คนไทยว่างัย ซีพีรุกหนักลุยขายอาหารเต็มรูปแบบร้านสะดวกซื้อ "อลงกรณ์"ท้วงไม่ห่วงหรือ? ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำเดือดร้อน

ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น (7-11)  เตรียมเปิดขายข้าวแกง 24 ชั่วโมง โดยต่อมาในโลกโซเชียลได้มีการเผยแพร่ภาพของร้านสะดวกซื้อ 7-11 ภายในซอยประชาสงเคราะห์ 23 ที่เปิดให้บริการเป็นสาขาแรก จนกลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายในสังคมต่อประเด็นดังกล่าวในขณะนี้ โดยหลายคนออกความเห็นว่า แล้วแบบนี้พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดอาจจะขายของไม่ได้นั้น

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ "อลงกรณ์ พลบุตร" ถึงนานธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เกี่ยวกับกรณีกระแสข่าว ร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น จะขายอาหารตามสั่ง 24 ชั่วโมง โดยมีใจความว่า...ถึงคุณธนินท์ ซีพี เพื่อนส่งข่าวร้าน 7/11 จะขายอาหารตามสั่ง 24 ชั่วโมง เลยต้องเขียนถึงคุณธนินท์ ซีพี คนเคยรู้จักเคยแลกเปลี่ยนความคิดอ่านกันกว่า 5 ชม.

 

 

 


เรื่องที่อยากบอกและขอเตือนล่วงหน้าคือ การทำธุรกิจการค้าต้องคิดเอื้ออาทรและแบ่งปันมิใช่คิดแต่กำไรคิดใหญ่คิดโตหวังกินรวบผูกขาด ตายไปบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ ความดีเท่านั้นที่จะอยู่ตลอดไป การขยายร้าน 7/11 เป็นหมื่นสาขาและเปิดขายอาหารตามสั่งขายกาแฟจะทำให้กิจการโชห่วยร้านชำ หาบเร่แผงลอย ร้านขายกับข้าว ร้านกาแฟฯลฯตามห้องแถวตามท้องถนนจะต้องเจ๊งต้องหมด อาชีพอีกกี่หมื่นกี่แสนรายเงินในท้องถิ่นชุมชนที่เคยหมุนเวียนเลี้ยงดูรากหญ้าก็ถูกดูดไปหมดจนฝืดเคืองโดยทั่วไป

 

 

ผมชื่นชมเหมือนคนไทยที่ภูมิใจในการที่ซีพีเป็นบริษัทของคนไทยที่เติบใหญ่ในตลาดโลก และยินดีสนับสนุนเหมือนตอนเป็นรัฐมนตรีให้กิจการไทยโกอินเตอร์ แต่การทำธุรกิจการค้าในประเทศเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเห็นอกเห็นใจผู้ค้ารายเล็กรายน้อย วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี.และสหกรณ์ให้พวกเขาพออยู่พอกินเลี้ยงครอบครัวได้บ้าง จะไม่ดีกว่าหรือที่จะsharing & caringกันและกันและดำเนินธุรกิจการค้าในรูปแบบที่เหมาะสมพอดีพอควรเพราะเราคือคนไทยด้วยกัน แต่ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลง วันใดผมมีอำนาจคุณจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะพูดคำว่าเสียใจ

 

 

 

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ยังได้เขียนข้อความเพิ่มด้วยว่า (คุณธนินท์และซีพี ตอนที่2) เรื่องคุณธนินท์และซีพีเป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศของเรา 30 ปี ที่ผ่านมาดัชนีจินี่(Gini index )ชี้วัดว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศของเราแทบจะไม่ลดลงเลย การกระจายความมั่งคั่งของชาติ(Distribution of National Wealth)กระจุกตัว รวมไปถึงโอกาสของเด็กในครอบครัวจนสุด10%สามารถถีบตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้เพียง4.1%เมื่อปี2551และ10ปีถัดมาขยับเป็น4.2% เพื่อสร้างฐานะใหม่ ขณะที่คน50ล้านคนหรือ75%ไม่มีที่ดินแม้ตารางวาเดียว บางคนมีเกือบ7แสนไร่ คนรวย 0.1% หรือ 65,000 คน จากประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน มีเงินฝากเท่ากับ 49% ของเงินฝากทั้งระบบ

 

 

ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับภาคก็เช่นกัน อีสานเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดมีพื้นที่1ใน3ของประเทศและมีประชากร22ล้านคนเท่ากับ1ใน3ของคนไทยแต่มีรายได้รวมกันเพียง10%ของGDP บริบทเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้อำนาจทางการเมืองที่สุจริตเที่ยงธรรมและมีเจตจำนงทางการเมือง(political will)ที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมอันแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุตรงไปตรงมาจึงจะปฏิรูปเศรษฐกิจปฏิรูปราชการและปฏิรูปกฎหมายรวมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย(law enforcement)ได้สำเร็จ


