"หลานทักษิณ" ดูให้เต็มตา กรุงเทพเป็นทะเลเพลิง​ เผาจริง​ พินาศจริง​ ไม่ใช่วาทกรรม!

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 6 ก.พ.62  - นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์  ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ลำดับที่ 11 และเป็นหลานสาว "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ และนักโทษหนีคดี กล่าวว่าในช่วงที่ทุกพรรคลงสู่สนามเลือกตั้ง มีการใช้ปฏิบัติการทางข่าวสาร (IO) ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพื่อทำลายพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตย ทำให้เกิดความเกลียดชังในหมู่ประชาชน สร้างวาทกรรมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้เกิดความแตกแยก เช่น เพจเฟซบุ๊กหนึ่ง ได้นำเข้าข้อมูลที่เป็นการกล่าวหาทั้งสิ้น   ไม่ว่าจะเป็น การจับกลุ่มรวมกันระหว่างพรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อไทย และเพื่อชาติ  ถือเป็นการจงใจเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจผิดต่อพี่น้องประชาชน 

 


 

 

"นางสาวชยิกา"  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เพจดังกล่าวยังได้นำเอาวาทกรรม “เผาบ้านเผาเมือง” กลับมาโจมตีอีกครั้ง และใช้โลโก้ของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยในข้อความเดียวกัน   หวังให้ประชาชนเข้าใจผิด ทั้งที่ได้มีข้อเท็จจริงบางคดีก็เป็นที่ยุติโดยการยกฟ้องของศาลแล้ว ถือเป็นการกล่าวหาเพื่อหวังผลทางการเมือง ทำลายฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ความเป็นธรรมในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง  โดยเธอ ยังกล่าวต่ออีกว่า "การสร้างวาทกรรมที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง เป็นความรุนแรงประเภทหนึ่ง และอาจนำไปสู่ความรุนแรงอื่นๆ ได้ ความเจ็บปวดและความสูญเสียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

ยังคงบาดลึกอยู่ในใจของคนไทยหลายคนที่ยังรอคอยความยุติธรรมและการเยียวยา การกระทำดังกล่าว ยังถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายว่าด้วยการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง หลังจากนี้ พรรคไทยรักษาชาติจะรวมรวมข้อมูลหลักฐาน  เพื่อดำเนินการแจ้งความ และร้องต่อ กกต.ต่อไป  ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออนาคตของประเทศชาติและประชาชน วันนี้การเลือกตั้งที่ประชาชนหวังและรอคอยกำลังจะมาถึง  อยากให้ประเทศชาติเดินหน้ากลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด เพราะการสร้างวาทกรรมให้คนในชาติเกิดความเกลียดชังกันเอง ท้ายที่สุดคือการทำร้ายประเทศ"

 

อย่างไรก็ตาม หากคุณผู้ชมยังจำเหตุการณ์วินาศสันตะโรเผาบ้านเผาเมืองกันได้ คุณผู้ชมคิดว่าเป็นฝีมือของใคร? และหากยังไม่แน่ใจ เจาะข่าวร้อนล้วงข่าวลึกจะสร้างความกระจ่างให้ชัดขึ้น เมื่อย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2553 สถานการณ์บ้านเมืองก็เต็มไปด้วยบรรยากาศของการเผชิญหน้า ที่มีหัวเชื้อเพาะบ่มโหมโรงกันมาข้ามปี ไล่ตั้งแต่การโฟนอิน วีดิโอลิงก์ ทวิตเตอร์ ของ "นายใหญ่" หรือ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี โหมปลุกระดมให้มวลชนคนเสื้อแดงออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ทวงคืนประชาธิปไตยที่แท้จริง?  

