"ธนาธร" เหิมจะปรับลดจำนวน "นายพล" ทำความเข้าใจใหม่...ปรับหรือไม่ปรับ มี "ค่าเท่ากัน"

ว่ากันไปแล้ว...พฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำของ "พรรคอนาคตใหม่" ที่หวังปรับเปลี่ยนการใช้อำนาจตลอดจนแก้ไขโครงสร้างกองทัพนั้น มีให้เห็นมาตลอด เมื่อแรกทีเดียวกับการประดิษฐ์วาทกรรม "ลบล้างผลพวงรัฐประหาร" ที่ดูจะเป็นนามธรรมและไม่สามารถจับต้องได้ว่า "ผลพวง" นั้นแท้จริงแล้วคืออะไร แต่ก็ชัดเจนระดับหนึ่งว่าเป็นการแสดงออกต่อต้านรัฐบาล คสช. ที่ตัวผู้นำคือนายธนาธร และพลพรรคของเขานั้นถือมั่นว่าเป็นฝั่งปรปักษ์มาโดยตลอด

 

จะอย่างไรก็ตามแต่ ภายหลังการประกาศ "ปลดล็อคพรรคการเมือง" ก็ดูเหมือนว่านายธนาธร จะลดโทนความแข็งกร้าวลงไปบ้าง แต่นโยบายหลักของพรรคนั้น ก็ยังมิวายด้วยการเสนอให้ชวนคล้อยตามด้วยการลดขนาดและศักยภาพของกองทัพ ทั้งในแง่ของ "งบประมาณ" และ "กำลังพล" เพื่อนำงบประมาณส่วนนี้ไปจุนเจือด้านอื่นเช่น การศึกษาหรือสวัสดิการซึ่งก็ว่ากันไป...แต่เมื่อผ่านมุมมองของประชาชน เมื่อนโยบายดังกล่าวเกี่ยวพันกับคุณภาพชีวิตและปากท้องก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ในระยะยาวการรักษาอธิปไตยที่สัมพันธ์กับบริบทขนาดกองทัพ...จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นก็เป็นเรื่องที่ควรนำมาพินิจให้ถี่ถ้วนเช่นกัน

ล่าสุดนายธนาธร ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ด้วยการสร้างโพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชนในแฟนเพจเฟซบุ๊กของตน ว่าด้วยเรื่อง "ปฏิรูปกองทัพ" ให้เป็นกองทัพสมัยใหม่ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ใช้วิธีสมัครแทน ยกเว้นเวลาเกิดศึกสงคราม, ปรับลดกำลังพลประจำการลงครึ่งหนึ่ง ให้เหลือเพียง 1.7 แสนนาย, ลดจำนวนนายพลจากปัจจุบัน 1,600 คน ให้เหลือเพียง 400 คน (อ่านต่อเพิ่มเติม : ไม่จบไม่สิ้น! "พรรคอนาคตใหม่" สร้างโพลล์ "ปฏิรูปกองทัพ" หวังยกเลิกทหารเกณฑ์...นโยบายเพื่อประชาชนหรือหวังผลอันใด)

 

นอกเหนือจากการ "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร" ที่ดูจะเป็นข้อเสนอที่ล้าสมัยและทาง ผบ.ทบ. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เองก็ให้ความกระจ่างไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าเสียงเรียกร้องเหล่านี้เป็นเพียงเสียงของคนกลุ่มเล็ก เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่ไม่มีทหารดังนั้นการยกเลิกการเกณฑ์ทหารจึง "เป็นไปไม่ได้" อีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่ควรค่าแก่การทำความเข้าใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ การลดจำนวนนายพล ที่แม้นว่าก่อนหน้านี้จะมีแว่วเสียงจากประชากรบ้างกลุ่ม แต่ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาอภิปรายอย่างกว้างขวางเท่าใดนัก

 

ก่อนอื่นใดเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงจะพบว่าการจัดโครงสร้างกองทัพและการได้มาซึ่ง "นายพล" ของประเทศไทยนั้น แทบจะไม่ได้มีความซับซ้อนแต่กลับมีความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เพราะแท้จริงแล้วการที่นายทหารสัญญาบัตรจะสามารถไต่เต้าขึ้นสู่ระดับชั้นยศนายพลนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถแต่เพียงอย่างเดียว แต่ "ผูกขาด" กับสถาบันหลักของแต่ละเหล่าเหล่าทัพ กล่าวคือ "นายพล" นั้นคือผลผลิตของ "โรงเรียนนายร้อย" ซึ่งในแต่ละรุ่นนั้น จะผลิตได้ประมาณ 200-250 นาย ในเหล่า ทบ. และ ตร. ขณะที่ เหล่า ทอ. และ ทร. จะลดหลั่นกันลงมาอาจอยู่ที่ประมาณ 50-150 นาย เท่านั้น 

 