ผมไม่ได้ตั้งป้อมกับคุณธนินท์และซีพีหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน เพียงแต่ยกกรณีล่าสุดของรูปแบบร้านสะดวกซื้อที่จะขายทุกอย่างและจะขยายไปทุกที่โดยไม่มีกฎกติกาที่เป็นธรรมกับกิจการค้ารายย่อยรากหญ้าทั้งที่รัฐมีอำนาจที่จะทำได้แต่ไม่ทำหรือทำไม่เพียงพอ


มีข้อมูลที่ควรทราบจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี2561ว่า ประเทศไทยมีกิจการเอสเอ็มอี. 2.49ล้านราย มีกิจการไมโครเอสเอ็มอีคือกลุ่มหาบเร่แผงลอยรายย่อย2.79ล้านราย รวมกันเท่ากับ 5.28ล้านราย นี่คือกิจการขนาดกลางขนาดย่อมขนาดเล็กหรือกลุ่มเศรษฐกิจรากหญ้าที่ต้องดูแล ความจริงเมื่อ8ปีก่อนตอนผมเป็นรัฐมนตรีมีตัวเลขของสำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี(สสว.)ระบุว่ามีเอสเอ็มอี 2.9ล้านราย หากเปรียบเทียบกับรายงานล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงว่าเอสเอ็มอีหายไปเกือบ5แสนรายจะเพราะเหตุใดหรือ? 

 

 

 

เราพูดถึงการปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำขจัดการผูกขาดจนสปช.และสปท.จัดทำแผนปฏิรูปเรื่องนี้ตามอำนาจหน้าที่เสร็จแล้วเหลือเพียงผู้มีอำนาจทางกฎหมายและอำนาจรัฐจะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยทันทีจึงจะแก้ปัญหาได้ ถ้ายังลูบหน้าปะจมูกก็แก้ไม่ได้และความเหลื่อมล้ำของประเทศนี้ก็จะเหมือน30ปีที่ผ่านมา 

 

นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่าที่สะสมหมักหมมมานาน ผมได้ออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่พร้อมกันไปด้วยคือแพคเกจ6โมเดลใหม่ทางเศรษฐกิจและ2ใน6คือ1.”เศรษฐกิจเพื่อสังคม”(social economy)เป็นเศรษฐกิจแบบเอื้ออาทรและแบ่งปัน(caring&sharing)ซึ่งได้แนวทางมาจากสิ่งที่”พ่อ”สอนไว้ (โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟัง) 2. เศรษฐกิจรากหญ้าในประเทศ(Grass-root & Domestic Economy)ที่ต้องพัฒนาส่งเสริมและดูแลเพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่แบบฐานแผ่และลดการผูกขาดรวมทั้งลดการพึ่งพาเศรษฐกิจโลกที่ปัจจุบันรายได้ส่งออกสูงถึง70%ของGDP เวลาโลกผันผวนปั่นป่วนประเทศของเราทรุดไปด้วยจึงต้องสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้เข้มแข็งอย่างมีคุณภาพ จึงต้องจัดระบบเศรษฐกิจในประเทศใหม่


ผมเป็นคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่คงทำอะไรไม่ได้มากเหมือนที่ตั้งใจ เท่าที่ทำได้คือฝากหลักคิดหลักยึดและเตือนสติให้กับสังคมและกิจการใหญ่เช่นซีพีรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายควรจะปรับเปลี่ยนแนวทางการประกอบการในบ้านของเราเสียใหม่มากกว่าเป้าหมายกำไรสูงสุด(maximize profit)และใหญ่ที่สุดเพื่อผูกขาดเป็นใหญ่ที่สุดเพื่อทุกคนจะได้รับการสรรเสริญยกย่องแทนที่จะถูกมองในด้านลบอย่างที่เป็นอยู่ จะดีต่อตัวเองกิจการและประเทศ


วันนี้ผมทำได้แค่นี้ แต่ถ้าผมได้อำนาจจากประชาชนวันใด ผมจะทำทันที ผมจะบังคับใช้กฎหมายขจัดการผูกขาดและออกกฎหมายขจัดคอรัปชั่น3ชั่วโคตรลงโทษทั้งฝ่ายการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนโดยไม่ละเว้นและไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อสร้างการเมืองสีขาว ราชการสีขาวและธุรกิจสีขาวให้จงได้ ก่อนจะถึงวันนั้นกิจการยักษ์ใหญ่ทั้งหลายยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเองสู่การประกอบธุรกิจสีขาว ประเทศของเราจะเป็นชาติแรกในโลกที่อนู่ร่วมกันแบบเอื้ออาทรและแบ่งปันกันอย่างมีความสุขนะครับ


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
นิตติยา บุญตาวัน


HASTAG : ซีพี 

ติดตามข่าวอื่นๆ