 

 

เพื่อเป็นการกรุยทางไปสู่สิ่งที่เขาต้องการ นั่นก็คือ การได้กลับประเทศไทยโดยไม่ต้องติดคุกติดซังเต และทวงคืนทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ถูกยึด โดยมีการส่งสัญญาณเข้มๆออกมาในทำนอง จุดเดือดของคนมีขีดจำกัด สอดรับกับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ประกาศจองกฐินล่วงหน้า ขู่เคลื่อนพลบุกเมืองหลวงเปิดศึกแตกหักกับรัฐบาลตั้งแต่ช่วงต้นปี ในขณะที่เครือข่ายพรรคเพื่อไทยประกาศหนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ในลักษณะคู่ขนาน และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ประกาศก้าวเอาไว้ เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม แกนนำกลุ่ม นปช.เปิดปฏิบัติการระดมคนเสื้อแดงทั่วประเทศ เคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ ปักหลักยึดพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลภายใต้การนำของ"นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น

 

ทั้งนี้ บรรยากาศเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย เครือข่าย "ทักษิณ" กับฝ่ายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และกองทัพ ปกคลุมไปทั่วเมือง แกนนำ นปช.ปลุกม็อบเสื้อแดงสู้เต็มที่ ประกาศเปรี้ยงการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้เป็นการทำสงครามครั้งสุดท้าย เพื่อโค่นล้มระบบอำมาตย์ และ ขับไล่รัฐบาล พร้อมนำบทเรียนเก่าที่เคยได้รับเมื่อครั้งเหตุการณ์สงกรานต์ เลือด เดือนเมษายน 2552 มาปรับยุทธวิธีในการต่อสู้ โดยเน้นใช้ยุทธศาสตร์แก้ว 3 ประการ คือ ฐานมวลชน ฐานพรรคการเมือง และฐานกองกำลังติดอาวุธ มาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนม็อบ หวังเผด็จศึกขั้นแตกหักกับรัฐบาลภายใต้การนำของ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี

 

ภาพที่ปรากฏก็อย่างที่เห็นกัน การชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้อแดงครั้งนั้น มีเครือข่ายมวลชนจำนวนมากเข้าร่วมชุมนุม มีแกนนำในพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน  รวมทั้งมีการจัดตั้งการ์ด นปช.และกลุ่มนักรบพระเจ้าตาก นำทีมโดย "เสธ.แดง" หรือ "พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล" อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กำหนดยุทธวิธีในการขับเคลื่อนม็อบอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนสลับสับเปลี่ยนฐานมวลชนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดหมุนเวียนกันเข้ามาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีการตั้งบังเกอร์ ตั้งป้อมค่าย เตรียมรับมือการเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มชายชุดดำติดอาวุธ แฝงตัวอยู่ในม็อบ

 

ในขณะที่การเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อแดงก็เพิ่มดีกรียกระดับความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากการเจาะเลือดเอาไปราดที่ทำเนียบรัฐบาล สาดเลือดใส่บ้านนายกฯอภิสิทธิ์ และที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ขยายพื้นที่การชุมนุมจากสะพานผ่านฟ้าฯ บุกไปยึดแยกราชประสงค์ ศูนย์กลางธุรกิจของประเทศ มีการเคลื่อนขบวนม็อบรถปิกอัพและมอเตอร์ไซค์เสื้อแดงไปตามถนนสายต่างๆทั่วกรุงเทพฯ พยายามกดดันรัฐบาลทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่การบุกเข้าไปในโรงพยาบาลจุฬาฯ  และที่สำคัญ ในห้วงที่มีการชุมนุมของม็อบเสื้อแดง ก็มีกลุ่มบุคคลลึกลับออกปฏิบัติการป่วนเมือง โดยใช้อาวุธสงครามทั้งระเบิดเอ็ม 79 จรวดอาร์พีจี ยิ่งถล่มใส่สถานที่ต่างๆเป็นรายวัน

 

 

จนกรุงเทพฯ กลายเป็นแดนมิคสัญญี บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะไร้ขื่อ ไร้แป กฎหมายไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้ แม้ทางรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง วางแผนรับมือการเคลื่อนพลของม็อบเสื้อแดง ด้วยการประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่ก็เอาไม่อยู่จนสุดท้ายต้องมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขึ้นมาควบคุมสถานการณ์ เคลื่อนกำลังทหารออกมารักษาความสงบเรียบร้อย โดยใช้ มาตรการตามหลักสากล ปฏิบัติการจากเบาไปหาหนัก

ขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติ มีการตั้งโต๊ะเจรจากันระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยนายกฯอภิสิทธิ์กับแกนนำ นปช.ภายใต้การนำของนายวีระ มุสิกพงศ์ เพื่อหาทางคลี่คลายปัญหา โดยฝ่ายรัฐบาลยอมถอยถึงขั้นวางกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 14 พฤศจิกายน เพื่อให้ม็อบยุติการชุมนุม ซึ่งทาง "นายวีระ" ก็ขานรับ แต่ปรากฏว่ามีสายตรงจาก "นายใหญ่" ที่อยู่ต่างประเทศ ส่งซิกให้ "นายจตุพร พรหมพันธุ์" หนึ่งในแกนนำ นปช. ปฏิเสธเงื่อนไข ล้มโต๊ะเจรจา ปรากฏการณ์ตรงนี้ ทำให้มองได้ว่าคนที่เป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้ง เป็นต้นขั้วในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ

 

การเจรจาที่ทำท่าว่าจะลงตัวในการคลี่คลายสถานการณ์จึงต้องล้มเหลว  พร้อมทั้งมีการยกระดับการต่อสู้ เคลื่อนม็อบเสื้อแดงแบบดาวฤกษ์ไปตามสถานที่สำคัญต่างๆเป็นรายวัน เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภาทันที และเมื่อเวลายิ่งผ่านล่วงไป แรงกดดันก็ตกมาที่รัฐบาลหนักขึ้นเรื่อยๆ คนไทยทั่วกรุงเทพฯ ทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการร้านค้า พนักงานลูกจ้างในย่านศูนย์กลางธุรกิจแยกราชประสงค์ รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่ต้อง ทำมาหากิน และเดินทางสัญจร ต่างได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากม็อบปิดถนนยืดเยื้อ

 

 

เรียกร้องกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา ถึงขนาดพูดกันว่า ถ้ารักษากติกาบ้านเมืองไม่ได้ ก็ควรลาออกไป แล้วยกประเทศให้ม็อบปกครอง ทำให้รัฐบาลและ ศอฉ. ต้องตัดสินใจบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่แยกคอกวัว ตามมาด้วยการปิดล้อมกระชับพื้นที่แยกราชประสงค์  กดดันม็อบเสื้อแดงให้สลายการชุมนุม จนเกิดการปะทะแตกหักกับการ์ด นปช. และกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในม็อบ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

 

อย่างไรก็ตาม กลายเป็นเหตุวิปโยค คนไทยด้วยกันฆ่ากันเอง ในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ซึ่งคนไทยทั้งประเทศต่างรู้ดีว่า จากลำดับเหตุการณ์ ก็มีลางบอกเหตุหลายอย่างว่า บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ มีการเผาห้างรอบๆ สี่แยกราชประสงค์  และบุคคลก่อเหตุก็มีการเตรียมการณ์ลงมือไว้อย่างดี เกิดความเสียหายหลายพื้นที่ เช่น สยามพารากอน และสยามสแควร์ โรงแรมเซ็นทารา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  อาคารย่านบ่อนไก่ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย สาขาอโศก  ป.ป.ส.และร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น  ธนาคารกรุงเทพ และสาขาธนาคารออมสิน สาขาดินแดง อาคารมาลีนนท์  ธนาคารกรุงเทพ และห้างโลตัส พระราม 4  การไฟฟ้านครหลวง สาขาคลองเตย  ธนาคารกรุงเทพ สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และอาคารหลายแห่งถูกเผาวอดวาย

 

 

รวมไปถึงศาลากลางในบางจังหวัด ถูกล้อมด้วยการนำยางรถยนต์ วางเพลิงเผา เห็นชัดเจนว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง อาทิ ศาลากลางอุบลฯ ท้ายที่สุดศาลตัดสินคนเสื้อแดงร่วมกันเผาศาลากลางจังหวัด  ซึ่งกรณีดังกล่าวตอกชัดถึงความโหดร้ายของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีหลักฐานของคลิปวีดีโอ ขณะที่ "นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ" แกนนำพูดปราศรัยบนเวทีว่า "เผาเลยครับพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง" หรือ วลีม็อบ "ตกใจ เมื่อไหร่ เสื้อแดงเผาทันที" ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น เต็มไปด้วยความสูญเสีย ฝายม็อบก็สูญเสีย ทหารก็สูญเสีย รวมทั้งนักธุรกิจเอกชนและทางราชการก็สูญเสียกันไปหมด แต่สิ่งที่สูญเสียและสะเทือนใจมากที่สุด ก็คือ ประเทศชาติ และประชาชนโดยรวม

