นที่ไม่ได้ระบุหมายเลขหุ้น)
ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 บังคับว่าการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อในใบหุ้นต้องแถลงเลขหมายหุ้นซึ่งโอนกันลงในตราสารการโอนด้วยนั้น ก็เพื่อว่าถ้าผู้โอนมีหุ้นหลายหุ้นและต้องการโอนเพียงบางหุ้น ก็ให้ระบุเลขหมายหุ้นที่โอนไป เพื่อจะรู้ได้แน่นอนว่าหุ้นใดยังอยู่หรือโอนไปแล้วเท่านั้น

 

แต่ในกรณีที่ผู้โอนต้องการโอนหุ้นทั้งหมดดังคดีนี้เพียงแต่ระบุในเอกสารการโอนว่าขอโอนหุ้นทั้งหมดให้แก่ผู้รับโอน ก็ถือได้ว่าเป็นการแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันแล้ว

2.​2​ คำพิพากษาฎีกาที่ 2451/2551 (กรณีการโอนหุ้นที่ยังไม่ได้ออกใบหุ้น) หุ้นที่ยังไม่ได้ออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่เป็นหุ้นที่มีหลายเลขใบหุ้นแล้ว การซื้อหุ้นดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง

2.3​ คำพิพากษาฎีกาที่ 11883/2554 (กรณีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์) การซื้อขายหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งซึ่งต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม

 

ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง เพียงกำหนดแบบของการโอนหุ้นที่มีหลักฐานการโอนที่แน่นอนเท่านั้น หาใช่แบบของการซื้อขายหุ้น ... ผู้ซื้อหุ้นที่มิได้โอนหุ้นให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าวยังไม่อาจอ้างว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและไม่อาจใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เท่านั้น หาทำให้การซื้อขายหุ้นตกเป็นโมฆะไม่?

 

 

2.4​ คำพิพากษาฎีกาที่ 5873/2546 (กรณีการโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกได้)
การโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนชื่อและสำนักของผู้รับโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสาม

เมื่อโจทก์รับว่าการโอนหุ้นให้แก่ ม. มิได้จดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของ ป. ในทะเบียนผู้ถือหุ้นจึงยังคงปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุว่ามีการโอนหุ้นไปแล้วยันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้

 

โจทก์ต้องนำเงินปันผลจากหุ้นของ ป. มาคำนวณรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

2.​5​ คำพิพากษาฎีกาที่ 14225/2558 (กรณีการโอนหุ้นโดยความรู้เห็นของบริษัท)
จำเลยที่ 1 และ ป. ทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามในวันที่ 1 ตุลาคม 2547 เมื่อหุ้นดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 และ ป.

โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทก็ทราบเรื่องดังกล่าวดีตั้งแต่วันนั้น ถือว่าบริษัททราบเรื่องการโอนหุ้นดังกล่าวแล้ว

 

โจทก์ร่วมทั้งสามใช้ยันกับบริษัทได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว​ แม้จะไม่ได้มีการจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทก็ตาม และเป็นหน้าที่ของกรรมการบริษัทดังกล่าวที่จะต้องไปจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น  เมื่อบริษัทมีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นย่อมมีผลให้โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ได้รับแจ้งให้เข้าร่วมประชุมด้วย

และที่ประชุมก็มีมติให้แก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการแบ่งประเภทของหุ้น และกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียหายเนื่องจากไม่สามารถคัดค้านเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัทดังกล่าวได้

 

 

โจทก์ร่วมทั้งสามย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงในกรณีนี้ที่จะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวได้ 

3.​ ตัวบทกฎหมายอ้างอิง*

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์​มาตรา 1129

อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น ซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ

 

อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย การโอนเช่นนี้จะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น  การโอนหุ้นควรทำเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้น และต้องมีการชำระเงินค่าหุ้นให้ครบถ้วนก่อนจึงจะลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น มิฉะนั้น อาจเสียหุ้นไปโดยไม่ได้เงินค่าหุ้น.

 

 

4.​ ความข้องเกี่ยวกับกรณีการโอนหุ้น​ วี-ลัค​ ของธนาธร

4.1​ กกต.มีมติคำร้องมีมูล​ หมายความได้สองอย่างคือ
กรณีที่​ 1​ มีการโอนหุ้นกันจริงในวันที่​ 8​ ม.ค.2562​ แต่มาแจ้งอย่างเป็นทางการในวันที่​ 21​ มี.ค.​2562​ ยังถือว่าธนาธรยังคงเป็นผู้ถือครองหุ้นต่อบุคคลภายนอกจนถึงวันที่​ 21​ หรือไม่?

