วาดวิมานในอากาศ! เครือข่ายทักษิณ เพ้อหนักหวัง 375 เสียง ชำแหละสูตรความเป็นไป(ไม่)ได้ หากไม่ฮั๊วะกับประชาธิปัตย์

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ยังคงต้องจับตามองกับความเคลื่อนไหวของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) ที่ก่อนหน้า ถูกเชิญไปให้ข้อมูลกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. กรณีเดินทางไปพบกับอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นนักโทษหนีคดี ในเบื้องต้นนายวรวัจน์ ยังคงยืนกรานปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับการหารือทางการเมือง เป็นการสังสรรค์ทั่วไป และทางพรรคมิได้ถูกครอบงำโดยนายทักษิณแต่อย่างใด

แต่ความตอนหนึ่งมีความน่าสนใจที่ว่านายวรวัจน์บ่ายเบี่ยงว่าตอนไม่ใช่คนของพรรคเพื่อไทย (พท.) จึงไม่น่ากลายมาเป็นประเด็น อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันดีว่าการเบี่ยงประเด็นเช่นนี้อาจมิได้มีน้ำหนักเพียงพอเพราะพฤติการณ์หลายอย่างนับแต่มีคำสั่งปลดล็อคพรรคการเมืองเป็นต้นมา ทำให้หลายคนล้วนทราบดีกว่าพรรคไทยรักษาชาตินั้น ไม่ต่างอะไรกับพรรคเครือข่ายพรรคเพื่อไทย แต่เหตุที่จำต้องแตกกิ่งก้านสาขาออกมาเช่นนี้ ด้วยเพราะเป็นการวางกลยุทธ์เพื่อเตรียมรับมือกับการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ล่าสุด 18 ม.ค. นายวรวัจน์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพิ่มเติมด้วยการกล่าวต่อสื่อมวลชน ถึงประเด็นดังกล่าวและการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ว่า ก่อนหน้านี้มีบ้างที่เดินทางไปประเทศอังกฤษก็มีโอกาสได้พบกับคนในตระกูลชินวัตรเป็นครั้งคราว แต่ในครั้งนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้เข้ามาสอบถามเรื่องนี้ ว่าเหตุใดถึงเดินทางไป ซึ่งก็ได้ให้คำตอบว่าเพราะพี่สาวและลูกสาวจะเปิดร้านอาหารที่ลอนดอนจึงต้องเตรียมการไปเปิดร้านไม่ได้ตั้งใจจะไปพบใคร

พร้อมยืนยันว่าตนไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคตั้งแต่พรรคเพื่อไทยและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องจะให้มีการยุบพรรคเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หากจะมองว่าจะไปพูดกับใครว่าเป็นนำการชี้นำพรรคการเมืองหรือไม่ ตนมองว่าเป็นภาระกับ กกต.มากกว่า เพราะจะโยงไปเปรียบเทียบกับรัฐมนตรี 4 คนไปกินข้าวกับนายกฯ ไปเอานโยบายมาใช้ เอาชื่อพลังประชารัฐมาใช้ จะยิ่งใกล้กว่าเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เพราะอยู่ในคณะรัฐมนตรี(ครม.) เดียวกัน ทั้งนี้นายวรวัจน์ยังได้กล่าวถึงนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ด้วยว่า

ไม่ได้เจอกันนานแล้ว และไม่ได้มีการติดต่อ จึงไม่ทราบว่านางเยาวภาอยู่ที่ไหน ส่วนเรื่องที่นายทักษิณ จะดำเนินรายการ Good Monday ทุกวันจันทร์นั้น นายวรวัจน์ บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยให้เหตุผลว่านายทักษิณยังอยู่ในความทรงจำของคนไทย และยืนยันต่อไปว่านายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ได้มาสั่งการอะไรได้เลย เป็นการพูดไปเองมากกว่า

