ผมจะซื้อทีม เผยที่มาที่ไป "เจ้าสัววิชัย" จุดเริ่มต้นเลือก "เลสเตอร์ ซิตี้" จากความเจ็บช้ำในอดีตฐานะแฟนบอล สู่อาณาจักร คิง เพาเวอร์ สเตเดียม

 

 

    นับเป็นการจากลาอย่างไม่มีวันกลับ สำหรับครอบครัวศรีวัฒนประภา ที่ต้องสูญเสียผู้นำครอบครัวไปด้วยเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 61 กับเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ใกล้กับสนามคิงพาวเวอร์ สเตเดียม เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ โดยครั้งสุดท้ายที่แฟนฟุตบอลเลสเตอร์ ได้เห็นประธานสโมสรนายวิชัย ศรีวัฒนประภา เป็นครั้งสุดท้ายจากการเข้าร่วมชมการแข่งขันฟุตบอลนัดเลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 เมื่อคืนวันเสาร์ ถือเป็นเกมนัดสุดท้ายที่นายวิชัย ได้เข้าร่วมชม ในความสำเร็จของสโมสร ที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งนั้นมาจากฝีมือของนายวิชัย ในการเข้ามาบริหารจนทีมเลสเตอร์ เป็นที่รู้จักโด่งดังเฉกเช่นทุกวันนี้

 

   โดยจุดเริ่มต้นของนายวิชัย เกิดจากสนใจการทำทีมฟุตบอลด้วยความชื่นชอบฟุตบอลมาก่อน ซึ่งแต่เดิมนั้นนายวิชัย มีทีมในดวงใจทั้งยังให้การสนับสนุนมาตลอดคือ ทีมฟุตบอลเชลซี และหากย้อนกลับมาดูหลายคนจึงมีคำถามว่าแล้วทีมเลสเตอร์ นั้นเข้ามาอยู่ในดวงใจของนายวิชัย ได้เช่นไร ทั้งที่ไม่เคยมีความผูกพันทางจิตใจกันมาก่อน ต่างจากทีมรักเชลซี ที่นายวิชัยยอม ซื้อบ็อกซ์วีไอพี ในสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ เพื่อต้องการชมทีมเชลชีแม้ว่าในแต่ละเกมบ็อกซ์วีไอพี ของเชลซี จะขึ้นราคาแพงปีต่อปีก็ตาม ทั้งยังทุ่มเงินซื้อบอร์ดโฆษณาในสนามของเชลซีเพื่อติดป้ายคิงเพาเวอร์ นับว่าตัวนายวิชัยเองสนับสนุน ทีมเชลซีอย่างเต็มที่โดยที่หลายคนถ้าได้ทราบถึงเรื่องนี้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่น่าเชื่อว่านายวิชัย จะรักทีมเชลซี ขนาดนี้

 

    แล้วจุดเปลี่ยนความคิดของนายวิชัย มาถึง ปี 2005 ก่อนศึกเกมยูฝ่า แชมเปี้ยนส์ลีกจะเกิดขึ้น ที่สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ ครั้งนั้น นายวิชัย พร้อมครอบครัว ได้เดินผ่านเจ้าหน้าที่ตรวจเข้าสนามผ่านเครื่องสแกนที่เจ้าหน้าที่ใช้สแกนร่างกายของผู้เข้าชมทุกคน แต่เจ้าหน้าที่สนาม เกือบเอาเครื่องสแกนมากระแทกคางนายวิชัย เขาจึงเอามือปัด ไปๆ มาๆ ทำให้การ์ดสนามไม่พอใจที่โดนตอบโต้ จนมีเรื่องมีราวกันใหญ่โต แต่ยังดีที่ลูกชาย ต๊อบ อัยยวัฒน์ กันนายวิชัยออกมาได้เสียก่อนที่เรื่องจะรุนแรง หลังจากนั้นนายวิชัยได้เขียนจดหมายส่งไปถึงผู้บริหารเชลซี ต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น นั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้นายวิชัยล้มเลิกการสนับสนุนทีมเชลซี ทุกอย่างจากความไม่มีมารยาทของเจ้าหน้าที่ 