4.2​ ไม่มีการโอนหุ้นกันจริงในวันที่​ 8​ ม.ค.2562​ (หรือ​ ข้อสงสัยเรื่องทำเรื่องโอนหุ้นย้อนหลัง)​


ซึ่งความเป็นไปได้มี​ 3​ แนวทางคือ​

แนวทางที่​ 1​ ยอมรับว่า​แม้ธนาธรโอนหุ้นตั้งแต่วันที่​ 8​ มกราคม​ 2562​ จริง​ แต่ถือว่ามีผลเฉพาะคู่กรณีหรือคนใน​ ซึ่งก็ต้องมานับสำหรับคนนอก(เช่น​ กกต.) จะนับว่ามีผลคือในวันที่​ 21​ มีนาคม​ 2562​ ที่บริษัทไปแจ้งอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น​ กรณีนี้​ ธนาธรไม่รอด​ ทั้งไม่ได้เป็น​ ส.ส.​ ทั้ง​ถูกตัดสิทธิ์​ 20​ ปี​ และดีไม่ดีอาจติดคุกด้วย

แนวทาง​ที่​ 2​ ยอมรับว่าธนาธรโอนหุ้นตั้งแต่​วันที่​ 8​ มกราคม​ 2562​ ถึงแม้จะมาแจ้งกันอย่างเป็นทางการในภายหลัง​ แต่​รับฟังได้ว่า "ตัวธนาธร" ไม่ได้ถือสิทธิในหุ้นนั้นมาตั้งแต่วันที่​ 8​ มกราคม​ 2562​ แล้ว​ กรณีนี้​ ธนาธรก็จะไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม​ และได้ไปต่อ​

 

 

แนวทางที่​ 3​ ไม่ยอมรับว่ามีการโอนหุ้นในวันที่​ 8​ มกราคม​ 2562​ ด้วย​ "ข้อสังเกตุ" สารพัดสารพันที่ปรากฏขึ้น​ อันนี้จะหนักคือ​ ผิด​ ถูกตัดสิทธิ์ไม่พอ​ ยังทำข้อมูล​เอกสารเป็นเท็จขึ้นมาด้วย

 

สำหรับแนวทางที่​ 1​ มีข้อกฏหมายอื่นที่ต้องพิจารณาประกอบไปด้วยคือ

1.​ การตัดสิทธิ์รับสมัครส.ส.(ใบส้ม)​ กม.ระบุไว้ว่าเป็นอำนาจของกกต.ในกรณีผู้รับสมัครส.ส.แบบเขต​ ส่วน​ ธนาธร​ เป็นส.ส.บัญขีรายชื่อ​ ต้องมีข้อวินิจฉัยทางกฏหมายออกมา

2.​ ถ้าเป็นคดีทางแพ่ง​ ฏีการะบุชัดเจนว่า​ ธนาธรผิดแน่นอน​ แต่นี่เป็นคดีการเลือกตั้ง​ ซึ่งขึ้นกับดุลพินิจของศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้งว่าจะวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างไร​ ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นไปตามฏีกาทางแพ่ง​ ธนาธร​ ก็ไม่รอด​ ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นอื่น​ ธนาธรก็มีสิทธิ์รอด​

แต่ถ้าศาลฯวินิจฉัยในแนวทางที่​ 3​ (โอนย้อนหลัง)​ อันนี้จะหนักเลย​ เพราะมีเรื่องหลักฐานเท็จเข้ามาเกี่ยวข้อง  ธนาธร​ ยังมีสิทธิ์รอด​ แม้จะน้อยเต็มทีก็ตาม

ข้อสังเกต .... แม้​ กม.ไม่ได้กำหนดหรือระบุว่าหลังโอนต้องไปแจ้งในทันที​ แต่เมื่อเห็นว่า​เป็นเรื่องที่สำคัญและมีผลต่อคุณสมบัติผู้สมัคร.ส.ส.​ ทำไมถึงไม่รีบไปแจ้งการโอนหุ้นให้เรียบร้อยก่อนวันรับสมัคร​ (มีเวลาประมาณ​ 1​ เดือน)​ แต่ปล่อยให้ล่วงเลยมาถึงวันที่​ 21​ มี.ค.​ 2562​ แม้จะอ้างว่ามีหนี้​ 11​ ล้านที่ต้องตามก่อนตะปิดบริษัท​​ แต่จริงๆก็สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันรับสมัครได้หรือไม่​ ถ้ารู้ว่าจะมีผลกระทบต่อคุณสมบัติผู้สมัคร.ส.ส.

 

 

*ไม่เกี่ยวกับกรณีของธนาธร​ แต่เป็นข้อมูล​ ข้อเท็จจริงเพื่อให้ทราบแนวทางพิจารณาตามข้อกฏหมาย​
*เป็นข้อเขียนของผู้รู้ทางกฏหมาย​ เครดิตเป็นของผู้เขียน​ ขออภัยที่ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : พรรคอนาคตใหม่  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 

ติดตามข่าวอื่นๆ