ชำแหละเนื้อในแถลงการณ์ทษช. เนื้อแท้ไม่สำนึกผิด! พรรคแบบนี้หรือปชช.สมควรเลือก???

ฝุ่นควันยังคงตลบที่พรรคไทยรักษาชาติ ภายหลังจากที่กระทำเรื่องราวมิบังควร จากการที่ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมแกนนำได้เข้ายื่นบัญชีรายชื่อผู้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในนามของพรรคต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยได้นำเสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยก่อนหน้าก็เป็นเพียงกระแสข่าวลือ ท้ายที่สุดก็เป็นเรื่องจริงที่สั่นสะท้าน ทั้งยังกลายเป็นเอฟเฟกต์อย่างมหาศาลในผลลัพธ์ที่ตามมา และกำลังจะดำเนินไป โดยหลังจากมีพระราชโองการถึงความไม่บังควร ทางพรรคไทยรักษาชาติก็มีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่ออกเป็นแถลงการณ์ ซึ่งอ่านดูอย่างถ้วนถี่แล้วก็ยังไม่พบว่า มีประโยคไหน เนื้อหาส่วนใดบ่งบอกถึงความสำนึกผิดแม้แต่น้อย!?!

 

ก่อนจะไปดูแถลงการณ์ของพรรคไทยรักษาชาติว่าเป็นอย่างไรบ้างนั้น ขอเชิญคนไทยมาดูพระราชโองการกันก่อน โดยสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่พระราชโองการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ประกาศว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุกและความอยู่ดีกินดีของประชาชนทรงปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม และนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย ภัยพิบัติ และภัยที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขและดูแลปกป้องประชาชนด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาอย่างมิอาจประมาณได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเคารพรัก และเทิดทูนพระองค์เสมือนด้วยบิดา จึงทรงเป็น“พ่อแห่งแผ่นดิน” โดยแท้จริง

 

 


 

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูล พระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นที่รักใคร่ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ตลอดจนเป็นที่เคารพยกย่องของพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์และประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยในการดำรงพระองค์และการประกอบพระกรณียกิจต่างๆนั้น ทรงปฏิบัติด้วยการถวายงานของข้าราชการในพระองค์ และหน่วยราชการต่างๆของหน่วยราชการ ในพระองค์ตลอดมา การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าหน้า ๑ เล่ม ๑๓๖ ตอนพิเศษ ๓๗ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ จะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

 

 

นั่นคือถ้อยความพระราชโองการบางส่วนที่สำคัญ ที่นำมาให้พิจารณากันอย่างพินิจพิเคราะห์ถึงความละเอียดอ่อนในเรื่องที่ใคร พรรคการเมืองไหน จะอาจเอื้อมกระทำเรื่องราวที่ไม่สมควร ซึ่งในแง่ของจิตสำนึกความเป็นคนปกติ นั่นก็น่าจะพอคิดใตร่ตรองได้ในเบื้องต้นว่าสมควรหรือไม่ ทั้งนี้จะเห็นว่าต่อมาการแสดงความรับผิดชอบของพรรคไทยรักษาชาติ ทำได้เพียงออกแถลงการณ์ ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามอีกว่า แกนนำพรรคจะรับผิดชอบเพียงเท่านี้หรืออย่างไร และประการสำคัญเมื่อได้อ่านแถลงการณ์แล้ว ยังเกิดความรู้สึกว่าไทยรักษาชาติ ยังไม่ได้สำนึกผิดใช่หรือไม่????

 

แถลงการณ์พรรคไทยรักษาชาติ 9 กุมภาพันธ์ ระบุว่า  ตามที่ได้มีประกาศพระราชโองการใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

 

พรรคไทยรักษาชาติขอน้อมรับพระราชโองการข้างต้นไว้ด้วยความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์

 

พรรคไทยรักษาชาติซาบซึ้งในพระเมตตาของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล ที่ได้ให้ความเมตตาต่อพรรคไทยรักษาชาติ จะขอทำหน้าที่ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพในขนบธรรมเนียมราชประเพณี และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศไทย ด้วยความเคารพในการตัดสินใจของประชาชน ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

 

