ย้อนประวัติ "หญิงหน่อย" ว่าที่นายกหญิงคนต่อไป หรือแค่เบี้ยเผื่อเลือกของ "ทักษิณ"?

"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกรณีที่สุดแห่งปี โดยขั้นตอนแรกได้ทำการสำรวจเป็นคำถามปลายเปิดที่ให้แต่ละคนได้นำเสนอที่ตนเองชื่นชอบ จากนั้นจึงนำคำตอบที่มีคะแนนสูงสุดมาทำเป็นตัวเลือกให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกอีกครั้งหนึ่ง และสรุปเป็นฐานข้อมูลเพื่อสะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่และความคาดหวังของคนไทย โดยในปี 2561 นี้ ได้สำรวจ ความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 8,347 คน ระหว่างวันที่ 10 – 28 ธันวาคม 2561 ทั้งนี้ มาดูฟากฝั่งที่สุดของการเมือง คือ "นักการเมืองหญิง" ที่ "ชื่นชอบ" มากที่สุด อันดับที่1 ได้แก่ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" ได้ไป 34.20  

 

 

อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไป ต้องถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับ เส้นทางทางการเมืองของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์หรือที่รู้จักกันในนาม “หญิงหน่อย” ที่เติบโตมากับพรรคพลังธรรมด้วยการชักชวนของพลตรีจำลอง ศรีเมือง แต่เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เข้าไปสังกัดพรรคพลังธรรมเมื่อปี 37 และได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำพรรค แต่ไม่สามารถควบคุมพรรคได้ เพราะในพรรคมีความเป็นประชาธิปไตยสูง จึงเป็นเหตุให้ “ทักษิณ ชินวัตร”  จึงแยกตัวออกมาตั้งพรรคไทยรักไทย ในปี 41 ที่ตัวเองมีอำนาจสูงสุด ในที่สุด“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” นักการเมืองหญิงที่ถูกมองว่าเป็นน้ำดีก็ทิ้งพรรคพลังธรรมติดสอยห้อยตาม “ทักษิณ ชินวัตร” มาด้วย

 

 

 


ตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องถึงพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยบทบาทของคุณหญิงหน่อย ก็สร้างความโดดเด่นเสมอมาไม่ว่าในตำแหน่งรัฐมนตรีหรือผู้นำพรรค แต่สำหรับตำแหน่งผู้นำพรรคนั้นบทบาทของคุณหญิงหน่อยก็ถูกจำกัดขอบเขตอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งไปทับซ้อนกับผู้ยิ่งใหญ่อีกคนนึงในพรรค ที่ชื่อ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง“ มีดีกรีปริญญาเอกระดับด็อกเตอร์-เจ้าพ่อฝั่งธน ซึ่งถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากันขนาดหนักขณะที่ร.ต.อ.เฉลิม เคยด่าคุณหญิงสุดารัตน์อย่างรุนแรง ชนิดที่ว่า “ไอ้-อี-- ” ว่อนที่ทำการพรรค เอาส.ส.-นักข่าว ต๊กกะใจ!!! 

 

 


 


เมื่อย้อนกลับไปเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 2 ก.พ. 53  ร.ต.อ.เฉลิมได้ให้สัมภาษณ์ ว่า วันนี้ที่พรรคเพื่อไทยต้องยุ่งวุ่นวายก็เพราะคุณหญิงสุดารัตน์คนเดียว ที่ผ่านมายอมมานาน เพราะเกรงใจ พ.ต.ท.ทักษิณ (ยศในขณะนั้น) และคุณหญิงพจมาน แต่พอยอมมากเข้าก็จะกลายเป็นว่าถูกกำไต๋ไว้ คุณหญิงสุดารัตน์เคยอภิปรายอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในชีวิตการเมืองมาก พวกนี้เป็นแมว พอ พ.ต.ท.ทักษิณ (ยศในขณะนั้น) เลี้ยงดีหน่อย ลายเลยใหญ่ คิดว่าตัวเองเป็นเสือ ในระหว่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนพูดกับผู้สื่อข่าวโดยพูดโจมตีคุณหญิงสุดารัตน์อย่างดุเดือดว่าชอบต่อสายถึงคอลัมนิสต์ เพื่อให้มาโจมตีตน แล้วเข้ามายุ่มย่ามการทำงานในพรรค

