อย่าเพิ่งมั่นใจบริสุทธิ์!! เปิดพ.ร.บ.เลือกตั้ง “ธนาธร” โอนหุ้น “วี-ลัค มีเดีย” กกต.ต้องนำพิสูจน์ในศาลรธน.

ถือเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองหนักหน่วง  ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข่าวการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลไปแล้วเวลานี้   สำหนับเส้นทางการเมืองของ “ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ”  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  สืบเนื่องจากการถือครองหุ้นสื่ออย่าง บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด   เนื่องจากแนวโน้มการตั้งรัฐบาลเวลานี้ต้องถือว่ายุติชั่วคราว เนื่องจากคะแนนเสียงของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในจุดที่ไม่อาจทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองได้  

 

 

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำก็คือบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยสถานการณ์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98  และ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42   ซึ่งระบุถึงข้อห้าม  บุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   โดยเฉพาะเนื้อความในวงเล็บ  (3)  ระบุชัดเจนถึงข้อห้าม สำหรับบุคคลที่เข้าข่าย   การเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

 

ขณะที่กรณีของนายธนาธร  ถูกสืบเสาะโดยสำนักข่าวอิศรา พบข้อมูลน่าสงสัยว่าการถือครองหุ้นของนายธนาธร  จะเข้าข่ายการกระทำผิดหรือไม่  เนื่องจาก  1. นายธนาธร และ นางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ  ผู้เป็นภรรยา  โอนหุ้นจำนวน  675,000 หุ้น  

หรือ คิดเป็นสัดส่วน 15%  และ 225,000 หุ้น  คิดเป็น 5%   ตามลำดับ ไปให้นางสมพร  จึงรุ่งเรืองกิจ    มารดาของนายธนาธร    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม  2562   หรือก่อนจะมีการเลือกตั้งเพียง 3 วัน   และประการสำคัญถือเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังการรับสมัครเลือกตั้ง ในวันที่  4 กุมภาพันธ์  2562

 

 

ประการที่ 2  แม้ว่านายธนาธรจะโพสต์ตอบโต้  ผ่านข้อความและแสดงเอกสารประกอบการโอนหุ้น  ผ่านทวิตเตอร์  ระบุว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อาจทำให้ขาดคุณสมบัติการลงเลือกตั้ง  ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน  เนื่องจากมีการโอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8  มกราคม 2562 ที่ผ่านมา  หรือ  1 เดือนก่อนการยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง 

 

แต่ด้วยการไม่มีการชี้แจงกรณีดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา  เหมือนหลาย ๆ ข้อกล่าวหาที่ผ่านมา  ก็ทำให้เกิดกรณีการขุดคุ้ย  และกลายเป็นข้อคำถาม  ประเด็นที่ 3  ด้วยการตรวจพบว่า  มียื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น   บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  เมื่อวันที่ 22  มีนาคม 256

โดยนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ  กรรมการ  ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัท  พร้อมแจ้งกรรมการลาออก 1 คน  คือ  นางรวิพรรณ  จึงรุ่งเรืองกิจ   ทำให้จากเดิมมีกรรมการ 3 คน คงเหลือกรรมการเพียง  2 คนคือ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ และ   น.ส.รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ

 

 

แต่ประหลักที่กำลังกลายเป็นจุดน่าสังเกต และถูกนำไปขยายต่อว่าอาจเป็นเงื่อนปมผูกมัดตัวนายธนาธร ก็คือ เอกสารการยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการดังกล่าว ซึ่งมีการแนบเอกสารคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด   พร้อมระบุข้อความว่า      บริษัทฯได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น  ครั้งที่ 1/2562  เมื่อวันที่ 19  มีนาคม 2562   ณ บ้านเลขที่ สนามไดร์ฟกอล์ฟเบอร์ดี้ไฟว์ ห้องประชุมชั้น 2 เลขที่ 43/10 ม.6 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

โดยมีกรรมการ/ผู้ถือหุ้นเข้าประชุม จำนวน 10 คน  และมีนางสมพร  จึงรุ่งเรืองกิจ  ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม  พร้อมกับยังแสดงรายละเอียดด้วยว่าได้มีการบอกกล่าวนัดประชุม วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2562  ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4   มีนาคม  2562   โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ/ส่งมอบให้แก่ตัวผู้ถือหุ้นแล้ว

 

รวมถึงยังมีการระบุเป็นรายละเอียดในหนังสือนัดหมายการประชุม  ด้วยว่า  ได้มีหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการ ของนางรวิพรรณ ลงวันวันที่ 18  มีนาคม  2562  โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19  มีนาคม 2562   นับแต่บริษัทได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 มีนาคม  2562