ทั้งหมดข้างต้นนั้นคือ แถลงการณ์ของพรรคไทยรักษาชาติ ทีนี้ลองมาช่วยกันดูว่า ในเนื้อหานั้นมีความสำนึกผิดอยู่บ้างหรือไม่ เพราะจะเห็นว่ามีเพียงการน้อมรับพระราชโองการ และการยังแสดงออกซาบซึ้งในพระเมตตาของทูลกระหม่อมหญิงฯ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่อ้างว่ามีมติในเรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนไหน ประโยคใดที่บ่งบอกถึงความสำนึกผิดในการกระทำของพวกตนที่ในพระราชโองการระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า เป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ในการนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ซึ่งยังไม่รู้ว่าบรรดาบุคคลที่ร่วมกันมีมติจะต้องรับผลกรรมใดทางกฎหมายหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือ มีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรวจสอบความผิดตามรัฐธรรมนูญในอันที่จะส่งผลให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติแล้ว

 

และนอกจากพรรคไทยรักษาชาติไม่สำนึกผิดแล้ว ก็ยังพบว่าในแถลงการณ์ยังไม่สำนึกตัว ยังอยากจะเดินหน้าทางการเมืองต่อไปอีก นั่นคือการจะขอทำหน้าที่ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ออกมาท้วงติงถึงการกระทำดังกล่าว ว่าขัดต่อระเบียบของกกต. แต่นั่นก็ไม่มีใครฟัง ไม่มีความคิดเห็นใดออกมาจากปากคนในพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ฉุกคิดว่าสิ่งที่ได้ทำไปนั้น สุ่มเสี่ยงต่อความผิดหรือไม่

 

สุดท้ายในแถลงการณ์พรรคไทยรักษาชาติ ยังอ้างถึงความเคารพในขนบธรรมเนียมราชประเพณี และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศไทย ด้วยความเคารพในการตัดสินใจของประชาชน ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ซึ่งหากพิจารณากันด้วยใจที่เป็นธรรมสุดๆแล้ว จะเห็นว่าถ้อยคำแถลงการณ์นี้ช่างขัดกันกับความคิดและการกระทำของคนพรรคนี้เป็นอย่างมาก เพราะถ้าเคารพในขนบธรรมเนียมราชประเพณีจริงดังคำกล่าวอ้างแล้ว ก็น่าจะคิดได้ตั้งแต่แรกว่าไม่สมควรไปดึงเอาสถาบันที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ให้มามัวหมองยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และท้ายที่สุดนี้ก็คงขึ้นอยู่กับประชาชนคนไทยทั้งหลายนั่นแหละว่า จะตัดสินใจอย่างไรกับการกระทำของพรรคการเมืองนี้ สมควรจะเลือกเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองหรือไม่

 

ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ด้วย โดยได้ยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีพรรคไทยรักษาชาติ ที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และขอให้ กกต. ได้เร่งมีมติเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยก่อนการเลือกตั้งเกิดขึ้นวันที่ 24 มีนาคม เพราะหากมีการวินิจฉัยในภายหลังอาจเกิดความวุ่นวายได้

 

“รวมถึงขอให้หัวหน้าและคณะกรรมการบริหาร พรรคไทยรักษาชาติแสดงความรับผิดชอบมากกว่าการออกแถลงการณ์ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งในพรรคไทยรักษาชาติ ส่วนบุคคลภายนอกพรรคที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องยอมรับว่าไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่ก็เป็นที่รู้กันและจะมีส่วนต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน”

 

ทั้งหลายเหล่านั้นที่กล่าวมาทั้งหมด แยกแยะแจกแจงให้เห็นถึงเนื้อในแถลงการณ์ เนื้อแท้คนในพรรคไทยรักษาชาติแล้ว สิ่งนี้สะท้อนสัจธรรมอย่างหนึ่งแน่นอนนั่นคือ ผลของการกระทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว แม้รูปกายภายนอกจะปฏิเสธอย่างไร แต่เชื่อเถอะว่า ตัวเรารู้ดีที่สุดว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นดีหรือเลว เพราะท้ายที่สุดย่อมหนีไม่พ้นผลของกรรมชั่วนั้นที่จะตามมาตอบสนองไม่ว่าช้าหรือเร็ว!?!?

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง    
-"นายกสมาคมองค์กรพิทักษ์รธน.ไทย" ยื่น กกต.เพื่อให้ศาลวินิจฉัย ปม "ทษช." เสนอชื่อบัญชีนายกฯ เนื่องจากขัดต่อกฎหมาย

-"รุ่งเรือง พิทยศิริ" แจ้งกกต.ลาออกทษช. ตั้งแต่ 4 ก.พ. วันเดียวกับมติพรรคสรุปชื่อแคนดิเดทนายกฯ เพราะไม่เห็นด้วย!

 


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ศิริพงษ์ หนูแก้ว


HASTAG : ไทยรักษาชาติ  ทักษิณ ชินวัตร  กกต.