อ่านเกมออก ฮุนเซ็น เปลี้ยนไป๋! ทิ้งมหาญาติชื่อ "ทักษิณ" ทอดไมตรี "คสช"

เป็นที่ทราบกันดีถึงสายสัมพันธ์ระหว่าง ตระกูลชินวัตร กับประเทศกัมพูชา – สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ที่เคยได้ยกตำแหน่ง “เพื่อนตาย” ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ปัจจุบันนักโทษหนีคดี  ถึงขนาดที่รัฐบาลกัมพูชาประกาศพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้ง ให้นาย ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำคณะรัฐบาลกัมพูชาเลยทีเดียว เป็นมหามิตรที่สำคัญของระบอบทักษิณโดยแท้ แต่ถึงเวลานี้กลายเป็นเพียงภาพจำในอดีตไปเสียแล้วหรือไม่ หลังจากมีการออกคำสั่งยกเลิกพาสปอร์ตที่ออกให้ชาวต่างชาติทั้งหมด อันสืบเนื่องจากข่าวการถือครองพาสปอร์ตกัมพูชาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แพร่สะพัดไปทั่วโลก  

 

 


สะท้อนให้เห็นจุดยืนและการ "รักษาระยะห่าง" ของสมเด็จฮุนเซน ที่มีต่อตระกูลชินวัตร  มากขึ้น ขณะเดียวกัน เรื่องที่น่าสนใจในความสัมพันธ์กัมพูชากับรัฐบาลไทย ภายใต้การนำขอบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 


ตอกย้ำด้วยเมื่อช่วงเย็นของ วันที่15 ม.ค.62 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าว ถึงกรณีรัฐบาลกัมพูชายกเลิกหนังสือเดินทางให้ชาวต่างชาติ ว่า ทางกัมพูชาได้ออกมาแถลง และตนได้ทราบข่าวที่ออกมาจากกรุงพนมเปญแล้ว และการที่กัมพูชายกเลิกหนังสือเดินทางดังกล่าวไม่ใช่เพราะไทยจี้ขอให้ยกเลิกไปแต่มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ 6 - 7 เดือน ขณะที่กัมพูชาเองก็รู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เหตุผลที่ยกเลิกคงเป็นเพราะเรื่องการถือพาสปอร์ตของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง เกินกว่าที่ควรจะเป็น เขาจึงยกเลิก

 


นายดอนได้กล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศด้วยว่า ถือเป็นการแสดงท่าทีที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราแคร์ความรู้สึกซึ่งกันและกัน โดยกัมพูชาถือเป็นเพื่อนของเรา จะต้องทำงานร่วมกันในหลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าของหนังสือเดินทางกับกัมพูชา แต่ยืนยันว่าไม่ได้มาจากการขอร้องของเราในช่วงนี้


เรื่องนี้ชี้ชัดถึงความสัมพันธ์กัมพูชาที่มีต่อไทย ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นในทิศทางที่ดี  แตกต่างกับในอดีตช่วงรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ค่อนข้างจะตึงเครียด เกิดสงครามชายแดน กรณีพิพาทพรมแดนพื้นที่ปราสาทพระวิหาร หลังจากนั้น ก็ได้มีการปะทะ สู้รบระหว่างกำลังทหารทั้งสองฝ่ายหลายครั้ง  พร้อมกับการอ้างสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายเหนือดินแดนพิพาทดังกล่าว ไม่ว่าจะด้วยเรื่องหรือเหตุผลความขัดแย้งใดก็ตามแต่ ทุกเรื่องนั้นมาคลีคลายลงหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557

 

จากนั้นไม่นาน นักเมื่อวันที่วันที่ 28 ก.ค.2557 พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมของกัมพูชา พร้อมคณะนายทหารระดับสูงของกัมพูชา ร่วมไปถึง พล.ท.ฮุน มาเนต รองผบ.ทบ. ผบ.หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายสากลกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และเป็นบุตรชายของสมเด็จฯ ฮุนเซน  เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. และเป็นประเทศแรกที่แสดงออกถึงการยอมรับรัฐบาลทหาร

 

นับเป็นท่าทีของผู้นำกัมพูชาผิดไปจากความคาดหมาย จากท่าทีปกป้องนาย ทักษิณ อย่างออกหน้าในฐานะมิตรรัก กลับมีการทอดไมตรีให้รัฐบาล คสช.ตั้งแต่วันเข้ายึดอำนาจใหม่ๆ ด้วยคำยืนยันจะไม่ยอมให้ใครใช้พื้นที่กัมพูชา แสดงออกในการคัดค้าน จากที่เคยอนุญาตใช้บริการพื้นที่ชายแดนกัมพูชา ติดพรมแดนไทย  ในการพบปะเปิดปราศรัยกับคนเสื้อแดง  ที่ข้ามไปจากด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ถึง2ครั้ง  เมื่อเดือน ธ.ค. 52 และ เม.ย. 55

 

โดยเฉพาะจากกรณีการปล่อยตัว “วีระ สมความคิด”  เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ซึ่งนายวีระ เป็นหนึ่งในแกนนำเคลื่อนไหวชุมนุมตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อันสืบเนื่องจากกรณีพิพาทพรมแดนพื้นที่ปราสาทพระวิหาร  โดยนายวีระถูกทหารกัมพูชาจับกุมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 พร้อมกับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์(ในขณะนั้น) น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ และพวกขณะเดินทางไปตรวจหลักเขต ชายแดนบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และถูกนำตัวเข้าไปในฝั่งกัมพูชา ดำเนินดคีในข้อหารุกล้ำดินแดน ขณะลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่าทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในเขตไทย

 

 

จึงทำให้รัฐบาลนำโดย อภิสิทธิ์ ต้องเร่งเจรจาช่วยเหลือเป็นการด่วน ทว่า การเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวกลับไร้ผลตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้ทั้งหมดต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลาเดือนกว่า ก่อนศาลกัมพูชานัดตัดสินคดีในวันที่ 1 ก.พ. 2554 โดยนายวีระ และ น.ส.ราตรี ถูกตั้ง 3 ข้อหา 1.เข้าเมืองผิดกฎหมาย 2.เข้าพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 3.จารกรรมข้อมูล

 

ศาลกัมพูชามีคำพิพากษาให้นายวีระจำคุกเป็นเวลา 8 ปี ปรับ 1.8 ล้านเรียล และน.ส.ราตรีถูกตัดสินให้จำคุก 6 ปี ปรับ 1.2 ล้านเรียล โดยไม่รอลงอาญา พร้อมทั้งให้ยึดโทรศัพท์ กล้องวีดีโอ เทปบันทึกเสียง และสมุดบันทึกของวีระทั้ง 2 เล่ม ตกเป็นของรัฐ  ขณะที่อีก 5 คนไทย ศาลได้พิพากษามีความผิดฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยให้จำคุกคนละ 9 เดือน แต่ให้ลดเหลือ 8 เดือน และให้รอลงอาญาไว้ก่อน หลังจากการตัดสินดังกล่าว ทำให้คนไทยทั้ง 5 คนสามารถเดินทางกลับประเทศได้ทันที ส่วน นายวีระ และ น.ส.ราตรี ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไปยังเรือนจำเปรย์ซอว์ทันที

 

 

ในเวลาต่อมาน.ส.ราตรีได้รับการอภัยโทษตั้งแต่เมื่อเดือน ก.พ.2556 ขณะที่นายวีระถูกคุมขังทั้งสิ้นเป็นระยะ  3 ปี 6 เดือน 2 วัน หรือรวมแล้ว 1,281 วันนั้น ซึ่งอยู่ ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อเนื่อง รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยทั้งสองรัฐบาลพยายามที่จะช่วยเหลือนายวีระให้กลับไทย แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จนกะทั่ง ถูกปล่อยตัวเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2557  ทั้งนี้การปล่อยตัวเกิดขึ้นหลังจากที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่รมว.ต่างประเทศ  (ขณะนั้น) ได้เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หารือร่วมกัน 
 


สาเหตุสำคัญที่มีการปล่อยตัวนายวีระส่วนหนึ่งมาจากการประสานงานของพล.อ.ประยุทธ์ที่ได้มีการติดต่อประสานกันระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกประเทศกัมพูชา โดยอาศัยความสัมพันธ์ของกองทัพทั้งสองประเทศ ซึ่งผ่านไปทางผบ.ทบ.ประเทศกัมพูชา ให้ช่วยเดินเรื่องขอให้รัฐบาลประเทศกัมพูชาปล่อยตัวนายวีระ  โดยในวันนั้น นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ในการหารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้มีการหยิบยกกรณีนายวีระ สมความคิด ซึ่งรับโทษอยู่ที่เรือนจำในกรุงพนมเปญ มาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วนั้นขึ้นมาหารือ ซึ่งตามกฎหมายของกัมพูชาจะต้องรับโทษ 5 ปี จึงจะมีสิทธิขออภัยโทษได้

 

อย่างไรก็ตามตนได้หารือตามแนวทางจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ที่ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพิจารณาปล่อยตัวนายวีระ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง และด้านมนุษยธรรม รวมทั้งความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยไม่ประสงค์จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา

 

 

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่สมเด็จฮุนเซน ได้รับฟังคำอธิบาย ก็ได้หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น คือ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ให้กับนายวีระ โดยลงวันที่ 1 ก.ค.2557 พร้อมกับถามว่าจะรับตัวนายวีระวันใด คือ วันนี้หรือพรุ่งนี้ ตนจึงเรียนว่าพ.ร.ฎ.ลงวันที่วันนี้ จึงขอให้เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย เดินทางไปรับตัวนายวีระในวันนี้ทันที โดยนายวีระ จะเดินทางกลับพร้อมคณะของทางการไทยถึงประเทศไทยในวันที่ 2 ก.ค.และอีกหนึ่งภาพประทับ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โถมเข้ากอด-ซบอก พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 พลันที่นายกฯ ไทยเอ่ย "ออกุน เจริญ" แปลว่าขอบคุณ จากนั้นสมเด็จฮุนเซนก็เข้าสวมกอด พล.อ.ประยุทธ์ทันที โดยมีรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมของ 2 ประเทศคือ พล.อ.เตียบัณห์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยืนยิ้มกริ่มเป็นสักขีพยานอยู่เบื้องหลัง ทามกลางบรรยากาศอันชื่นมืน  การเปลี่ยนทิศเช่นนี้สะท้อนให้เห็นจุดยืนที่ชัดขึ้น ของสมเด็จฮุนเซน ที่มีต่อตระกูลชินวัตร  และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำไทยอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา


HASTAG : นายกกัมพูชา  สายสัมพันธ์  ฮุนเซ็น  ทักษิณ ชินวัตร 

ติดตามข่าวอื่นๆ