 

และด้วยสาระสำคัญตรงนี้จึงเกิดข้อคำถามจากการที่อ้างถึงการลาออกของกรรมการ  2 คนแล้ว  คือ นายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  และ  นางวริพรรณ  จึงรุ่งเรืองกิจ   แต่เหตุใดในการประชุมบริษัท วี-ลัค มีเดีย   จึงยังคงจำนวนรายชื่อ  จำนวนผู้เข้าประชุม   จำนวน 10 คน  ทั้ง ๆ ที่นายธนาธรอ้างว่ามีการลาออกจากกรรมการบริษัทแล้วตั้งแต่วันที่ 8  มกราคม 2562   และยิ่งทำให้ข้อกังขาเรื่องการโอนหุ้นของนายธนาธร   มีข้อเคลือบแคลงมากยิ่งขึ้น  ว่าเกิดขึ้นก่อนหรือหลังสมัครรับเลือกตั้ง วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องผู้นำที่ฝากความหวังไม่ได้! "สุวินัย" ล้วงกำพืด "ธนาธร" ไม่ซื่อตรงการรับรู้โลก บิดเบือนความจริงเพื่อให้ "อนาคตใหม่" ชนะการเลือกตั้ง!

ดังนั้นถ้า  นายธนาธร และ นางรวิพรรณ  โอนหุ้นให้นางสมพรจริง ตั้งแต่วันที่ 8  มกราคม 2562 ตามคำกล่าวอ้างของนายธนาธร  เหตุใด บริษัท วี-ลัค มีเดีย   จึงกลับระบุว่า  ในการประชุม  ผู้ถือหุ้นวันที่ 19  มีนาคม 2562   ที่มีวาระเรื่องการแจ้งลาออกจากกรรมการของนางวิรพรรณ  ยังคงมีกรรมการ/ผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม จำนวน 10 คน  ทั้ง ๆ ที่ควรจะเหลือกรรมการ/ผู้ถือหุ้น  8  คน เข้าร่วมประชุม

เนื่องจากนายธนาธรและภริยา ไม่ได้เป็นกรรมการ  ล่าสุด  วันที่ 29 มีนาคม 2562  นายธนาธร  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่   ยอมเปิดปากชี้แจงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก  โดยย้อนไปถึงลักษณะธุรกิจของ

 

"ผมยืนยันว่าได้ขายหุ้นคืนให้คุณสมพรแล้ว อีกทั้งวันที่ 19 มีนาคม ผมมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าไม่ได้เข้าร่วมประชุม เพราะติดลงพื้นที่หาเสียงที่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และ จังหวัดกระบี่ ดังนั้นกระบวนการที่เผยแพร่และอาจมีการตรวจสอบอีกครั้งหลังจากนี้ผมไม่มีปัญหา พร้อมยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัทดังกล่าวแล้ว" ก่อนจะอ้างว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 

จึงมีการเลิกจ้างพนักงาน  ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2561 และทางผู้ถือหุ้นก็มีมติปิดกิจการแล้ว  โดยบริษัทได้หยุดการปฏิบัติการไปตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561   ดังปรากฏข้อมูลในส่วนของงบการเงินตั้งแต่ปี 2562 ว่าบริษัทไม่มีรายรับใดๆ ทั้งสิ้น

 

ทั้งนี้นายธนาธร  ยังอ้างในระหว่างนำสื่อมวลชนเข้าไปยัง  บริษัท วี-ลัค มีเดีย   ด้วยตัวเองว่า  เมื่อรับรู้เกี่ยวกับปัญหาการดำเนินธุรกิจ   ตนเองก็ทำเรื่องขายหุ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562  ซึ่งก็ขอย้ำว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไร   เพียงแต่เรื่องเอกสารสำนักงานทั้งหมด  ได้โอนย้ายไปที่สำนักงานธุรการส่วนตัวของ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ   

ซึ่งตนไม่รู้ว่าเอกสารเรื่องการปิดบริษัท  การโอนหุ้นจะไปยื่น  วันไหน  ก่อนการเลือกตั้งกี่วัน  ยืนยันได้แค่ว่าบริษัทได้ปิดตัวไปนานแล้ว  และประเด็นสำคัญคือการซื้อขายหุ้น กับการจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นคนละเรื่องกัน  โดยไม่ได้มีการบังคับใดๆ ว่าจะต้องทำทุกครั้งอย่างที่เข้าใจ

 

 

