ทษช.ถลำลึก!อ้างตามประสงค์ ทั้งที่ไตร่ตรองได้ ทำสถาบันเสียหาย???

หลายคนบอกว่าดูคำชี้แจงของพรรคไทยรักษาชาติ ต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ยิ่งถลำลึกไปแบบกู่ไม่กลับแล้วจริงๆ นั่นเพราะแม้ว่าจะปรากฏหลักฐานชัดเจนแล้วว่า พรรคได้กระทำเรื่องราวที่มิบังควรอย่างยิ่ง เป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในพระราชโองการที่ประกาศออกมา ซึ่งหากใครที่สำนึกบริสุทธิ์ใจย่อมรู้ว่า สิ่งที่สื่อออกมามีความหมายที่ระบุชัดไม่ต้องตีความอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่กับเนื้อหาคำชี้แจงที่ทนายฝ่ายกฎหมายพรรคไปยื่นต่อศาล ยิ่งทำให้รับรู้ถึงพฤติกรรมที่ไม่สมควร แม้จะอ้างถึงประสงค์และยินยอมก็ตาม หากแต่ด้วยสามัญสำนึกย่อมไตร่ตรองได้ว่าอะไรควร-ไม่ควร??? เพราะเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วท้ายที่สุดสถาบันที่เป็นฝ่ายเสียหายนั่นเอง!!!

 

นายสุรชัย ชินชัย ทนายความพรรคไทยรักษาชาติ ได้ยื่นหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวของกกต.ที่ขอให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสำหรับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของพรรคไทยรักษาชาตินั้นมีรวม 20 หน้า 8 ประเด็นดังนี้

 

ข้อ 1. การดำเนินกิจการของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นไปตามประกาศอุดมการณ์ นโยบายในการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

ข้อ 2. พรรคฯ ทำตามประสงค์และความยินยอม ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ประกาศพระบรมราชโองการ พ.ศ. 2515 และข้อบังคับพรรค ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี

 

ข้อ 3. พรรคฯ เข้าใจโดยสุจริตว่าการเสนอชื่อดังกล่าว ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88, 89 และ พรป. เลือกตั้งส.ส. มาตรา 13 และ 14 ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

ข้อ 4. เมื่อมีพระราชโองการวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 23.00 น. ภายหลังที่พรรคได้แจ้งรายชื่อบัญชีนายกฯ ไปแล้วเมื่อเวลา 9.00 น. พรรคฯจึงได้แถลงโดยทันทีในวันรุ่งขึ้น เพื่อน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ด้วยความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ เป็นการแสดงเจตนารมณ์โดยชัดเจนว่าพรรคฯไม่ติดใจในการเสนอชื่อนายกฯ

 

 


 

 

ข้อ 5. การกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88 และมาตรา 89 ประกอบมาตรา 87 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 13 และ มาตรา 14 ให้ถือว่าการเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น จึงไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องในทางใดๆ ต่อศาลได้

 

ข้อ 6. พรรคฯ เห็นว่าคำว่า “ปฏิปักษ์” ให้ความหมายว่า ฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของผู้ถูกร้อง ได้กระทำการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นความประสงค์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ที่อาสาเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติ และยินยอมให้ผู้ถูกร้องเสนอชื่อ มิใช่เป็นการแอบอ้างโดยพละการ

 

ข้อ 7. กกต. ไม่มีอำนาจหน้าที่นำพระราชโองการมาขยายความกล่าวหาพรรคฯว่ากระทำผิดตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560คำขอให้พิจารณาวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคนั้น เป็นการขยายความของพระราชโองการที่เป็นโทษ เป็นเรื่องที่มิบังควร และไม่ถูกต้องอย่างยิ่งอันเป็นการนำพระราชโองการมาแอบอ้างใช้อย่างมีเจตนาไม่สุจริตเป็นการกล่าวหาโดยสร้างฐานความผิดใหม่ซึ่งไม่มีฐานกฎหมายใดๆบัญญัติไว้

 

ข้อ 8. มติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ของกกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก กกต.จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และมีพฤติกรรมไม่สุจริต ซึ่งพรรคฯมีหลักฐานนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญและพรรคฯจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการที่พรรคฯ ไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

 

 

พรรคไทยรักษาชาติมีความบริสุทธิ์ใจ ที่จะมุ่งนำเสนอพยานหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ คดีนี้เป็นคดีที่มีข้อกล่าวหาต่อพรรคฯ อย่างรุนแรง ขอศาลรัฐธรรมนูญได้โปรดรับฟังความทั้งสองฝ่ายก่อนมีคำวินิจฉัยใดๆ