 

ขณะนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พร้อมด้วย น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.กทม.และคนสนิทของคุณหญิงสุดารัตน์ ได้ลงลิฟต์มาเผชิญหน้ากับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่กำลังกล่าวโจมตีคุณหญิงสุดารัตน์อยู่พอดี ร.ต.อ.เฉลิม ได้เรียกทั้ง 2 คน เข้ามาต่อว่าอย่างรุนแรง พร้อมชี้หน้า โดยต่อว่าว่า “อนุดิษฐ์มึงกับอนุสรณ์ และศักดา (คงเพชร) มึงเป็นศัตรูกู เพราะให้สัมภาษณ์ด่ากูไว้ กูตัดหนังสือพิมพ์แปะไว้หมด มึงใกล้ชิดกับหน่อยมากเกินไป พยายามสกัดไม่ให้ลูกกูลงเลือกตั้ง พยายามมาเปลี่ยนลำดับปาร์ตี้ลิสต์ไม่ให้กูลงเบอร์ 2 ไม่ให้ไอ้ตู่ลงเบอร์ 4 และเชียร์ไอ้มิ่ง (มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์) แต่สมัครเขาไม่เอาด้วย ความจริงหน่อยมันควรสู้อย่างจาตุรนต์ ไม่ใช่มาเล่นอย่างนี้ อนุดิษฐ์ พ่อมึงกับกูสนิทกัน มึงเป็นนายทหาร ไม่ควรทำอย่างนี้ มึงเลือกข้างผิดแล้ว ต้องมาอยู่กับกู มึงยังมีอนาคตไกล”  

 

สำหรับบางคำก็ต้องเซ็นเซอร์เพราะรุนแรงเหลือเกินจะทำให้ถูกฟ้องได้ คิดดูเองก็แล้วกันว่ารุนแรงแค่ไหน จนกระทั่งคสช. เข้ายึดอำนาจเมื่อ22 พ.ค.57 ก็ปรากฏข่าวว่า คุณหญิงสุดารัตน์จัดแยกตัวออกจากพรรคเพื่อไทยมาร่วมตั้งพรรคกับคสช. เพราะมีความสนิทสนมกับ พี่ใหญ่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ซึ่งท่าทีทางการเมืองของคุณหญิงสุดารัตน์ในขณะนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไปในทิศทางที่ร่ำลือกันเพราะเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจังหวัดเก่าทางการเมืองต่อไปในอนาคตคุณหญิงสุดารัตน์ก็ตอบบ่ายเบี่ยงว่าไม่ขอออกความเห็นทางการเมืองมุ่งหน้าแต่เรื่องทางธรรม เพราะไปปรับปรุงลุมพินีสถานซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งต่อมาได้บรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ไม่เพียงเท่านั้นยังไปสร้างรูปเด็กหัวจุกซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าชายสิทธัตถะแล้วเรียกว่าพระพุทธเจ้าน้อยซึ่งผิดหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาเพราะขณะนั้นเจ้าชายสิทธัตถะมีสถานะเป็นเพียง พระโพธิสัตว์เท่านั้น แต่ต่อมาก็มีข่าวอื้ออึงว่านายทักษิณจะให้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและจะได้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏว่าบทบาทของคุณหญิงสุดารัตน์ก็เปลี่ยนไปในทันทีเริ่มเปิดประเด็นจวกคสช. และ เชิดชูแนวทางประชาธิปไตยขึ้นมาทันที ข่าวลือล็อคไปพลิกมา ท้ายสุดปรากฏว่าได้เป็นแค่ประธานยุทธศาสตร์

 

แต่นั่นก็ทำให้คุณหญิงสุดารัตน์เกิดอาการกะปรี่กะเปร่าขึ้นมาทันที เพราะมีคำยืนยันว่าจะได้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งของพรรคเพื่อไทย แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นก็คงทำเอาคุณหญิงสุดารัตน์มึนงงพอสมควรเพราะ การแตกตัวของพรรคบริวารในระบอบทักษิณจากพรรคหลักพรรคเพื่อไทยออกไปถึง ๕ พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย-พรรคเพื่อชาติ-พรรคเพื่อธรรม-พรรคประชาชาติ และพรรคไทยรักษาชาติ

 

 

 


 