แต่ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งคือการที่นายวรวัจน์กล่าวถึงกติกาในรัฐธรรมนูญโดยระบุว่า จากกติกาในรัฐธรรมนูญต้องทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะให้ได้ การตั้งพรรคใหม่จะเป็นวิธีให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้ชัยชนะมากกว่า ถ้ายังอยู่แบบเดิมไม่อาจนำชัยชนะมาให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้ ยืนยันความเป็นพรรคการเมืองฮั้วกันไม่ได้ต้องแข่งขันกันอยู่แล้ว โดยฝ่ายประชาธิปไตยต้องการให้ได้เกิน 375 เสียงด้วยซ้ำ เพราะขณะนี้มีการตั้ง ส.ว.มาเป็นผู้เลือกนายกฯด้วย 

รวมทั้ง 2 สภา 750 คน จำนวนครึ่งหนึ่งอยู่ที่ 375 เสียงจึงต้องทำอย่างไรให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้เสียงเกิน 375 เสียงเพื่อตั้งนายกฯฝ่ายประชาธิปไตยให้ได้ จึงเชื่อว่าคนไทยขณะนี้ต้องการเลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตย เพราะถ้าเลือกผิดจะทำให้การสืบทอดอำนาจยาวต่อไป ส่วนพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ที่ยังไม่ชัดเจนจึงไม่นับว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่ เชื่อว่าคนไทยไม่เอาฝ่ายที่คลุมเคลือ รวมถึงไม่ต่ออายุให้ฝ่ายสืบทอดอำนาจแน่นอน

ก่อนอื่นใด ภายใต้จากสภาวะทางการเมือง ระบอบการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ นั้นก็คือ "แบบสัดส่วนผสม" ด้วยกลไกที่ถูกออกแบบมาไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด จึงสาเหตุรัฐบาลหน้าจะต้องเป็นรัฐบาลผสม นอกจากนี้จะเห็นได้ว่านายวรวัจน์ใช้คำว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" หมายถึงพวกตน แต่แท้จริงแล้วเป็นฝ่ายขั้วอำนาจเดียวกันที่อาจอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของนายทักษิณ ประกอบไปด้วย เพื่อไทย ,เพื่อธรรม ,เพื่อชาติ ,ไทยรักษาชาติ ,ประชาชาติ ,อนาคตใหม่ และเสรีรวมไทย

ในขณะที่ "ฝ่ายสืบทอดอำนาจ" ที่นายวรวัจน์พยายามโพนทนาให้ความหมายเชิงลบด้วยเพราะเป็นขั้วปรปักษ์แก่ตน คือ ฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ซึ่งชัดเจนแล้วว่าคือ พลังประชารัฐ ,รวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป แต่ความเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งต้องมาจาก "นายกฯคนนอก" โดยการสนับสนุนของพรรคการเมืองต่างๆ  ที่รัฐธรรมนูญ  ได้เขียนบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 272 ให้ ส.ว. ทั้ง 250 คน มีสิทธิ์ในการร่วมโหวตเลือกนายกฯด้วย นั่นหมายความว่าผู้มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯ จะประกอบไปด้วย ส.ส. จากการเลือกตั้ง 500 คน และ ส.ว. จากการแต่งตั้งอีก 250 คน รวมแล้ว 750 คน ซึ่งต้องได้เสียงจาก รัฐสภา เกินกึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อย 376 เสียงขึ้นไป


อย่างไรก็ตามนอกจากสองฝ่ายข้างต้นยังมีพรรคใหญ่ที่จนถึงตอนนี้ยังไม่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะเป็นเอกเทศหรือจะร่วมมือกับพรรคอื่นหรือไม่ นั่นคือ พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเพราะเป็นพรรคเก่าแก่อยู่ในโคจรบนถนนการเมืองไทยมาตลอด จึงทำให้มีฐานเสียงที่พร้อมสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้ตอนนี้พรรคประชาธิปัยต์จึงเสมือนเป็นตัวแปรที่อาจชี้ชะตาการเลือกตั้งในครั้งนี้ ยังไม่ร่วมถึงพรรคตัวแปรอื่นที่ดูเหมือนว่าจะพร้อมเข้าร่วมกับทุกฝ่าย ขอเพียงได้แต่จัดตั้งรัฐบาล อาทิ ภูมิใจไทย ,ชาติไทยพัฒนา