 

นั่นคือประเด็นหลักที่แยกย่อยออกมาของคำชี้แจง ซึ่งน่าคิดวิเคราะห์แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะข้อ 2. ที่ว่า พรรคฯ ทำตามประสงค์และความยินยอม ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ประกาศพระบรมราชโองการ พ.ศ. 2515 และข้อบังคับพรรค ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี

 

จากข้อความเนื้อหาในข้อที่2นี้ จะให้แปลความหมายว่าอย่างไร เสียมิได้นอกจากพรรคไทยรักษาชาติ ได้กล่าวอ้างถึงทูลกระหม่อมฯ และจะให้สังคมแปลความหมายว่าอย่างไร ถ้าไทยรักษาชาติคล้ายจะบอกว่า ท่านมีความต้องการที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเองใช่หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ แม้ท่านจะยินยอมตามที่พรรคไทยรักษาชาติกล่าวอ้าง ก็ควรจะต้องมีจิตสำนึกความรับผิดชอบชั่วดีหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นตามประสงค์ แต่พรรคการเมืองที่เสนอตัวอาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชนย่อมีสติปัญญาไตร่ตรองได้ ไม่ใช่จะนำใครก็ได้มา โดยย่อมรู้อยู่แล้วว่าอาจกลายมาเป็นคู่ขัดแย้ง นั่นเองที่จะส่งผลให้สถาบันเกิดความเสียหายได้ เมื่อเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง  ซึ่งหากพรรคไทยรักษาชาติยังไม่เข้าใจ ก็ลองกลับไปดูพระราชโองการใหม่อีกครั้งว่าเป็นอย่างไร

 

 

โดยเมื่อเวลา 22.40 น.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุกและความอยู่ดีกินดีของประชาชน ทรงปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม และนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย ภัยพิบัติ และภัยที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข และดูแลปกป้องประชาชนด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาอย่างมิอาจประมาณได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเคารพรัก และเทิดทูนพระองค์เสมือนด้วยบิดา จึงทรงเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน” โดยแท้จริง

 

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในสถานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นที่รักใคร่ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ตลอดจนเป็นที่เคารพยกย่องของพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ และประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยในการดำรงพระองค์และการประกอบพระกรณียกิจต่างๆ นั้น ทรงปฏิบัติด้วยการถวายงานของข้าราชการในพระองค์ และหน่วยราชการต่างๆ ของหน่วยราชการในพระองค์ตลอดมา การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

 

อนึ่ง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณี การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง และทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดใดมิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ดังนั้นพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประกาศ ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2562 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

 

ทีนี้อยากให้แกนนำและผู้บริหารพรรคไทยรักษาชาติ ได้คิดพิจารณาไตร่ตรองอีกครั้งว่า ในข้อแก้ต่างที่ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณานั้นว่า เป็นการกล่าวอ้างที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือไม่ นั่นเพราะย่อมรู้เจตนาของตนเองเป็นอย่างดีว่ามีความบริสุทธิ์ใจแค่ไหน ถ้าไม่ใช่เพียงเพื่อต้องการผลประโยชน์ที่ได้กับพรรคและพวก โดยไม่คำนึงถึงประชาชน ประเทศชาติ และสถาบันที่ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนไม่ให้เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้!?!

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดหนังสือกกต.ยื่นศาลรธน.ยุบพรรคทษช. ชี้กระทำมิบังควรผิดกม.เป็นปฏิปักษ์การปกครอง

กกต.ยื่นศาลฯชงยุบพรรคทษช.แล้ว!!!

อดีตโฆษกกรธ.ชี้ชัดโทษยุบพรรคทษช.ผลแรง ตัดสิทธิ์การเมืองกก.บริหารตลอดชีวิต    
นับถอยหลัง ‘ยุบ ทษช.’ ต้นไม้..ต้นที่ 4 “ไทยรักไทย” ..ในวันที่ใกล้สูญพันธุ์??

"ทษช" เงิบไหม..? กกต. แจงแล้ว ไม่พบหลักฐานยุบ "พปชร" ชี้ มีแต่คำร้อง!

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ศิริพงษ์ หนูแก้ว

ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

HASTAG : ไทยรักษาชาติ  ศาลรัฐธรรมนูญ  ยุบพรรค 

ติดตามข่าวอื่นๆ