มโนเพ้อพก! ความเป็นไป(ไม่)ได้ในการรัฐประหาร เปิดสัมพันธ์ "พี่น้องรั้วแดงกำแพงเหลือง" "บิ๊กแดง-บิ๊กตู่" กับเอกภาพของกองทัพ!

24 มีนาคม ที่กำลังจะถึงนี้ เป็นวันแห่งการตัดสินใจของคนไทยทั้งประเทศ ที่จะต้องเลือกคนที่ดี และเหมาะสมที่สุดเข้ามาบริหารบ้านเมืองสืบไป เรียกได้ว่าเป็นวันตัดสินอนาคตประเทศชาติก็ว่าได้  ทั้งนี้วันเลือกตั้งยิ่งใกล้เข้ามาทุกทีๆ  ทำให้ช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองไทย ถือว่ากำลังดุเดือด และเผ็ดมันส์ ควรอย่างยิ่งที่จะเกาะติดแบบใกล้ชิด เพราะเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก็ยังเกิดเป็น "ปรากฏการณ์-บิ๊กเซอร์ไพรส์" ให้เห็นช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมถึง คนบางกลุ่มที่ตั้งใจออกมายุโยงปุกปั่น สร้างความวุ่นวายอย่างไม่รู้จบ 

 

เฉกเช่น กรณีมีการปลอมประกาศราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง คสช.ปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ 3 เหล่าทัพ ออกจากตำแหน่ง ซึ่งไม่ใช่ความจริง  ทั้งนี้ เอกสารปลอมดังกล่าว มีการระบุถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ) พ้นจากตำแหน่ง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา  สืบเนื่องจากมีการแชร์คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องให้ข้าราชการพ้นจากตำแหน่ง ระบุว่า "โดยมีความจำเป็นต้องปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในสังกัดกระทรวงกลาโหม ประกอบกับสถานการณ์ในประเทศขณะนี้มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน จึงอาศัยอำนาจในมตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังนี้ 

 


   1. ให้ "พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์"  พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก                                                                                                                     2. ให้ "พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์"  พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ                                                                                                                         3. ให้ "พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน  พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ 

 

โดยให้ผู้บัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามกรอบอัตรากำลังที่กำหนดในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง มาตราการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบ และการกำหนดสอบอัตรากำลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ซึ่งคำสั่งดังกล่าว ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  ทั้งนี้ทางด้านของ "วาสนา นาน่วม" ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื้อหาระบุว่า "ทำเนียบฯ แจงเอกสารคำสั่งหัวหน้าคสช. 2/2562 เด้ง ผบ.เหล่าทัพ พ้นเก้าอี้ เป็นของปลอม...คาดฝีมือ พวกปล่อยข่าวปฎิวัติรัฐประหาร ชี้ คนทำปลอม มีความผิด"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกบิ๊กตู่ ประกาศลั่นไม่เคยเป็นศัตรูกับใคร ขณะผบ.เหล่าทัพ-ขรก.ตบเท้าอวยพรปีใหม่พรึ่บ!!!

 

ล่าสุด วันนี้ 12 กุมภาพันธ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ น.ส.สาวิตรี ชำนาญกิจ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าแจ้งความดำเนินคดี เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด ในการทำเอกสารราชกิจจานุเบกษา คำสั่งหัวหน้า คสช.ปลอม แล้ว

กรณีดังกล่าว สอดรับกรณีที่สร้างความปั่นป่วนของ กลุ่มนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ที่รวมตัวกันกว่า 10 คน นำโดย  นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน  นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ และนักกิจกรรม รวมตัวกันวางนกกระดาษ และจุดเทียนสะท้อนถึงแสงส่องทางให้เดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม และกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี พร้อมชูป้ายเขียนข้อความต่อต้าน หลังเกิดกระแสข่าวลือเรื่องการรัฐประหารตลอดคืนวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมี "นายรังสิมันต์ โรม" ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่เข้าร่วมด้วย จากนั้น "นายพริษฐ์" ยืนอ่านจดหมายเปิดผนึก จากคนรุ่นใหม่ถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ ใจความว่า

 

 

 

 

"ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์บ้านเมืองอึมครึมและเคร่งเครียด มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ระดมกำลังตำรวจควบคุมฝูงชนอย่างผิดสังเกต จนก่อความกังวลว่า อาจมีการก่อรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม นี้ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมา ระบอบทหารได้สร้างความบอบช้ำให้ชีวิตอย่างยิ่ง ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ การปฏิรูปที่ล้มเหลว และพรากสิทธิเลือกตั้งของเรา ทั้งที่อายุถึงเกณจึงขอให้พวกท่านเห็นแก่อนาคตของ นิสิต นักศึกษา ประชาชน ประเทศชาติ โดยไม่ก่อรัฐประหารหรือกระทำการใดให้เลื่อนเลือกตั้ง และต้องสนับสนุนให้การเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. เสรี สุจริตและเป็นธรรม เพื่อพาประเทศกลับคืนสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วฑ์มาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ใช้สิทธิเลือกตั้งสักครั้งเดียว"