ที่สำคัญที่ดูโดดเด่นและให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษก็คือพรรคไทยรักษาชาติที่มีตัวย่อตามชื่อของ “ทักษิณ ชินวัตร”คือ ทศช.และมีโลโก้ใกล้เคียงกับพรรคไทยรักไทยไม่เท่านั้นบุคคลสำคัญ อาทิ เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง, นางฐิติมา ฉายแสง อดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, น.ส.อนุตมา อมรวิวัฒน์, นายประภัสร์ จงสวง อดีตผู้ว่ารฟม., นายนรวิช หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ,นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมทั้งน.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาว เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งเคยเป็นอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทิ้งคุณหญิงสุดารัตน์ให้เฝ้าพรรคเพื่อไทยกับนายภูมิธรรม เวชชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นสายตรงของทักษิณ

 

สิ่งที่น่าสนใจ และจับตามมอง บทบาทของ คุณหญิงสุดารัตน์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย งานนี้มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า จะถูกหลอกใช้ ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือ รู้เขาหลอกก็เต็มใจให้หลอกหรือไม่ อันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ คือ ให้พรรคการเมืองส่งชื่อบุคคลที่พรรคนั้นจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ได้ไม่เกิน 3 ชื่อ หรือพรรคใดจะไม่ส่งก็ได้ พรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อผู้ที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ต่อสภาผู้แทนฯ (ครั้งนี้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา) จะต้องมีส.ส.ไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของส.ส.ทั้งหมด

 

หรือไม่น้อยกว่า 25 คน และในการเสนอชื่อนายกฯ จะต้องมี ส.ส.รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของ ส.ส.ทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 50 คน ย้ำว่านี่คือ "บัญชีนายกฯ" ไม่ใช่และไม่เกี่ยวกับ "ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ" หรือส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ผู้สมัคร ส.ส.ก็สามารถมาอยู่ในบัญชีนายกฯ ได้ เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจะสามารถเสนอใครก็ได้ และพรรคเพื่อไทย อาจจะไม่เสมอชื่อ คุณหญิงสุดารัตน์เช่นกัน อีกทั้งพรรคในเครือข่ายทักษิณอีกถึง5พรรค

 

นั้นก็หมายความว่า  พรรคในเครือข่ายทักษิณจะสามารถเสนอชื่อนายกได้ถึง15คน โดยเฉพาะพรรคไทยรักษาชาติซึ่งน่าจะเติบโตแข่งกับพรรคเพื่อไทยต้องจับตาดูว่าใครจะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนั่นคือคู่แข่งของคุณหญิงสุดารัตน์  โดยข้อเท็จจริงแล้วการจะโหวตให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องต่อสู้กันในรัฐสภาก็อยู่ที่ทักษิณจะสั่งการหรือไม่ อย่างไร? อีกหนึ่งประเด็น ว่าด้วยการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสม  

 

ซึ่งออกแบบมาใหม่ให้เสียงประชาชนทุกเสียงมีค่า ผลคะแนนจะถูกนำไปเฉลี่ยจำนวนเสียงส.ส.ทั้งหมด500เสียงที่มีอยู่ ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งถ้าหากพรรคเพื่อไทย ได้จำนวนส.ส.แบ่งเขตมากเกินกว่า จำนวนส.ส.จริงที่ควรจะได้นั้น  โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแทบจะน้อยนิด หากคุณหญิงสุดารัตน์ไม่ได้ลงสมัครส.ส.แบบแบ่งเขต โอกาสที่จะคว้าเก้าอี้ก็คงเป็นไปได้อยาก อย่าไปฝันถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลย ท้ายที่สุดคุณหญิงสุดารัตน์ก็อย่าลืมบทเรียนของ "สมัคร สุนทรเวช" ที่นายทักษิณ ดันให้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่เมื่อต้องการจะเปลี่ยนก็หักหาญน้ำใจไม่ให้พรรคร่วมรัฐบาลไปประชุมสภาแล้วกดดัน "นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์" สามี "เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" น้องเขยขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับ  "สมัคร สุนทราเวช" นักการเมืองลายครามเป็นอย่างยิ่ง ... 

 

    


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา


HASTAG : ว่าที่นายกหญิง  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์  ดุสิตโพล  พรรคเพื่อไทย 

ติดตามข่าวอื่นๆ