 

 

   โดยนายวิชัยได้ตั้งปณิธานว่า สักวันหนึ่งจะต้องมีทีมเป็นของตัวเองพร้อมกันนั้นจะนำพาทีมมาสู้กับเชลซี จากปี 2005 ถึงปี 2007 เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่นายวิชัย เลิกเข้าไปชมการแข่งขันของทีมเชลซี จนโอกาสในการสานฝันก็มาถึงเมื่อสโมสรเรดดิ้ง ทีมน้องใหม่ในขณะนั้น นำโดยเซอร์จอห์น  มาเดจสกี้ ผู้เป็นเจ้าของทีมพร้อมจะขาย แต่เมื่อตกลงกันไปมา เซอร์จอห์น มาเดจสกี้ กลับไม่ขาย ยังความล้มเหลวในการสานฝันของนายวิชัย โดยคำหนึ่งที่นายวิชัยจดจำจนเป็นแรงผลักดัน คือคำพูดของ เซอร์จอห์น มาเดจสกี้ ที่กล่าวกับนายวิชัยว่า ตัวนายวิชัยนั้นไม่เคยทำทีมฟุตบอลมาก่อน พร้อมกับไม่เชื่อมั่นว่านายวิชัยจะนำทีมไปรอดได้

 

 

   

     คำพูดของเซอร์จอห์น  มาเดจสกี้ ถือเป็นแรงผลักดันให้ นายวิชัย พยายามมากขึ้นจนโอกาสครั้งที่สองก็เข้ามาในปี 2010 กับสโมสรเล็กๆ ระดับแชมเปี้ยนชิพ ลีกรองอังกฤษ อย่างเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ติดต่อเข้ามาหานายวิชัย แต่ไม่ใช่เพื่อขายแต่กลับกันเพื่อขอให้นายวิชัยเข้ามาเป็นเมนสปอนเซอร์ที่หน้าอกเสื้อทีม ในนามคิงเพาเวอร์ โดยคิดค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 3 แสน ปอนด์ นายวิชัยได้ปรึกษากับลูกชาย พร้อมนึกย้อนไปเมื่อ 13 ปี ก่อนนั้นตอนที่เข้าดู เลสเตอร์ ลงเล่นลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศในปี 1997 ที่สนามเวมบลีย์ และพัฒนาการของทีมที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนนักเตะที่เป็นสตาร์ ของทีมหล่นหายไปหลายคน ด้วยความลังเลของทั้งสองคนพ่อลูก สุดท้ายจึงได้เดินทางไปยังสนามวอล์คเกอร์ส สเตเดียม สนามเหย้าของเลสเตอร์ ครั้งแรกนายวิชัยสะดุดตากับโทนสีของทีมเลสเตอร์ ซึ่งมีสีคล้ายคิง เพาเวอร์  ซึ่งเป็นสีน้ำเงิน

 

 

    เมื่อนายวิชัยเข้าพบกับเจ้าของสโมสร มิลาน มันดาริช คำถามแรกที่เอ่ยถึงไม่เกี่ยวกับการเป็นสปอนเซอร์ทีมแต่อย่างใดกลับเป็นคำถามว่า มิลาน มันดาริช ต้องการขายทีมหรือไม่ โดย มิลาน มันดาริช ได้ตอบสั้นๆ ว่า ขาย และคือจุดเริ่มต้นเข้ามาในทีมของนายวิชัยนั่นเอง ในช่วงปี 2010 ปีแรกที่นายวิชัยซื้อนั้นถือหุ้น 51% ก่อนจะปรับเป็น 100% ในเวลาต่อมา ในส่วนของมูลค่าการซื้ออยู่ที่ราว 40 ล้านปอนด์ หากตีเป็นเงินไทยก็หลายพันล้านอยู่ในขณะนั้น

