ผิดก็คือผิด!! ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน"รพ.กรุงเทพ"เก็บเงินค่าสมาชิกแล้ว ไม่มีสิทธิยกเลิก"โครงการไลฟ์พริวิเลจคลับ"

ถือเป็นหนึ่งเรื่องใหญ่สำหรับผู้บริโภค  ซึ่งต้องกลายเป็นเหยื่อให้กับบรรดาแคมเปญสิทธิพิเศษต่าง ๆ  ที่ถูกผลักดันออกมาเพื่อผลทางการตลาด และผลประโยชน์ทางธุรกิจ  แต่ท้ายสุดในบางเคสกรณีก็กลายเป็นปัญหา  ทำให้ผู้บริโภคต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ทวงความเป็นธรรม   เช่นความวุ่นวายทื่เกิดกับ "โรงพยาบาลพญาไท 2" ซึ่งศาลแพ่งเคยมี คำพิพากษาให้คืนสิทธิ์สมาชิก Phyathai Ultimate Trust Card รักษาฟรีได้ตลอดชีพ  เนื่องจากเหตุไม่ใช่ธุรกิจประกันภัย ตามรอยไลฟ์พริวิลเลจ โรงพยาบาลกรุงเทพ  ตามรายละเอียดที่มีการนำเสนอไปก่อนหน้า  

 

(คลิกอ่านข่าวประกอบ  :   สมาชิกเฮ!!! ศาลสั่ง “ร.พ.พญาไท 2” คืนสิทธิ์รักษาฟรีตลอดชีพ ตามรอยไลฟ์พริวิลเลจ ร.พ.กรุงเทพ )

 

 

ล่าสุดปรากฎว่าในกรณีที่เกิดขึ้นกับโครงการ " ไลฟ์พริวิเลจคลับ" ของ โรงพยาบาลกรุงเทพ  ในลักษณะของคำพิพากษายืนความผิดในชั้นการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์  โดยสรุปคำพิพากษาศาลอุทธรณ์  คดีของศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ผบ.770, 926, 941/2560  ระหว่างผู้เสียหายกับ  บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า  ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  ให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงของโครงการเอกสิทธิ์ของคุณภาพชีวิต และเปิดสโมสรไลฟ์ พริวิเลจ กับให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของสโมสรต่อไป โดยศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ใจความสรุปดังนี้


การดำเนินกิจการโครงการไลฟ์พริวิเลจคลับของจำเลยเป็นการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยหรือไม่  ตามแผ่นพับโฆษณาเชิญชวนให้สมัครเป็นสมาชิกโครงการเอกสิทธิ์ของคุณภาพชีวิต และกฎระเบียบข้อบังคับไลฟ์พริวิเลจคลับ รวมทั้งข้อแนะนาการใช้บริการ เป็นข้อตกลงระหว่างจาเลยกับโจทก์ทั้งสามและสมาชิกโครงการ จากกฎระเบียบข้อบังคับและข้อแนะนาการใช้บริการดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่า การเข้ารับการรักษาพยาบาลของโจทก์ทั้งสามไม่ว่าจะเป็นแบบผู้ป่วยนอก หรือแบบผู้ป่วยในจะต้องเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลกรุงเทพที่จาเลยกาหนดเป็นหลัก 


ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลโรงพยาบาลกรุงเทพ  ได้บอกรับสมาชิกโดยให้สมาชิกชำระค่าสมาชิกครั้งเดียวเป็นเงินเท่ากับมูลค่าทองคำน้ำหนัก 200 บาท ตามแต่มูลค่าของทองคำในช่วงเวลาที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก แล้วจำเลยจะให้บริการตอบแทนโดยดูแลรักษาสุขภาพแก่สมาชิก ซึ่งล้วนเป็นการประกอบกิจการโรงพยาบาลตามวัตถุประสงค์ของจำเลย ค่าจ้างแพทย์ บุคคลากร ค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์และสิ่งปลูกสร้างล้วนเป็นค่าใช้จ่ายของจำเลย ซึ่งถือเป็นต้นทุนของการประกอบกิจการ


การเรียกเก็บค่าสมาชิกจึงเป็นการเรียกเก็บค่ำบริการล่วงหน้าเป็นเงินทุนในการประกอบธุรกิจของจำเลยโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย  มิใช่เป็นเบี้ยประกัน และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องบริหารเงินดังกล่าวให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการให้บริการสมาชิกแต่ละราย  การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาลอยู่แล้วให้การรักษาเมื่อโจทก์ทั้งสามและสมาชิกเจ็บป่วย จึงไม่ถือเป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือสมาชิกแต่อย่างใด  


ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสามและสมาชิกอื่นสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น  และจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โรงพยำบำลอื่นนั้น ตามข้อตกลงกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้โจทก์ทั้งสามและสมาชิกอื่นเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพเป็นหลัก เว้นแต่ในกรณีฉุกเฉิน ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องการให้สมาชิกในกรณีฉุกเฉินได้รับการดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นจากแพทย์ผู้มีความรู้ของโรงพยาบาลอื่นทันทีแล้วจำเลยจะรีบนำรถพยาบาลไปรับมารักษา ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ ส่วนต่างจังหวัดกรณีฉุกเฉินสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือของจำเลยสะดวกที่สุด 
 

 


กรณีดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อยกเว้นในการดูแลรักษาพยาบาลโจทก์ทั้งสามและสมาชิกอื่นในกรณีฉุกเฉิน การที่จำเลยจ่ายเงินให้แก่โรงพยาบาลอื่นไป เป็นข้อยกเว้นที่จำเลยปฏิบัตินอกเหนือไปจากข้อตกลง  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการสร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิกเท่านั้น  กรณีจึงไม่ใช่กำรตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น


นอกจากนี้ ตามกฎระเบียบข้อบังคับไลฟ์พริวิเลจคลับ ไม่มีการกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัย  เพื่อเป็นการจำกัดความเสี่ยงภัย    โดยจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดจะไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้เอาประกันภัยไว้    จำนวนเงินเอาประกันภัยถือเป็นสาระสาคัญของการประกันวินาศภัยที่จะต้องกำหนดไว้ ทั้งค่าสมาชิกที่จำเลยเรียกเก็บจากโจทก์ทั้งสามและสมาชิกอื่นยังมีอัตราเท่ากันแล้วแต่สมาชิกสมัครในช่วงใด ไม่มีการเรียกเก็บตามความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นจากอายุ เพศ และอาชีพ ของสมาชิกตามลักษณะของเบี้ยประกันภัยซึ่งบัญญัติเป็นหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 864 ซึ่งการจะพิจารณาว่าข้อตกลงใดเป็นเอกเทศสัญญาตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหาใช่มาตราหนึ่งเพียงมาตราเดียว

ยิ่งเมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งสมาชิกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 อ้างว่า มีมาตรฐานการบัญชี  เกี่ยวกับสัญญาประกันภัยที่จะต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กาหนด  ขอให้สมาชิกร่วมจ่ายค่ารักษาจาก 100 บาท ต่อครั้ง เป็นจ่าย 25 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวม การใช้จ่ายแต่ละครั้ง เพื่อให้ไลฟ์พริวเลจคลับสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องปิดโครงการ  และเมื่อมีการจัดประชุมสมาชิกแล้วมีผู้ไม่เห็นด้วยจานวนมาก จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งปิดโครงการเมื่อ 20 มกราคม 2560 ทำให้เห็นว่าการปิดโครงการน่าจะเกิดจากปัญหาด้านการเงินของจำเลยมากกว่าปัญหาทางด้านกฎหมาย


มาตรฐานบัญชีไม่อาจนำมาเป็นตัวชี้ขาดลักษณะสัญญาทางกฎหมายได้  โดยเฉพาะกรณีนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นว่า การดาเนินการของจำเลยไม่เข้าลักษณะการับประกันภัย แต่มีลักษณะเป็นการซื้อเหมาบริการรักษาพยาบาลเป็นการล่วงหน้า  พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้าหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจาเลย คดีจึงฟังได้ว่า  ข้อตกลงตามสำเนากฎระเบียบข้อบังคับไลฟ์พริวิเลจคลับ  เป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพ ไม่มีลักษณะของสัญญาประกันวินาศภัย การดำเนินกิจการไลฟ์พริวิเลจของจำเลย  จึงไม่เป็นการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 17 และมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 


สัญญาตามข้อตกลงไลฟ์พริวิเลจจึงไม่มีวัตถุประสงค์เป็นกำรต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย   อันจะตกเป็นโมฆะตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 150 และกรณีไม่ถือว่ามีเหตุอันใด นอกเหนือความควบคุมของจำเลยผู้ประกอบการ อันมีผลทำให้ไลฟ์พริวิเลจคลับไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกเลิกโครงการไลฟ์พริวิเลจคลับตามกฎระเบียบข้อบังคับ ไลฟ์พริวิเลจคลับ  จำเลยต้องปฏิบัติการชาระหนี้ต่อโจทก์ทั้งสามตามข้อตกลงในโครงการเอกสิทธิ์ของคุณภาพชีวิต ชีวีมีสุข ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
ธิดารัตน์ พูลศิริ


HASTAG : แพ้คดี  โครงการไลฟ์พริวิเลจคลับ  รพ.กรุงเทพ  ศาลอุทธรณ์ 

ติดตามข่าวอื่นๆ