 


  

ไม่ว่าจะอย่างไร จากสถานการณ์วิกฤติม็อบเสื้อแดงในช่วงต้นปี ที่ลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรง มีคนตายคนเจ็บจำนวนมาก เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมือง เกิดความสูญเสียและความหายนะครั้งใหญ่ ส่งผลในทางลบต่อภาพพจน์ของประเทศไทยอย่างรุนแรงในสายตาต่างประเทศ ผู้คนทั่วโลกที่ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่า คนไทยเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง ภาพพจน์ที่เสียหายของประเทศจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปีนี้

 

หากเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับประเทศไทยถูกเผาไปด้วย ในขณะที่หัวใจคนไทยก็เหมือนถูกเผาด้วยเช่นกัน เพราะถูกปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งเกลียดชัง แบ่งฝ่าย ฆ่าฟันกันเอง ขณะเดียวกัน การที่มีคนบางคนนำเอาเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่เกิดขึ้น ไปขยายผลในเวทีโลก หวังให้เกิดประโยชน์ แก่ฝ่ายตัวเอง มันก็เหมือนเป็นการโหมไฟจากนอกประเทศเข้ามาเผาประเทศไทย แม้ไม่ไหม้วอดวายเหมือนกับการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ราชประสงค์ แต่ก็ทำให้ประเทศชาติบอบช้ำเสียหายยับเยิน นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า ปี 2553 เป็นปีเผาชาติ

 


เวลาล่วงผ่านเลยไปเกือบ 10 ปี "คดีประวัติศาสตร์" ได้เดินหน้าไปพอสมควร ส่วนมากศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้ว บางรายถูกลงโทษหนักจำคุกหลายสิบปีและถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ต่อสู้คดี บางรายโทษเบาและพ้นโทษไปแล้ว บางรายศาลยกฟ้องเพราะไม่มีหลักฐาน  สำหรับรายละเอียดของคดีเผาศาลากลาง 4 จังหวัดในภาคอีสาน เริ่มจาก "คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุดรธานี" เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงบุกทุบกระจก เผาเครื่องคอมเพรสเซอร์แอร์ และเผาอาคารสำนักงานเทศบาลนครอุดรธานี ความเสียหายรวม 203 ล้านบาท คดีนี้ออกหมายจับ 22 ผู้ต้องหา อัยการยื่นฟ้องต่อศาล

 

โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้มีคำพิพากษาข้อหาวางเพลิงสถานที่ราชการ จำเลยมี 5 คน คือ นายอาทิตย์ สายทอง กระทำผิดด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,กระทำผิดฐานวางเพลิงเทศบาลนครอุดรธานีและบุกรุกศาลากลางจังหวัดอุดรธานี จำคุก 22 ปี 6 เดือน, นายวันชัย รักสงวนศิลป์ กระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, กระทำผิดฐานวางเพลิงศาลากลางจังหวัดอุดรธานี จำคุก 20 ปี 6 เดือน, นายกิตติพงษ์ ชัยกัง เป็นผู้เยาว์ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ผิดฐานวางเพลิงศาลากลางจังหวัดอุดรธานีและวางเพลิงเทศบาลนครอุดรธานี จำคุก 11 ปี 3 เดือน, นายเดชา คมขำ และนายบัวเรียน แพงสา ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ผิดฐานวางเพลิงเทศบาลนครอุดรธานี จำคุก 20 ปี 6 เดือน และพิพากษาให้นายอาทิตย์ สายทอง, นายเดชา คมขำ และนายบัวเรียน แพงสา ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 142 ล้านบาท, ให้นายวันชัย รักสงวนศิลป์

