เข้าหัวรึยัง? ... งานนี้มีคนเงิบหนัก! กองทัพแจงยิบ ลบทุกคำครหา งบกระทรวงกลาโหม มีที่มาที่ไปชัดเจน!

"หนักแผ่นดิน" หนึ่งในเพลงปลุกใจที่คนไทยต่างรู้จักกันดี  แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 44 ปี ก็หวนกลับมาฮิตอีกครั้ง อันเนื่องมาจากประโยคเด็ดที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ว่า “เพลงอะไรที่กำลังฮิตตอนนี้ ก็เพลงหนักแผ่นดินไง” กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2562 หลังจากที่ “หญิงหน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ปราศรัยเสนอนโยบายตัดงบกลาโหม 10% และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร  โดยเธออ้างว่า "คณะทำงานด้าน เศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยได้ศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ที่แต่ละปี ได้ขออนุมัติงบเป็นจำนวนมาก ในปี 2561 และ ปี2562 ได้รับงบประมาณ กว่า2 แสน 2 หมื่น ล้านบาท"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เพื่อไทยพรรคขี้โกง? ย้อนคดีจำนำข้าว เรียนเจ๊หน่อย! ก่อนจะช่วยบริหารประเทศ ช่วยทวงเงิน"ยิ่งลักษณ์"มาคืนปชช.ด้วย!

บิ๊กแดงไล่เพื่อไทยฟังเพลงหนักแผ่นดิน หลังหาเสียงตัดงบกห.-เลิกเกณฑ์ทหาร

 

 
นอกจากนี้ "คุณหญิงสุดารัตน์" ยังกล่าวอีกด้วยว่า ไม่ใช่เพียงพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวที่ต้องการปฏิรูปกองทัพและยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แต่หากไปดูนโยบายของพรรคการเมืองอื่น ที่ใช้ในการหาเสียงจะพบว่า ทุกพรรคมีความต้องการคล้ายกัน จึงอยากให้บุคคลที่ออกมาตำหนิ กลับไปเปิดดูนโยบายของพรรคการเมืองเหล่านั้น เสียงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

 


ต่อกรณีดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพาษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กระทั่งวันที่ 18 ก.พ. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "พลเอกอภิรักษ์ คงสมพงษ์" ผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมาเป็นประธานวันสถาปนากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมทั้งได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆ เมื่อถามถึงกรณีพรรคเพื่อไทยปราศรัยหาเสียงหากได้เป็นรัฐบาลก็เตรียมที่จะตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม รวมทั่งการยกเลิกเกณฑ์ทหารด้วย ซึ่ง ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวสั้นๆว่า ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน ตอนนี้เพลงนี้กำลังฮิต

 

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าแนวคิดการลดงบประมาณทางการทหารและกองทัพที่แสดงออกอย่างชัดเจนนั้น คือพรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทย ด้วยพยายามยกอ้างว่า มีการเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมมากอย่างไม่ปรากฎมาก่อน และมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจหรือปากท้องของประชาชน อย่างไรก็ตามจากข้อมูลอันเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อย้อนกลับไปตในปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร บริหารประเทศ พบว่างบประมาณกระทรวงกลาโหม คิดเป็น 7.63% ของงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งหมด 

 


ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นดังกล่าวทำให้มีบางกลุ่มแสดงความเห็นเชิงลบต่อกองทัพ และบานปลายถึงการสืบค้นข้อมูลด้านงบประมาณกลาโหมที่บิดเบือนจากความจริง ด้วยเพราะ ตามข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ จากตัวเลขปรากฏว่ากับรัฐบาล คสช. ที่ถูกโจมตีมาตลอดว่ามีการอัดฉีดงบฯ แต่กลับพบว่าคิดเป็น 7.6% ของงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งหมดเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการเพิ่มงบฯขึ้นไปถึง 8-9% จากข้อมูลทั้งหมดทำให้สรุปในเบื้องต้นได้ว่า แม้กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณสูงขึ้นทุกปี แต่งบประมาณรายจ่ายของทุกปีก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เช่นเดียวกับงบประมาณของกระทรวง กรม ต่างๆที่เพิ่มขึ้นไปตามสัดส่วนเดียวกันทั้งสิ้น

 

 

สำหรับรายละเอียดทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

งบประมาณกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน และช่วงที่รัฐบาลต่างๆเข้าบริหารประเทศมีรายละเอียดดังนี้
 ปี 47 ได้งบ 7.85 หมื่นล้าน  คิดเป็น 7.63% ของงบรวม 1.028 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 1.9 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 4.51 หมื่นล้าน               ปี 48 ได้งบ 8.12 หมื่นล้าน คิดเป็น 6.76% ของงบรวม 1.2 ล้านล้าน  ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 2.03 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 4.50 หมื่นล้าน
 ปี 49 ได้งบ 8.59 หมื่นล้าน คิดเป็น 6.316% ของงบรวม 1.36 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 2.25 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 5.265 หมื่นล้าน
 ปี 50 ได้งบ 1.15 แสนล้าน คิดเป็น 7.37% ของ งบรวม 1.56 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 2.82  แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 6.228 หมื่นล้าน

 


