ย้อนฟัง "เจ้าสัววิชัย" เคยพูดถึงอนาคตลูกๆ ทั้ง 4 คน เมื่อถึงคราววางมือจากธุรกิจมูลค่าแสนล้าน

จากกรณีที่เพจสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ Leicester City Football Club ออกแถลงการณ์แจ้งข่าวความสูญเสีย นายวิชัย ศรีวัฒนประภา  เจ้าของคิง พาวเวอร์ และประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้  โศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ตก 
 

โดยมีใจความว่า“นับเป็นความโศกเศร้าอันสะเทือนใจที่สุด ด้วยหัวใจอันแตกสลาย ที่เรายืนยันว่า วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานของพวกเราเป็นผู้หนึ่งที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลดเมื่อช่วงเย็นวันเสาร์

 

ทั้งนี้เมื่อเฮลิคอปเตอร์ตกนอกสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม ไม่มีผู้ใดใน 5 คนบนเครื่องที่รอดชีวิต ความห่วงใยแรกของทุกคนในสโมสรคือครอบครัวศรีวัฒนประภาและครอบครัวของผู้อยู่บนเครื่องทั้งหมดในช่วงเวลาของความสูญเสียอันเกินกว่าจะพูดได้ สำหรับคุณวิชัย โลกได้สูญเสียบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เปี่ยมด้วยน้ำใจ ผู้ที่มีชีวิตที่จำกัดความด้วยความรักได้ว่าเป็นผู้อุทิศเพื่อครอบครัว

 

และผู้อื่นที่ท่านเป็นผู้นำได้อย่างสำเร็จ และเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นครอบครัวหนึ่งภายใต้การนำของท่านด้วยความเป็นครอบครัวนี้ และต่อมาทางคิง พาวเวอร์ ได้ออกแถลงถึงกรณีดังกล่าว และกล่าวอาลัยต่อการจากไปของเจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา พร้อมสัญญาจะเดินหน้าตามเจตนารมณ์ที่เจ้าสัววิชัยได้มองการณ์ไกลไว้ 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด้วยอาลัย..."คิง เพาเวอร์" ออกแถลงการณ์สูญเสีย "เจ้าสัววิชัย" เปิดโพสต์สุดท้ายไอจี เจ้าตัวเปลี่ยนโปรไฟล์ขาวดำ สื่อสัจธรรมชีวิต
 

ทั้งนี้ทางด้านนาวาอากาศโทอรรถยุทธ ขาวสอาด นักบินเฮลิคอปเตอร์ ได้เปิดเผยถึง เหตุที่เฮลิคอปเตอร์ตกเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ต้องมีการสอบสวนจากพยานที่เห็นลักษณะของอากาศยานก่อนจะตก และตรวจสอบซากของเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งทราบมาว่าเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว เป็นแบบซิงเกิลโรเจอร์ มีใบพัดประธาน และใบพัดควบคุมส่วนท้าย และก่อนตกมีการหมุนก่อน

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ถอดรหัสมรณะ "นักบิน" ประเมิน 3 สาเหตุ ฮ.เจ้าสัววิชัยร่วงโหม่งโลก มั่นใจไม่ใช่ฆาตกรรม

 


ล่าสุดมีหลายกระแสในสังคมจับตามอง อนาคตหลังจากนี้ ในวันที่ธุรกิจใหญ่ของครอบครัว "คิง พาวเวอร์" สินค้าดิวตี้ฟรีมูลค่าแสนล้าน จะเป็นไปในทิศทางใน เมื่อไม่มีเจ้าสัววิชัย 

 

 

 

 


วันนี้เราจะพาไปย้อนฟังบทสัมภาษณ์ของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา  เจ้าของคิง พาวเวอร์ และ ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยพูดถึงอนาคตที่วางไว้ให้ลูก ทั้ง 4 คน ได้แก่ วรมาศ, อภิเชษฐ์, อรุณรุ่ง และอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา โดยเจ้าสัวให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแพรว เมื่อ 5 ปีก่อน ถึงวิสัยทัศน์เรื่องการบริหารงาน รวมถึงการเตรียมวางมือ เพื่อให้ลูกๆ ทั้ง 4 คนได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารธุรกิจมากขึ้น มีใจความบางช่วง บางตอนบอกว่า

 

 

พี่น้องพร้อมหน้า ในงานแต่งของ "รัก วรมาศ"


“จริงๆ ผมเกษียณตั้งแต่อายุห้าสิบแล้ว ซึ่งมาจากผมคิดว่าถ้าเราทำอะไรเป็นระบบและมีแผน เราไม่ต้องคาดหวังว่าจะต้องอยู่เป็นปู่ของบริษัท เราแค่เป็นผู้ถือหุ้น คอยเก็บเงินปันผล ใครที่มีความสามารถก็ให้เขาขึ้นมา เขาจะได้ไม่มีความรู้สึกว่าผมผูกบริษัทไว้คนเดียว

 

แต่เผอิญตอนผมอายุห้าสิบเป็นช่วงที่บริษัทมีปัญหามากมาย คำว่าเกษียณของผมจึงยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่งผมต้องประชุมหนึ่งครั้งกับทีมผู้บริหารซึ่งมีราว 600 คน เพื่อแถลงนโยบายและบัดเจ็ท นอกนั้นจะมีท็อปอีก 9 คนที่ต้องเจอผมเดือนละครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนกัน หลังจากเขาพูดจบ ผมก็จะบอกว่าสิ่งที่พูดมาสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด และควรทำอย่างไร อย่าลืมว่าสามสิบวันเขาได้ฟังผมวันเดียวนะ เพราะฉะนั้นมีอะไรผมต้องบอกเขา แต่พ้นจากนั้นผมไม่ยุ่ง”