 

ร่วมกับนายกิตติพงษ์ ชัยกัง ชดใช้ค่าเสียหาย 57.7 ล้านบาท ส่วนข้อหาคดีบุกรุกสถานที่ราชการ ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย มีความผิด 4 ราย คือ 1 คน จำคุก 4 ปี 6 เดือน ส่วนอีก 3 คนถูกจำคุก 2 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 13 คน จำคุกคนละ 6 เดือน แต่ได้พ้นโทษไปหมดแล้ว ตอนหนึ่งของคำพิพากษา ศาลได้บรรยายพฤติกรรมของจำเลยว่า "ในการชุมนุมจำเลยได้มีการปราศรัยปลุกระดม ยุยงแก่กลุ่มผู้ชุมนุมให้บุกเข้าไปภายในที่ว่าการอำเภอและจวนผู้ว่าฯ และพูดขึ้นว่า "เผาเลย เผาเลย ไปเผาที่ว่าการอำเภอ เผาอำเภอ แล้วเผาจวนผู้ว่าฯ ด้วย เผา เผา....."  สำหรับจำเลยทั้งหมดที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก ถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษหลักสี่และคดีอยู่ระหว่างจำเลยอุทธรณ์คดี และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 นายวันชัย รักษ์สงวนศิลป์ ชาว อ.หนองหาน ได้เสียชีวิตในเรือนจำพิเศษหลักสี่


 
ส่วนคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี มีผู้ต้องหาถูกจับกุม 48 คน อัยการสั่งไม่ฟ้อง 27 คน เพราะอยู่นอกศาลากลาง จึงเหลือเพียง 21 คน โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานี พิพากษาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 แบ่งกลุ่มได้ 4 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 จำเลย 4 คน ให้จำคุก 1 ปี 1 คน ส่วนอีก 3 คน ให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน กลุ่ม 2 จำเลย 4 คน มีความผิดฐานบุกรุก จำคุกคนละ 2 ปี กลุ่ม 3 จำเลย 4 คน ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์อันเป็นสมบัติของแผ่นดิน ทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหายกว่า 92 ล้านบาท จำคุก 33 ปี 4 เดือน และกลุ่ม 4 จำเลย 9 คน ศาลยกฟ้อง ขณะนี้เหลือผู้ต้องหาในเรือนจำ 4 คน ที่ศาลให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน และอยู่ระหว่างอุทธรณ์คดี ส่วนจำเลยอื่นได้รับโทษจนพ้นโทษไปหมดแล้ว

 


สำหรับคดีเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น-สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ขอนแก่น มูลค่าความเสียหายของศาลากลางขอนแก่นหลังเก่าและหลังใหม่ ประมาณ 135 ล้านบาท ส่วนเอ็นบีที มูลค่าความเสียหายประมาณ 225 ล้านบาท คดีนี้ออกหมายจับกว่า 300 คน จับกุมได้แล้ว 3 คนและยื่นฟ้องศาลไปแล้ว เตรียมฟ้องเพิ่มอีก 39 คน อยู่ระหว่างติดตามตัว ทำให้คดีเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่นค่อนข้างช้า เพราะไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้ โดยศาลจะนัดอีกครั้งวันที่ 27 มีนาคมนี้ ส่วนคดีเผาสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ออกหมายจับกว่า 200 ราย จับกุมได้ 1 ราย ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี อยู่ระหว่างประกันตัว

 


 


คดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 ศาลจังหวัดมุกดาหารตัดสินจำคุกจำเลย 13 คนจำนวน 20 ปี ข้อหาเผาศาลากลางจังหวัด มูลค่าความเสียหาย 85 ล้านบาท ซึ่งศาลพิพากษาให้หนึ่งในจำเลยที่ถูกจำคุก คือ นายทวีศักดิ์  แข็งแรง ชดใช้เงินค่าเสียหาย ส่วนอีก 16 คนศาลยกฟ้อง ทั้งนี้ ศาลจังหวัดมุกดาหาร ได้ยื่นฟ้องกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวน 29 คน ตัดสินจำคุก 20 ปีจำนวน 13 คน อีก 16 คน ศาลยกฟ้อง ส่วน "นิสิต สินธุไพร" ส.ส.พรรคเพื่อไทย ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ยื่นประกันตัวจำเลยทั้ง 13 คนที่ถูกตัดสินให้จำคุก ด้วยจำนวนเงินคนละ 5 แสนบาท และจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี


 
ขณะที่คดีเผาห้างสรรพสินค้าใหญ่ มีความชัดเจนเป็นลำดับ โดยคำพิพากษาศาลแพ่งอันถึงที่สุดแล้ว บ่งชี้ว่า เหตุการณ์เผาห้างสรรพสินค้าใหญ่เมื่อปี 2553 นั้น เป็นการก่อการร้าย!

 

1. เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2560 นางสาวอัมพาวีร์ ชมภูพงษ์เกษม เลขานุการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทในเครือได้ทำประกันภัยการก่อการร้าย (Terrorism) วงเงิน 3,500 ล้านบาท ไว้ โดยกองทุนรวมธุรกิจไทย 4 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท และเป็นเจ้าของสิทธิการเช่าโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ ล่าสุด แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยการก่อการร้าย เป็นจำนวน 3,500 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว นั่นเท่ากับตอกย้ำว่า การเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2553 เป็นการกระทำที่เข้าข่ายก่อการร้ายอย่างชัดเจน ถึงขนาดว่าประกันยอมจ่ายสำหรับประกันภัยการก่อการร้าย (Terrorism) โดยตรง

 

2. ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2560 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับและยกคำขออนุญาตฎีกา ในคดีที่ฝ่ายผู้ประกอบการศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน ร้านหนังสือดอกหญ้า และสำนักงานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยื่นฟ้องบริษัทประกันให้ชดใช้ จากกรณีเหตุการณ์เผาห้างและอาคารสิ่งก่อสร้างบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อปี 2553 เมื่อศาลฎีกาไม่รับฎีกา ทำให้คดียุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

 

 

คดีนี้ ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2556 ห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท แอกซ่า ประกันภัย จำกัด ให้จ่ายค่าเสียหาย 122,790,000 บาท กรณีถูกวางเพลิงเผาทรัพย์และขโมยทรัพย์สินระหว่างการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 เวลาประมาณ 16.00 น. ระบุว่า มีกลุ่มบุคคลประมาณ 200-300 คน มาชุมนุมหน้าศูนย์การค้า ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น.มีกลุ่มบุคคลทุบทำลายกระจกบริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าแล้วได้ลักทรัพย์ของร้านค้าในศูนย์การค้า จากนั้น เวลา 18.00 น. กลุ่มคนเหล่านี้ได้เข้าไปวางเพลิงเผาโต๊ะเก้าอี้ และสินค้าเป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้ศูนย์การค้า โจทก์เรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัย แต่จำเลยไม่ชำระ

 

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 108,452,422 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นในศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วันของโจทก์ มีสาเหตุมาจากกลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ต่อมามีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการตั้ง ศอฉ.ขอคืนพื้นที่ กระทั่งเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารและผู้ชุมนุม มีการใช้กองกำลังติดอาวุธที่เรียกว่าชายชุดดำ กลุ่ม นปช.ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ แกนนำประกาศว่า หากทหารใช้กำลังสลายการชุมนุมให้ผู้ชุมนุมวางเพลิงเผาอาคารสถานที่สำคัญ

 

 

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 รัฐบาลสลายการชุมนุม นปช.ที่สี่แยกศาลาแดง และราชประสงค์ ผู้ชุมนุมบางส่วนย้ายไปชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ช่วงบ่าย แกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุม ก่อนเกิดการเผาสถานที่สำคัญใน กทม.ประมาณ 34 แห่ง รวมทั้งมีการเผาศูนย์การค้าของโจทก์ด้วย ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า เหตุการณ์เผาศูนย์การค้าของโจทก์เป็นกรณีสืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองถือเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาล มีความวุ่นวาย โกลาหลอลหม่าน เห็นได้ว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการปราศรัยปลุกระดมของแกนนำกลุ่ม นปช.