 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร บทบาทของกองทัพในห้วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะมองว่ากองทัพเสมือนหนึ่งองคาพยพของสถาบันการเมือง จึงไม่แปลกใจนักที่จะมีการพุ่งเป้าความสนใจไปยัง ผู้บัญชาการทหารบกในทุกวาระ เพราะทางพฤตินัยถือเป็น ผบ. เหล่าทัพที่มีอำนาจมากที่สุด มีกำลังพลในมือมากที่สุด ทุกวาจา ทุกความเคลื่อนไหวย่อมถูกจับตามอง  

 

ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ "บิ๊กแดง" ผบ.ทบ. คนที่ 41 ผู้เข้ารับตำแหน่งในช่วงคาบลูกคาบดอกโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง นับเป็นกรณีศึกษาอันน่าสนใจยิ่ง ด้วยปูมหลังและความสามารถที่เรียกได้ว่าครบเครื่องตามแบบฉบับนายทหารที่เจนจบทั้ง "บู๊" และ "บุ๋น" กอปรด้วยคุณลักษณะทหารอันพึงประสงค์คงความ "เป๊ะ" ทุกกระเบียดนิ้ว ตลอดจนเส้นทางการเติบโตในราชการตามแบบฉบับคอมแมนเดอร์สายวงศ์เทวัญผู้ก้าวย่างบนพรมแดงอย่างมีจังหวะตามท่วงทำนองของว่าที่ ผบ.ทบ. ในอนาคต 

 

 

การขึ้นสู่ตำแหน่ง 5 เสือทบ. ของ "บิ๊กแดง" ในตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.คนที่ 2 ควบคู่กับ "บิ๊กอ้อม" พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน ผช.ผบ.ทบ.คนที่ 1 ทั้งสองถือเป็นแคนดิเดตของ ผบ.ทบ. การโยกย้ายจึงมีผลสะท้อนกลับยังความคิดของประชาชนที่มีต่อ คสช. เป็นอย่างยิ่ง เพราะ "บิ๊กแดง" เป็นนายทหารสายวงศ์เทวัญดาวรุ่ง คลุกคลีภารกิจด้านการเมืองตามคำสั่งของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตั้งแต่สมัยเป็น ผบ.ร.11 รอ. ขณะที่ "บิ๊กอ้อม" มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ฐานะน้องรักจากถ้ำบูรพาพยัคฆ์

 

 แต่เมื่อพิเคราะห์แล้วจะพบว่า "บิ๊กแดง" มีผลงานปรากฏชัดในช่วงที่การเมืองไร้เสถียรภาพและเติบโตจากหน่วยคุมกำลังรบมีคุณสมบัติครบถ้วน ต่างจาก "บิ๊กอ้อม" ที่ถึงแม้ว่าจะเคยคุมกำลังทั้ง ร.2 รอ. และ ร.12 รอ. แต่เส้นทางคอมเมนเดอร์กลับสะดุดในช่วงปี 2553 - 2555 จากการถูกโยกย้ายไปเป็นเจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ซึ่งหากพี่ใหญ่ คสช. "บิ๊กป้อม" ยังเลือกที่จะดัน "บิ๊กอ้อม" ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ย่อมหมายถึงเจตนามุ่งสืบทอดอำนาจของบูรพาพยัคฆ์อย่างชัดเจน เพราะก่อนหน้านี้นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 จะเห็นได้ว่าปรากฏชื่อ ผบ.ทบ. ที่มาจากบูรพาพยัคฆ์ถึง 4 คน 

 

 


ครานั้น "บิ๊กตู่" นายกรัฐมนตรีจึงเลือกที่จะดึง "บิ๊กเจี๊ยบ" พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท นายทหารน้องรักจากรบพิเศษขึ้นมาคั่นกลางเพื่อเป็นการลบล้างข้อครหาการผูกขาดอำนาจ และเพื่อเป็นการกระจายโอกาสให้นายทหารจากหน่วยอื่นขึ้นเป็น ผบ.ทบ. สร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในกองทัพ นับว่าเป็นกลยุทธ์และศิลปะการปกครองอันชาญฉลาดยิ่ง  และแล้ววงศ์เทวัญก็กลับมาเจิดจรัสอีกครั้งหลังจากต้องอับแสงมาเป็นเวลากว่า 15 ปี เมื่อ "บิ๊กแดง" รับไม้ผลัดต่อจาก "บิ๊กเจี๊ยบ" ท่ามกลางกระแสการเมืองอันเชี่ยวกราก ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ผบ.ทบ. ป้ายแดงผู้นี้ก็ถูกตั้งแง่ถึงความเป็นกลางแทบจะในทันที