 

 


ธุรกิจผมเป็นแบบ 24 ชั่วโมง 365 วัน เราต้องเชื่อกัน ผมมักบอกผู้จัดการเสมอว่า ไม่ต้องการให้เขานั่งโต๊ะเพื่อทำงาน 8 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น ถ้าทำอย่างนั้นเขาไม่ใช่ลูกน้องที่ดีของผม เขาจะไปไหนก็ได้ แต่เขาต้องปั้นลูกน้องให้เข้าใจว่ากำลังทำอะไร ถ้าผมโทรหาไม่เจอ อาจไปตีกอล์ฟ หรือไปเที่ยว แต่ถ้าลูกน้องตอบคำถามผมได้ ถือว่าเขาเก่ง 


ส่วนวันไหนถ้าเขาทำยอดไม่ถึง แค่เช็คจากโทรศัพท์ก็จะเป็นตัวแดงบอกเอง แต่ผมจะไม่ไปจี้หรอกว่าทำไมทำไม่ถึง ทุกคนรู้ว่าถ้าเกิดปัญหานี้ หน้าที่เขาคือหาทางขายเพื่อเพิ่มตัวเลข ขณะที่หน้าที่ผมคือการทำให้ใบอนุญาตไม่หลุด เราอาจถูกกระแทกบ้าง แต่ต้องอดทน มันต้องมีทั้งร้อนทั้งเย็น มีทั้งพายุ วิกฤตที่เราเจอแต่ละครั้ง ไม่มีคำว่าล้อเล่น ทั้งโรคซาร์ ไข้หวัดนก โดนยึดใบอนุญาต ปิดสนามบิน ทุกคนที่อยู่กับผมล้วนผ่านวิกฤตนั้นมาด้วยกันทั้งหมดแล้ว แต่เรื่องดีๆ คือพวกเขายังยืนอยู่ข้างผมตลอด ไม่เคยบอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว ซึ่งทั้งหมดมาจากเราตรงไปตรงมา ให้ใจ ทำให้เขาเกิดความเชื่อจนรู้สึกผูกพัน เป็นส่วนหนึ่ง เหมือนกับเขาคือพาร์ทเนอร์ ผมลงทุน เขาลงแรง

 

“ผมมีลูก 4 คน  (วรมาศ,อภิเชษฐ์,อรุณรุ่ง และอัยยวัฒน์) โดยปกติไปเขาอาจแบ่งให้ลูกคนละ 25 ส่วน แต่สำหรับผมใช้วิธีให้ลูกเลือกกันเองว่าจะให้หนึ่งคนเป็นใหญ่ที่สุดนั้นคือใครในจำนวนพี่น้อง 4 คน จากนั้นผมแบ่งให้คนละ 10 สามคน และให้คนที่เขาเลือกถือ 60 โดยผมยังถืออีก 10 ไว้ ตรงนี้ไม่ใช่เพราะลำเอียง แต่เพราะผมเห็นในพรสวรรค์ของคนที่มีไม่เท่ากันมากกว่า อย่างตอนนี้พี่น้องทุกคนเลือกให้ต๊อบ (อัยยวัฒน์) ลูกคนเล็กถือ 60 ส่วนของทั้งหมด ซึ่งเขาจะได้ทันทีเมื่อผมวางมือ แต่ผมก็ยังมีเงื่อนไขนะว่าถึงเขาจะเลือกกันเอง แต่สักวันอาจเปลี่ยนคนที่จะถือหุ้นเยอะที่สุดตามความเหมาะสมก็ได้ ผมให้ลูกทุกคนเรียนรู้จริง 

 

ลูกๆ และภรรยาของเจ้าสัววิชัย


ผมถือว่าการได้รู้จริงถึงแม้จะล้มเหลวแต่เขาก็ยังได้รู้ ฟุตบอลจึงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาเรียนรู้ เพราะมันเป็นกีฬ่า มีแพ้มีชนะ นัดไหนแพ้ เขาก็เสียใจ เหมือนกันกับชนะ มันจึงเป็นกีฬาที่ทำให้เขารู้จักทั้งสมหวังและผิดหวัง เปรียบเป็นบทเรียนชีวิตแล้วก็เหมือนกับเขาได้เรียนรู้ทั้งตอนมีและไม่มี”


ถือว่าเจ้าสัววิชัย เป็นคนรอบคอบและมองการณ์ไกลอย่างดีเยี่ยม แม้วันนี้ตัวจะจากไป แต่ความรัก ความทรงจำดีๆ จะคงอยู่ในใจลูกๆ และคำสอน วิสัยทัศน์ในการทำงานต่างๆ เชื่อว่าเจ้าสัววิชัย ก็ได้มอบให้ลูกๆ ทั้ง 4 คน อย่างเท่าเทียม และสามารถบริหารงานต่อในอนาคตได้ไม่แพ้คุณพ่อเลยทีเดียว

 

 

 

 

ภาพครอบครัวศรีวัฒนประภา

 

ขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก : นิตยสารแพรว 
 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล


HASTAG : วางมือ  ลูก 4 คน  เจ้าสัววิชัย  แสนล้าน  วางแผน  ธุรกิจ  ครอบครัว  คิง พาวเวอร์  อนาคต  เสียชีวิต 

ติดตามข่าวอื่นๆ