"ป๋าเปรม" เปิด "บ้านสี่เสา" แสดงท่าทีเป็นห่วง "ทหารม้า" เผยที่มาของ "ป๋า" จาก "รัฐบุรุษ" สู่ "ประธานองคมนตรี"

เรียกได้ว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปี ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะเปิดบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ให้นายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าอวยพรและขอพรเนื่องในวันปีใหม่ และในวันที่ 27 ธ.ค. 2561 นี้ นอกจากจะให้พร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกฯว่า " ขอบคุณที่บริหารประเทศ มาอย่างโลดโผน มีความมุ่งมั่นตั้งใจให้บ้านเมืองสงบสุข ทำให้ประชาชนพอมีเงินใช้สอย รักประชาชนให้มาก" พล.อ.เปรม ยังได้กล่าวขอบคุณต่อนายทหารตั้งแต่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. 

 

รวมถึง พล.อ.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ผู้ช่วยผบ.ทบ. ที่เสมือนเป็นหัวเรือใหญ่ของเหล่าทหารม้า โดย พล.อ.เปรมย้ำว่า ขอให้ช่วยกันรักษาความเป็นทหารม้าเป็นแบบอย่างที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างที่เราสั่งสมกันมา และเสนอให้ศูนย์การทหารม้า(ศม.)สร้างห้องสมุดของเหล่าทหารม้า ที่เป็นแหล่งศึกษาของทหารรุ่นใหม่ พร้อมฝากฝังให้ พล.อ.วิจักขฐ์ สอนรุ่นน้องรุ่นลูกหลาน ทหารม้าให้เข้าใจเรามีลักษณะพิเศษอย่างไรบ้าง ประเพณี  อาบน้ำม้าก็ยังอยู่ ตนขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญ ดำรงความเป็นเหล่าทหารม้าตลอดไป  ให้ทุกคนเป็นเหล่าทหารม้าสืบทอดกันต่อไป ไม่มีวันขาดสาย

จะเห็นได้ว่า พล.อ.เปรม นั้นมีความผูกพันกับ ทหารม้า เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด หากย้อนกลับไปครั้งสมัย พล.อ.เปรม รับราชการทหาร หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเทคนิคทหารบก รุ่นที่ 5 (ปัจจุบันคือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) แต่เดิมนั้นมีความปรารถนาจะเป็น ทหารเหล่าปืนใหญ่ เช่นเดียวกับ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่เรืองอำนาจอยู่ในขณะนั้น อีกทั้งผู้ที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของกองทัพบกในตำแห่งผู้บัญชาการทหารบกนั้น ล้วนเป็นนายทหารที่ต้องมาจากเหล่าราบ และเหล่าปืนใหญ่ แทบทั้งสิ้น

 

แต่อาจด้วยชะตาฟ้าลิขิต ที่ทำให้พล.อ.เปรม จำต้องออกสู่สมรภูมิรบแรกในสงครามอินโดจีน ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดประจำกองรถรบเหล่าทหารม้า เพราะฝ่ายกองทัพไทยขาดแคลนกำลังรบ ตั้งแต่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 พล.อ.เปรม รับราชการเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2511 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า และเรียกแทนตัวเองต่อผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าว่า "ป๋า" และเรียกผู้ที่อาวุโสน้อยกวาสหรือผู้ใต้บังคับบัญชาว่า "ลูก" จนเป็นที่มาของคำว่า "ป๋าเปรม"

อีกทั้ง พล.อ.เปรม ยังเป็นเสมือนผู้กเบิกผลักดันให้ทหารม้าได้เฟื่องฟูอำนาจ ด้วยการได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกคนแรกที่มาจากเหล่าทหารม้าประดุจว่าเป็นยุคทองของทหารม้าทำให้พล.อ.เปรม เป็นดั่งพ่อม้าของลูกม้าทุกคน กลายเป็นเป็น "ป๋า" ที่สร้างคุณูปการให้กับกองทัพ ด้วยพระเดชและพระคุณนี้เอง พล.อ.เปรม จึงครองความเป็น "ป๋าเปรม" ที่มากล้นด้วยอำนาจบารมี จวบจนกระทั่งทุกวันนี้


และในสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม มีผลงานสำคัญในการผลักดันนโยบาย "การเมืองนำการทหาร" ซึ่งนำไปสู่การออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 กำหนดนโยบายและปรับท่าทีในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ให้แก่ผู้หลงผิดที่หลบหนีเข้าป่าภายหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์มอบตัว และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้สามารถใช้ชีวิตใหม่ร่วมกันต่อไปในสังคมได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว ยังช่วยลด ความขัดแย้งทางการเมือง ณ ช่วงเวลานั้นได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังส่งผลให้รัฐบาลสามารถทุ่มเทกำลัง มาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป

ด้วยคุณงามความดีที่สั่งสมมาโดยตลอดพล.อ.เปรม ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีวันที่ 23 ส.ค. 2531 เพื่อทำหน้าที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาท สู่รัฐบุรุษ วันที่ 29 ส.ค. ปีเดียวกัน และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ประธานองคมนตรีในเวลาต่อมา เมื่อ วันที่ 4 ก.ย. 2541 อันเป็นเกียรติสูงสุดของชีวิต และภายหลังการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย 13 ต.ค. 2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสวรรคต ในวันเดียวกันนั้นเอง พล.อ.เปรม จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนโดยตำแหน่งประธานองคมนตรี เพื่อเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินในพระปรมาภิไธยหรือพระนามาภิไธยพระมหากษัตริย์เป็นการชั่วคราว จนถึงวันที่ 1 ธ.ค. 2559 รวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 49 วัน


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
เอกชัย เรืองฉาย


HASTAG : ป๋าเปรม  พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  การเมือง 

ติดตามข่าวอื่นๆ