 

 

เมื่อสื่อรุมประเคนคำถามคลาสสิคว่าด้วยการ "รัฐประหาร" ที่ถูกนำมาถาม ผบ.ทบ. แบบถ้วนทั่วซึ่งโดยปกติก็จะบ่ายเบี่ยงจนเป็นปกติวิสัย หลังจากนั้นจึงค่อยมาจัดแจงเซอร์ไพรส์ยึดอำนาจกันในภายหลัง เห็นจะมีแต่ "บิ๊กแดง" ที่แสดงออกถึงความตรงไปตรงมาประกาศกร้าวดังความข้างต้น  ราวกับเป็นการสาดน้ำร้อนจนหลายคนถึงกับลนลานตีตนไปก่อนไข้ สำคัญผิดอย่างไม่ประสาว่าอำนาจและการตัดสินใจทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับ ผบ.ทบ. เพราะโดยแท้จริงแล้วในอดีตมีบทเรียนที่ปรากฏว่า ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการก่อรัฐประหารนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับกำลังพลแต่เพียงอย่างเดียว

 

 

อันจะเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ กบฏ 1 เมษายน 2524 จึงตีความได้โดยง่ายว่าเจตนาของ "บิ๊กแดง" นั้นน่าจะเป็นการ "ปราม" เสียมากกว่า เพราะย่อมดีกว่าปล่อยให้วัวหายล้อมคอกอย่างที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นยังลั่นวาจาถึงผู้ใต้บังคับบัญชาความว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และทหารทุกคนก็เป็นทหารของพระองค์ท่าน ตอกย้ำความจงรักภักดีของบิ๊กแดงที่มีต่อสถาบันฯ ด้วยอาร์มในเครื่องแบบที่แขนซ้ายอันเป็นเครื่องหมายของนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ทม.รอ.)

 
ต่อกรณีดังกล่าว "บิ๊กแดง" ยังให้ความเคารพรักต่อ "บิ๊กตู่" ในฐานะทหารรุ่นพี่ตลอดมา ยกตัวอย่าง "บิ๊กแดง" เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 12 มกราคม วันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา ใจความตอนหนึ่งระบุว่า "สำหรับเด็กๆ ที่โตขึ้นอยากเป็นทหาร ท่านเลือกในอาชีพที่ถูกต้องแล้ว ให้ดูตัวอย่างจาก "พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี เป็นตัวอย่าง เป็นทหารที่ดี และยังเป็นนักปรองดองที่ดีอีกด้วย  ... 

 

 


ไม่ว่าจะอย่างไร หากเป็นคนที่มีความรู้และมีสมองคิดอย่างชาญฉลาด ก็จะคิดเป็นว่า "กรณีการปลดตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ สื่อนัยตรงถึง "การเกิดรัฐประหาร" ทั้งนี้หากพิจารณาอย่างผู้ที่มีสติปัญญาที่ถ่องแท้ เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ ของการเกิด"รัฐประหาร" นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ของระหว่าง "พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์" กับ "พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา "พลเอก อภิรัชต์" ทำงานการเมืองให้ "พลเอก ประยุทธ์" ตลอดมา ในช่วงที่ "บิ๊กตู่" ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก  ซึ่งการแต่งตั้ง "บิ๊กแดง" หรือ "พลเอก อภิรัชต์" ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองทัพบกคนที่ 41  ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นการสลายขั้วอำนาจในกองทัพให้เกิดความสมานฉันท์ ระหว่าง "บูรพาพยัคฆ์" และ "วงศ์เทวัญ"

 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร การขึ้นสู่ตำแหน่ง ของ "พลเอก อภิรัชต์" ซึ่งเป็นทหารสาย"วงเทวัญ" ส่วนทางด้านของ "พลเอก ประยุทธ์" ที่เป็นทหารสาย"บูรพาพยัคฆ์" ทำให้เกิดเป็นเอกภาพไม่มีการแบ่งขั่วแบ่งฝ่าย อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในกองทัพ มีแต่เพียงทหารที่เป็นเนื้อหนึ่งเดียวกัน ที่คอยรับใช้ประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เรื่องการเกิดรัฐประหาร ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีแน่นอน ...

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

พร้อมลงสนาม !! "บิ๊กตู่" เดินหน้าตามครรลองของกฎหมายเลือกตั้ง - อารมณ์ดี๊..ดี เก๊กหล่อก่อนกลับบ้าน!!  
ผู้นำที่เหมาะสมที่สุด! 11 เหตุผล ที่ต้องเลือก "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯคนต่อไป


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา


HASTAG : อภิรัชต์ คงสมพงษ์  บูรพาพยัคฆ์  ประยุทธ์ จันทร์โอชา