 

     ต่อมาในปี 2011 นายวิชัยก็ได้ขึ้นเป็นประธานสโมสรอย่างเต็มตัว พร้อมเปลี่ยนชื่อสนามใหม่จากวอล์คเกอร์ส สเตเดียม เป็นคิง เพาเวอร์ สเตเดียม พร้อมใช้คิง เพาเวอร์เป็นสปอร์นเซอร์บนหน้าอกเสื้อนักเตะ หากกล่าวถึงในวันที่ทีมเลสเตอร์ได้แชมป์เปี้ยนชิพ นั้นทางนายวิชัยได้ออกมาประกาศสิ่งหนึ่งที่ทำให้เป็นแรงผลักดันไปสู่ความสำเร็จว่า ทีมเลสเตอร์ของเขาต้องขึ้นไปอยู่อันดับท็อปโฟร์ของพรีเมยร์ลีก และไปเล่นในยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกให้ได้ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งในสถานะตอนนั้นของทีมเลสเตอร์ก็ยังไม่ถือว่าดีมากนักเพราะเพิ่งตกรอบเพลย์ออฟ มาใหม่ๆ

 

 


 

     หลังจากนั้นในเวลาเพียง 2 ปี ในที่สุดเลสเตอร์ก็ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และได้ไปเล่นยูฝ่า แชมเปี้ยนลีกจริงๆ อย่างที่นายวิชัยหวังมาตั้งแต่เริ่มซื้อทีมฟุตบอลเลสเตอร์ จนสยบคำสบประมาทที่หลายคนคิดว่านายวิชัยไม่สามารถนำพาทีมเจริญรุ่งเรืองได้สำเร็จ 
 


    มาถึงช่วงปี 2015 - 2016 เป็นปีที่เลสเตอร์ ได้เป็นแชมป์ในลีกสูงสุดในซีซั่นนั้น และเป็นเกมสุดท้ายที่เลสเตอร์ ต้องไปเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์ของเชลซี ด้วยธรรมเนียมการต้อนรับทีมแชมป์ ของนักเตะเชลซี ต้องยืนเรียงกันก่อนเริ่มเกมเพื่อตั้ง Guard of Honour หรือซุ้มแถวเกียรติยศ เพื่อปรบมือให้กับนักเตะเลสเตอร์ ที่เดินลงสู่สนาม ถือเป็นเกียรติสูงสุดของสโมสรเลสเตอร์ ที่ได้รับในครั้งนั้น ร่วมถึงเป็นความฝันของนายวิชัย ที่เข้าไปในถิ่นของเชลซีได้สำเร็จ ถือเป็นความฝันตลอด 11 ปี ที่ทำได้จริง กับคำกล่าวในวันหมดรักทีมเชลซี "วันหนึ่งเราจะซื้อทีม แล้วเอามาสู้เชลซีให้ได้" 

 

 

  นายวิชัยไม่เพียงแต่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแต่เขายังเป็นประธานสโมสรเลสเตอร์ ที่เป็นที่รักของผู้ที่ได้ร่วมงาน ทั้งต่อตัวนักเตะในทีมเองก็มีความผูกพันกับนายวิชัยเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการขึ้นอิโมจิเป็นรูปพนมมือของนักเตะชื่อดังหลายคน และชาวเมืองเลสเตอร์ที่เดินทางมาวางดอกไม้ข้างสนามคิง เพาเวอร์สเตเดียม อย่างเนืองแน่นการสูญเสียครั้งนี้จึงถือเป็นความเศร้าอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในเมืองเลสเตอร์

 

ขอขอบคุณ  วิเคราะห์บอลจริงจัง


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
ไปรยา เปลี่ยนสมัย


HASTAG : สนามคิงพาวเวอร์ สเตเดียม  เจาะทีนิวส์  เลสเตอร์  เฮลิคอปเตอร์ตก 

ติดตามข่าวอื่นๆ