"ผมยืนยันว่าได้ขายหุ้นคืนให้คุณสมพรแล้ว อีกทั้งวันที่ 19 มีนาคม ผมมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าไม่ได้เข้าร่วมประชุม เพราะติดลงพื้นที่หาเสียงที่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และ จังหวัดกระบี่ ดังนั้นกระบวนการที่เผยแพร่และอาจมีการตรวจสอบอีกครั้งหลังจากนี้ผมไม่มีปัญหา พร้อมยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัทดังกล่าวแล้ว"

 

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีประเด็นให้ต้องเกาะติดต่อไป  เนื่องจากการชี้แจงของนายธนาธร  เกิดขึ้นหลังจากกรณีนี้เป็นข่าวใหญ่มานานหลายวัน   และเอกสารต่าง ๆ  ที่ทางสำนักข่าวอิศรานำเสนอก็มีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอให้สาธารณชนเกิดข้อสงสัย      และ สมควรที่กกต.จะนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง  ตามรายละเอียดคำร้องตั้งแต่  วันที่ 25  มีนาคม 2562  โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ชัดเจน!! "คำนูณ" ชี้ ปมหุ้นธนาธร ให้กกต.สอบ หากผิดส่งศาลตัดสินทันที!


เรื่องขอให้มีการวินิจฉัยคุณสมบัติของ  นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ   หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  สืบเนื่องจากโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ จำนวน 900,000 หุ้น มูลค่า 9 ล้านบาท

โดยนายศรีสุวรรณ  ระบุว่า  การกระทำของนายธนาธร อาจเข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 42 (3) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ถือได้ว่า เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

 

เนื่องจากมีข้อมูลการถือหุ้นในธุรกิจสื่อ   ตามข้อเท็จจริงว่า  เมื่อวันที่ 6  กุมภาพันธ์  2562  นายธนาธร ได้ยื่นหลักฐานต่อ กกต.  ปรากฏชื่อในตราสารโอนหุ้นระหว่างนายธนาธร กับนางสมพร  ตั้งแต่วันที่ 8  มกราคม 2562   แต่รายงานการส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 มีนาคม  2562  จึงไม่สามารถบอกได้ว่า การโอนหุ้นจริงเกิดขึ้นเมื่อใด และบริษัททำการจดแจ้งลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเมื่อใด

 

 

นายศรีสุวรรณ  แสดงรายละเอียดเพื่อการนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่า  การยื่นหลักฐานดังกล่าว  ต้องสอดคล้องกับหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินบุคคลธรรมดา  เป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี  นับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ  

ว่ามีขั้นตอนดำเนินการเรียบร้อย ก่อนวันที่ 6  กุมภาพันธ์  2562 แล้วจริงหรือไม่   มีการจ่ายเงินค่าหุ้นจริงหรือไม่ และหากมีได้ชำระภาษีถูกต้องแล้วหรือไม่  เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่ตรงตามหลักฐานที่นายธนาธรยื่นต่อ กกต. เมื่อวันที่ 6  กุมภาพันธ์   2562 ซึ่งเป็นวันที่นายธนาธรยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 

 

และก็เป็นไปตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.  มาตรา 53  ซึ่งระบุว่าก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง  หากผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

 

มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและผู้สมัครผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลําดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัย ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้สมัครผู้นั้นมีเหตุดังกล่าว ให้มีคําสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นและสั่งให้ดําเนินการเลือกตั้งใหม่ ในกรณีนี้มิให้นําคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับไปใช้ในการคํานวณตามมาตรา 128

 


ส่วนกรณีตามวรรคหนึ่งหากผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามได้คะแนนไม่อยู่ในลําดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง มิให้นําคะแนนที่ผู้สมัครนั้นได้รับไปใช้ในการคํานวณ ตามมาตรา 128

ในกรณีตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่า  ตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว และดําเนินการต่อไปตามมาตรา 138

มาตรา 54 กรณีที่พบเหตุตามมาตรา 53  ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง และผู้นั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง  ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยในกรณีตามวรรคหนึ่ง หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง "อุ๊ หฤทัย" กล่าวเปิดใจ ยินดีให้ธนาธรเป็นนายกฯ แต่ต้องกตัญญูแผ่นดิน (คลิป)

หรือไม่แจ้งข้อความจริงนั้น ให้ถือว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น  มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ให้นําความในมาตรา 131 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว  หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

 


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : เลือกตั้ง62  พรรคอนาคตใหม่  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  โอนหุ้น 

ติดตามข่าวอื่นๆ