และสำหรับสูตรการจัดตั้งที่คาดว่าจะเกิดหลังการเลือกตั้ง สูตรที่1 พรรคกลุ่มตัวแปรรวมกับกลุ่มพรรคสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งหมด พรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าจะได้จำนวนเก้าอี้ส.ส. อยู่ที่ 80-100 เสียงกลุ่มพรรคที่พร้อมร่วมกับทุกฝ่าย อย่างภูมิใจไทย ,ชาติไทยพัฒนา และชาติพัฒนา กลุ่มคาดว่าจะได้ที่เก้าอี้ส.ส. อยู่ที่ 50-70 เสียงเพราะฉะนั้น 2กลุ่มนี้ จะอยู่ที่ 130-170 เสียง ดังจากตัวเลขนี้จะทำให้จำนวนเก้าอี้ส.ส. เหลืออยู่ 330-370 เสียง

ถ้ากลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ นำโดยพรรคพลังประชารัฐและแนวร่วม หากร่วมกันได้ 150 เสียง ขณะที่ฝั่งพรรคระบอบทักษิณหรือฝ่ายประชาธิปไตยที่นายวรวัจน์พยายามกล่าวอ้าง ก็จะเหลือ 180-244  เสียง ถ้าผลออกมาตามที่คาดการณ์นี้ การเลือกตั้งถือว่าจบอย่างสมบรูณ์ เพราะฝ่ายพรรคระบอบทักษิณและแนวร่วม จะเป็นฝ่ายค้าน ส่วน 3 กลุ่มที่เหลือ จะรวมกันจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแบบกินนิ่มไม่เกิดความวุ่นวายหรือวิกฤตการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้งอย่างแน่นอน

ถัดมากับสูตรที่ 2 หากพรรคฝ่ายนายทักษิณและเครือข่ายรวมกับพรรคกลุ่มตัวแปรทั้งหมด โดยที่พรรคพลังประชารัฐ ได้เพียง 126 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และ กลุ่มพรรคที่พร้อมร่วมกับทุกฝ่าย ได้เสียงส.ส.ตามที่คาดการณ์เอาไว้ที่ 130-170 เสียง จะทำให้พรรคระบอบทักษิณ จะได้เสียงส.ส.ตั้งแต่ 244 เสียงขึ้นไป และยิ่งพรรคพลังประชารัฐได้เพียง 100 เสียง นั่นหมายถึงว่าถูกเชือดนิ่ม ด้วยเพราะฝั่งพรรคระบอบทักษิณจะได้มากถึง 250-270 เสียง เลยที่เดียว

สำคัญที่ว่าแม้พรรคฝั่งทักษิณจะได้ถึง 270 เสียง ส.ส. แต่ก็ไม่สามารถที่จะโหวตเลือกนายกฯ ได้อยู่ดี ดังนั้นหากกลุ่ม พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพรรคที่พร้อมร่วมกับทุกฝ่าย ตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคระบอบทักษิณ และลอยแพกลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์  จะเท่าให้ส.ส.ทั้งหมดเกิน 376 สามารถโหวตเลือกนายกฯเอง โดยไม่ต้องเพิ่งเสียงส.ว. และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยปริยาย ในกรณีที่พรรคฝ่ายสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ได้เพียง 100 เสียง

ทั้งหมดทั้งมวลจึงจะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแปรสำคัญ ในการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ว่าจะเข้าร่วมฝ่ายใดการพยายาม "สร้างวิมานในอากาศ" ของนายวรวัจน์จึงเสมือนความฝันอันเลืองลาง แต่ก็ควรค่าแก่การจับตามองยิ่งว่า พรรคไทยรักษาชาติและพรรคเครือข่ายจะจับมือพร้อม "ยื่นหมูยื่นแมว" กับพรรคประชาธิปัตย์ดังกระแสลือก่อนหน้านี้หรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องอนาคตที่ต้องติดตามต่อไป

 


 


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
เอกชัย เรืองฉาย


HASTAG : พรรคไทยรักษาชาติ  พรรคประชาธิปัตย์  พรรคการเมือง  การเมือง  พรรคเพื่อไทย  เลือกตั้ง 

ติดตามข่าวอื่นๆ