รมว.คลัง เอาจริง เตือนคนจนเก๊ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ริบบัตรคืนทันที

 

สืบเนื่องจากกรณีรัฐบาลจ่ายเงินจำนวน 500 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเป็นของขวัญส่งท้ายปีให้แก่ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นจากกรณี มีผู้ใช้เฟสบุ๊กโพสต์ภาพได้รับเงิน 500 บาท จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยที่มือสวมเครื่องประดับทองพร้อมตุ้มหู ระบุข้อความว่า "เราก็ได้สิทธิ์" ส่วนอีกรายเป็นภาพสร้อยข้อมือทองคำ ได้รับเงินจากบัตรเช่นกัน

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด 11 ธ.ค. 2561 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า เงินจำนวน 500 บาทที่รัฐบาลมอบให้แก่ผู้ถือบัตรนั้น มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้มีรายได้น้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สั่งการให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ทำการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือบัตรโดยละเอียดอีกครั้ง หากไม่เป็นไปตามคุณสมบัติที่กำหนดก็จำเป็นต้องตัดสิทธิ์และเรียกบัตรคืน

 

ส่วนกรณีที่มีประชาชนแห่ไปกดเงินเป็นจำนวนมากจนเกิดเป็นอลหม่านตามที่ได้เสนอข่าวไปนั้น ทางกระทรวงฯ ยืนยันว่า จะไม่มีการดึงเงินกลับดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบกด แต่อยากแนะนำว่าให้เก็บเงินไว้ในรูปแบบของบัตร และไปใช้จ่ายซื้อของจากร้านค้าที่ร่วมโครงการ เช่น ร้านธงฟ้าประชารัฐ ห้างค้าปลีกที่ร่วมโครงการ เพราะน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า ซึ่งจะคืนเงินให้ผู้ใช้ 6% (เป็นการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% และ 1% สมทบกองทุนการออมแห่งชาติ) จะเห็นได้ว่าหากทำเช่นนี้จะคุ้มค่ามากกว่า

 

"วงเงินที่เราให้ ผู้มีรายได้น้อยไม่จำเป็นต้องกดออกมาก็ได้ แต่สามารถนำไปรูดซื้อสินค้าในร้านค้าที่กำหนดได้ ซึ่งหากใช้ในวิธีดังกล่าว ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับสิทธิการคืนภาษี อีก 5% ด้วย นอกจากนี้ บางร้านยังมีการจัดโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่ม ซึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่าการกดเงินออกมาอีก" รมว.คลัง กล่าว

ขณะที่ น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หน้าที่ของกรมฯ นั้นคือการเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ได้รับสิทธิ ซึ่งตามกฎหมาย หากไม่เข้าข่าย ก็สามารถเรียกเงินคืนได้ และระงับสิทธิ์ ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ หากมีการช่วยเหลือในครั้งต่อไป โดยในวันที่ 8-10 ธ.ค. ที่ผ่านมาได้โอนเงินให้กับผู้ได้รับสิทธิ์แล้ว 11.3 ล้านราย คิดเป็นเงิน 5.66 พันล้านบาท มีผู้รับสิทธิ์มากดเป็นเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็มไป 4.6 ล้านคน คิดเป็น 2,300 ล้านบาท และ 8.5 แสนราย ขณะนี้มีเงินเหลือในระบบอีก 2,725 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้ถอนออกไปใช้

 

สำหรับวันที่ 12 ธ.ค. ทางกรมฯ จะโอนเงินช่วยเหลือ ค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เพื่อบรรเทาภาระค่าเช่าที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยเป็นจำนวน 400 บาทต่อคนต่อเดือน โดยผู้ได้รับสิทธิจะต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เป็นเวลา 10 เดือน ระหว่าง ธ.ค.61-ก.ย.62 และเช่าที่อยู่อาศัย รวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่มีที่อยู่อาศัยด้วย ตามข้อมูลการลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อย จำนวน 2.2 แสนคน รวมวงเงิน 920 ล้านบาท


จากนี้เป็นต้นไป ทางกรมฯ เตรียมการโอนเงินสวัสดิการเพิ่มเติมให้ผู้ถือบัตรอีก 3 รอบ รอบแรก ในวันที่ 12 ธ.ค.จะเป็นในส่วนของค่าเช่าบ้าน 400 บาท และในวันที่ 14 ธ.ค.จะโอนคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% จากยอดใช้จ่ายช่วงเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนรอบสุดท้ายคือวันที่ 21 ธ.ค. จะเป็น มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป อีก 1,000 บาท จำนวน 3.5 ล้านคน รวมวงเงิน 3,500 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ของขวัญส่งท้ายปีที่รัฐบาลมอบให้แก่ประชาชนประกอบไปด้วย 

1. มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เป็นเงิน 38,730 ล้านบาท สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับทางภาครัฐ ทางรัฐบาลจะช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน และค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน รวมถึงมาตรการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตร 14.5 ล้านคน คนละ 500 บาท เพียงครั้งเดียว โดยจะเติมเงินให้ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 - ม.ค. 2562 สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 3.5 ล้านคน จะช่วยเหลือค่าเดินทางไปโรงพยาบาล คนละ 1,000 บาท พร้อมกับมาตรการสนับสนุนค่าเช่าบ้านผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 400 บาทต่อเดือน ให้ตั้งแต่ ธ.ค. 2561-ก.ย. 2562 จำนวน 2.3 แสนคน

2. เงินช่วยเหลือค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ เป็นเงิน 599 ล้านบาท และเงินบำเหน็จดำรงชีพ เป็นเงิน 24,700 ล้านบาท

3. เงินชดเชยดอกเบี้ย เป็นเงิน 3,876 ล้านบาท ให้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อจัดทำโครงการ "บ้านล้านหลังราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท" ให้ผู้ที่มีรายได้น้อย มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

4. มาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ เป็นเงิน 525 ล้านบาท

5. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพารา เป็นเงิน 18,604 ล้านบาท

 


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
เอกชัย เรืองฉาย


HASTAG : เจาะทีนิวส์  บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  บัตรคนจน 

ติดตามข่าวอื่นๆ