 

กรณีที่เกิดขึ้น ศาลอุทธรณ์ไม่เชื่อว่า การวางเพลิงเผาอาคารศูนย์การค้าของโจทก์จะเกิดจากกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนอง พวกขับรถจักรยานยนต์รับจ้างคนขับรถซาเล้งซื้อของเก่าที่อาศัยโอกาสความวุ่นวายทางการเมืองเจตนาหวังเข้าไปลักทรัพย์ และเผาอาคาร น่าเชื่อว่า การวางเพลิงมีความประสงค์ก่อให้เกิดความเสียหายทางบ้านเมือง หลังเกิดเหตุมีรถดับเพลิงเข้าไป แต่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวาง นอกจากนี้ ยังพบลูกธนูพันด้วยผ้า และร่องรอยกระสุนปืน สรุปว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับการวางเพลิงเผาศูนย์การค้าของโจทก์ เกิดจากการกระทำของผู้ชุมนุม นปช.บางส่วนที่ต้องการใช้ความรุนแรง หรือข่มขู่บุคคลเพื่อหวังผลทางการเมือง

 

เพื่อต้องการส่งผลให้รัฐบาล หรือสาธารณชนตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก หวาดกลัว ถือเป็นการกระทำก่อการร้ายตามนิยามความหมายของกรมธรรม์ประกันภัย  จำเลยรับทำประกันกับโจทก์ในลักษณะความเสี่ยงภัยทุกชนิด ยกเว้น ความคุ้มครองเกี่ยวกับภัยความรุนแรงทางการเมือง กล่าวคือ ภัยสงคราม และก่อการร้าย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษากลับ ยกฟ้อง  บทสรุปของคดีอันถึงที่สุด เท่ากับยืนยันว่า การเผาห้างเซ็นเตอร์วันนั้น เป็นการกระทำก่อการร้าย  น่าสงสัยว่า แกนนำนปช. จะต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร? โดยเฉพาะในคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้น ได้ระบุสาเหตุส่วนหนึ่งของบุกเข้าไปเผาก่อการร้ายว่า มาจากการปราศรัยปลุกระดมของแกนนำกลุ่ม นปช.?

 


อย่างไรก็ตาม คำพูดของ "นางสาวชยิกา" ที่เธออ้างว่าการเผาบ้านเผาเมืองในปี53 เป็นเพียงวาทกรรม ทั้งนี้จึงขอให้ประชาชนเป็นคนพิจารณาและตัดสินอีกครั้งว่า จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้น รวมถึงพยานและหลักฐานที่มัดแน่น ว่ามีการสั่งให้เผา ทำลายประชาชน และทำลายประเทศชาติ เหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริง ประชาชนคนไทยเข็ญฆ่ากันเอง ประเทศไทยพังพินาศจากฝีมือคนไทยด้วยกันเอง แบบนี้ยังเรียกว่าวาทกรรมอยู่ใช่หรือไม่? ...   

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แก๊งนปช.เจอ "ทักษิณ" เด็ดหัว! รั้งปลายแถวปาร์ตี้ลิสต์!

จบสิ้นสักที..สัมปทานการเมือง!!ครม.ยุติตำนานอัปยศ"ดาวเทียม(ทักษิณ)" ย้อนคดีสุดฉาวทำนายใหญ่โดนยึดทรัพย์ "หมอเลี้ยบ" ติดคุก

"เพื่อไทย" งัด "ชัยเกษม" ชิงเก้าอี้นายกฯ พลิกปูม จากอัยการสูงสุด ผู้สั่งฟ้อง"ทักษิณ" สู่ ทนายความ "พานทองแท้"?

ก้าวแรกแห่งการล้ม "ระบอบทักษิณ" ! ย้อนเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมล้อมทำเนียบ เกียรติยศของภาคประชาชน

เต็มใจให้หลอก? เปิดโพลทักษิณเขี่ย "หญิงหน่อย" ดัน "ชัชชาติ" คะแนนนำ!


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา


HASTAG : พรรคไทยรักษาชาติ  ระบอบทักษิณ 

ติดตามข่าวอื่นๆ