ปี 51 ได้งบ 1.43 แสนล้าน คิดเป็น 8.61% ของงบรวมที่มี 1.66 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 3.010 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 6.543 หมื่นล้าน
ปี 52 ได้งบ 1.701 แสนล้าน คิดเป็น 9.27% ของงบรวม 1.835 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 3.322 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 7.090 หมื่นล้าน          ปี 53 ได้งบ 1.540 แสนล้าน คิดเป็น 9.06% ของงบรวม 1.7 ล้านล้านขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 3.467 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 7.162 หมื่นล้าน              ปี 54 ได้งบ 1.685 แสนล้าน คิดเป็น 8.14% ของงบรวม 2.07 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 3.911 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 8.690 หมื่นล้าน
ปี 55 ได้งบ 1.686 แสนล้าน คิดเป็น 7.08% ของงบรวม 2.38 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 4.204 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 9.199 หมื่นล้าน

 

ปี56 ได้งบ 1.804 แสนล้าน คิดเป็น 7.52% ของงบรวม 2.4 ล้านล้าน  ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 4.604 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 9.978 หมื่นล้าน            ปี57 ได้งบ 1.838 แสนล้าน คิดเป็น 7.28% ของ งบรวม 2.525 ล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 4.827 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 1.06 แสนล้าน
ปี58 ได้งบ 1.92 แสนล้าน คิดเป็น 7.45% ของงบรวม 2.575 ล้านล้าน  ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 5.01 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 1.09 แสนล้าน            ปี59 ได้งบ 2.06 แสนล้าน คิดเป็น 7.57% ของงบรวม 2.720 ล้านล้าน  ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 5.17 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 1.23 แสนล้าน
ปี60 ได้งบ 2.135 แสนล้าน  คิดเป็น 7.30% ของงบรวม 2.923 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 5.139 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 1.311 แสนล้าน

 

 ปี 61 ได้งบ  2.22 แสนล้าน คิดเป็น 7.65% งบรวม 2.9 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ 5.109 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 1.361 แสนล้าน 
 ปี 62 ได้งบ 2.27 แสนล้าน  คิดเป็น 7.6% งบรวม 3 ล้านล้าน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ  4.89 แสนล้าน และกระทรวงสาธารณสุข 1.35 แสนล้าน 

 


 


ต่อกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าทางกระทรวงกลาโหมก็มิได้นิ่งดูดายต่อกระแสดังกล่าว ด้วยเพราะล่าสุด วันที่ 21 กุมภาพันธ์  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงกลาโหม "พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์" โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงชี้แจงงบประมาณกระทรวง และยืนยันว่า กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานความมั่นคงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 กำหนดให้มีภารกิจป้องกันประเทศ รักษาความมั่นคงภายในประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ พัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชน อีกทั้งยังทำงานในบทบาทสนับสนุนรัฐบาลด้วย เช่นการแก้ไขปัญหายาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า และการลักลอบนำเข้าของผิดกฎหมายพืชผลการเกษตร

 

 

 

และกล่าวเพิ่มเติมว่าขนาดกองทัพเติบโตมาจากภัยคุกคามต่างๆ ซึ่งสมัยก่อนมีคอมมิวนิสต์ รัฐบาลในสมัยนั้นจึงกำหนดให้มีกำลังทหารมากขึ้นโดยเพิ่มอัตราการเกณฑ์ทหารมากขึ้น โดยที่สังคมจะเป็นตัวกำหนดขนาดของกองทัพเพื่อตอบสนองภัยคุกคามทำให้กองทัพมีขนาดใหญ่มากขึ้น จึงต้องมีการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งกองทัพไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากกระทรวงอื่น มีขั้นตอนดำเนินการตามกระบวนการวิธีพิจารณางบประมาณเช่นเดียวกับทุกกระทรวงที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลและรัฐสภาที่มีคณะกรรมาธิการเป็นผู้กลั่นกรองเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณ

 


อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทั้งหมดทั้งมวลที่ได้เสนอมาข้างต้น ก็เป็นที่ประจักษ์ถึงความจริงและความบริสุทธิ์แล้ว เนื่องจากมีการแจกแจงให้เห็นถึงความจำเป็นและประโยชน์ที่กองทัพนำไปใช้ ไม่ได้เป็นอย่างที่ขั้วตรงข้าม กล่าวหาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้ประชาชนทุกคนเสพข่าวกันอย่างมีสติด้วยค่ะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฉันมาทำไรที่นี่..? "โอ๊ค" มึนหนัก โพสต์ภาพหาเสียงบน IG แต่ไม่รู้ว่าอยู่จังหวัดอะไร??

“โอ๊ค” สลัดคราบผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน! นำทัพ “พรรคเพื่อไทย” เยือน “ขอนแก่น” ขอพรศาลหลักเมือง หวังชนะศึกเลือกตั้ง?

"โอ๊ค" กลัวไม่ได้เลือกตั้ง ? สอด อย่าออกไปไล่นายกฯ เดี๋ยวจะอ้างความวุ่นวาย...ใครก็รู้เลือกตั้ง 24 มี.ค. !

“สุดารัตน์”เข้าทาง “โอ๊ค-พานทองแท้” ..อาจเป็นโอกาสสุดท้ายขว้าง ชัชชาติ ขึ้นเบอร์ 1 ลิสต์ นายกฯเพื่อไทย???


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา

ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : หนักแผ่นดิน  กระทรวงกลาโหม  อภิรัชต์ คงสมพงษ์  สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  งบประมาณ  พรรคเพื่อไทย 

ติดตามข่าวอื่นๆ