เหตุที่ใช้คำว่า "ผูกขาด" เนื่องด้วยกำลังพลที่มาจาก "กองหนุน" หรือกำเนิดจากสถาบันที่เทียบเท่า "โรงเรียนนายสิบ" ที่ผลิตทหารชั้นประทวนนั้น มีจำนวนน้อยมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีโอกาสติดยศชั้น "นายพล" หากจะมีก็เพียงแต่ต้อง "เออร์ลี่" ก่อนหมดอายุราชการเพื่อหวังได้เลื่อนอีกหนึ่งชั้นยศจาก "พันเอกพิเศษ" เป็น "พลตรี" แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอัตราว่างที่ทางกระทรวงกลาโหมกำหนดโควต้าไว้ประจำปี


อย่างไรก็ตามจากข้อเท็จจริงตามบัญชีโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ประจำปี 2561 มีทั้งสิ้น 935 นาย ซึ่งเมื่อรวมกับที่ประจำการจะอยู่ที่ประมาณ 1,400 นาย ในขณะที่หน่วยที่รองรับ ผู้บัญชาการระดับกรมจนถึงกองพล หรือตำแหน่งที่สัมพันธ์กับชั้นยศนั้น มีไม่เพียงพอ ทำให้บางส่วนนั้นต้องตกไปเป็น "ผู้ทรงคุณวุฒิ" โดยในกลุ่มนี้ไม่มีอำนาจทางพฤตินัย กล่าวคือไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ขึ้นตรง เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ขึ้นอยู่กับงานที่ได้รอบมอบหมาย

ซึ่งน่าสนใจว่า ตรงจุดนี้น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่นายธนาธร อาจมองว่าเมื่อประเทศไทยมีนายพลจำนวนมาก ก็อาจสุ่มเสี่ยงการเกิดรัฐประหารที่เขานั้นวิตก แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะจากข้อเท็จจริงมี "นายพล" ไม่กี่นายเท่านั้นที่มีอำนาจในสายบังคับบัญชา...หรือหากจะมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ก็ต้องย้อนกลับสู่คำถามที่ว่า...จริงอยู่ที่ เงินเดือนของนายพลนั้นเริ่มตั้งแต่ 30,000 - 70,000 บาท ทั้งตำแหน่ง "ผู้ทรงคุณวุฒิ" และ ตำแหน่งที่สัมพันธ์กับชั้นยศ แต่ก็เป็นเงินเดือนที่ปรับอัตราขึ้นทุกปีเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน เพราะถึงแม้ว่าชั้นยศจะไม่ได้เลื่อน แต่อย่างไรแล้วเงินเดือนก็ต้องปรับขึ้นอยู่ดี เช่นเดียวกับชั้นประทวนที่ครองยศ "จ่า" แต่มีเงินเดือนถึง 30,000 บาทก็พบเห็นได้โดยทั่วไป 

 

ดังจะเห็นได้ว่า หากนำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาคัดง้างต่อแนวคิดดังกล่าว การปรับลด "นายพล" ก็ไม่ได้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ว่าจะเกิดผลดีต่อกองทัพหรือต่อระดับประเทศมากเพียงใด เพราะในแง่การใช้อำนาจ "นายพล"ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีอำนาจทาง "พฤตินัย" ส่วนในแง่งบประมาณถึงจะมี "นายพล" น้อยลง งบประมาณที่ต้องจ่ายเป็นเงินเดือนแก่บุคลากรในกองทัพก็มิได้น้อยลง

หรือแท้จริงแล้วจะเป็นเพียงความเข้าใจอันกลวงเปล่าของทาง "พรรคอนาคตใหม่" หรือการแก้ปัญหาแบบไม่ประสาเสมือนว่าเกิดอาหารคันแต่เกาไม่ตรงจุด...ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ทั้งสิ้น

 




  อ่านข่าวทที่เกี่ยวข้อง
ทำความรู้จัก...ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ!?!ถอดความคิดไพร่หมื่นล้าน เจ้าของคำพูด ไม่ต้องหมอบกราบพระเจ้าองค์ไหน!!!ไม่ต้องสงสัย ไฉนคบคิดนิติราษฏร์?

แกนนำพรรคนิติราษฎร์ .."ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ"ไพร่หมื่นล้าน ท่อน้ำเลี้ยงสื่อล้มเจ้า "ฟ้าเดียวกัน"??    
ก่อนจะเรียกตัวเองว่า "ไพร่".. ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รู้จักคำนี้ดีแค่ไหน??
   
ดีเดย์ 15 มี.ค. "ธนาธร ยื่น กกต.จัดตั้งพรรค" (คลิป)   
ธนาธร เปิดตัว พรรคอนาคตใหม่ เมินนายกฯ คนนอก (คลิป)

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อนาคตใหม่ หรือ อนาคตดับ ? หลังถูกชุดภาพ ร่วมชุมนุม ม็อบแดง 53 จนโดนกระสุนยาง


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
เอกชัย เรืองฉาย


HASTAG : ลดจำนวนนายพล  พรรคอนาคตใหม่  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  นายพล  กองทัพ  การเมือง 

ติดตามข่าวอื่นๆ