ปิด "อ่าวมาหยา" ไม่มีกำหนดธรรมชาติฟื้น นักท่องเที่ยวเงียบผู้ประกอบการครวญ ขาดรายได้ยาว

 

    จากกรณีเมื่อวันที่ 7 เม.ษ. 2561 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศปิดอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เป็นระยะเวลา 4 เดือน ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. ถึงวันที่ 30 ก.ย 2561 โดยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติทั้งบนบกและใต้ทะเล

 

    ซึ่งก่อนหน้านี้จากการสำรวจพบว่า อ่าวดังกล่าวที่ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่ได้รับความเสียหายจากการรองรับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก บางกลุ่มมีพฤติการณ์เข้าข่ายการทำลายธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นต้นว่า ทาครีมกันแดดลงไปว่ายน้ำ ทำให้ปะการังและสัตว์น้ำได้รับผลกระทบจากสารเคมี เป็นเหตุให้สถานที่แห่งนี้อยู่ในสภาวะเสื่อมโทรมจนเข้าขั้นวิกฤต

 

    ขณะเดียวกันนายวรพจน์ ล้อมลิ้ม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ เผยว่าระหว่างที่ปิดอ่าวมาหยา ห้ามทำกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวโดยเด็ดขาด เว้นแต่การศึกษาวิจัยทางวิชาการเท่านั้น และภายหลังที่ฟื้นฟูธรรมชาติจนสามารถเปิดให้ท่องเที่ยวได้ตามปกติ ทางภาครัฐจะเข้ามาควบคุมโดยการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหลือวันละ 2,000 คน จากเดิมที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากถึง 4,000-5,000 คนต่อวัน ซึ่งในระหว่างปิดทางผู้ประกอบการยังสามารถนำเรือเข้ามาลอยลำนอกบริเวณที่กั้นเขตไว้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดูอ่าวมาหยาจากบนเรือ แต่ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าอ่าวมาหยา ทางอ่าวโล๊ะซามะเด็ดขาด

 

 

    แน่นอนว่าจากคำสั่งดังกล่าวผู้ประกอบการเอกชน ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง เช่นเดียวกับนายเสรี ต้นวิชาผู้ประกอบการเรือหางยาวนำเที่ยวเกาะพีพี ที่เผยว่าผู้ประกอบการเรือหางยาวนำเที่ยวบนเกาะพีพีส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐจะเข้ามาควบคุม เนื่องด้วยอ่าวมาหยา เป็นจุดขายหลักของหมู่เกาะพีพี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้บริการ เช่าเหมาลำเรือหางยาวนำเที่ยว เดินทางไปอ่าวมาหยา ราคาเที่ยวละ 2,500 บาท

 

    เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ล่าสุด 9 ต.ค. 2561 นายจงคล้าย วนพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วยด็อกเตอร์ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมแถลงข่าวการปิดอ่าวมาหยาและอ่าวโละซามะ ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราและหมู่เกาะพีพี อย่างไม่มีกำหนดโดยมีผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวร่วมสังเกตการณ์และรับฟัง 

 

 

 

    สืบเนื่องจากนโยบายของทางกรมฯ มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นอันดับแรก ตลอดระยะเวลาที่อ่าวมาหยาได้ปิดลง พบว่าปฏิบัติการฟื้นฟูธรรมชาติประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง จึงเห็นควรว่า จนกว่าทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ จำต้องลดบทบาทของภาคการท่องเที่ยวไว้ก่อน

 

    อย่างไรก็ตามกรมฯ ได้เปิดแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติม ที่เรียกว่าอ่าวมาหยา 2 ไว้ 3 แห่ง คือ บริเวณอ่าวปิเละ อ่าวโล๊ะมุดี และเกาะห้อง ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพและภูมิทัศน์ ใกล้เคียงอ่าวมาหยา มีความเหมาะสมที่จะยกระดับขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่ง ทั้งนี้จะเร่งทำการประชาสัมพันธ์ พร้อมกำหนดปริมาณนั้นท่องเที่ยวไม่ให้กระทบต่อธรรมชาติในภาพรวม อีกประการหนึ่ง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่จากรายได้ที่ขาดหายไป

ปิด "อ่าวมาหยา" ไม่มีกำหนด

    นอกจากนี้ได้ทำการขยับระยะแนวทุ่นไข่ปลากั้นเขตห้ามเข้า จากเดิมอยู่ห่างจากชายหาด 300 เมตร เป็น 250 เมตร เพื่อให้เรือนำเที่ยวสามารถพานักท่องเที่ยวรับชม ทัศนียภาพของอ่าวมาหยาได้ใกล้มากขึ้น แต่ยังคงมีมาตรการป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวลงจากเรือเพื่อขึ้นหาดโดยเด็ดขาด ก่อนหน้านี้ในระหว่างการปิดอ่าวมาหยา ได้มีการฟื้นฟูขยายพันธุ์ปะการังด้วยวิธีโครอล พร๊อพพาเกชั่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ โดยการนำเศษปะการังที่แตกหักมาใช้ในการขยายพันธุ์

 

 

 

    สำหรับทรัพยากรบนบก ฟื้นฟูโดยการปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายหาด ชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น รักทะเล เตยทะเล สวาด คันทรง เพื่อเป็นการยึดหน้าดิน ป้องกันการพังทลายของเนินทราย และติดตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมพืชบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

    ทางด้านนายอมฤต ศิริพรจุฑากุล หนึ่งในผู้ประกอบการในพื้นที่ ได้แสดงออกถึงความวิตกกังวลจากการที่ทรงกรมฯ ยืดระยะเวลาการปิดอ่าวมาหยาออกไปอย่างไม่มีกำหนด อาจจะส่งผลกระทบต่อโปรแกรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ รวมถึงการจองที่พักซึ่งเป็นรายได้หลักของกิจการ ในภาพรวมอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของการท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกด้วย

 

    จึงใคร่ขอให้ทางกรมฯ พิจารณาถึงข้อเสนอ ให้มีการเปิดการท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้เป็นช่วงสุดท้ายก่อนจะทำการปิดในระยะยาวต่อไป ซึ่งตนมั่นใจว่าประชาชนและผู้ประกอบการพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เนื่องจากอ่าวมาหยาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกระบี่และฝั่งทะเลอันดามัน

 

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2543 ได้มีประเด็นพิพาทว่าด้วยเรื่องการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติภายในอ่าวมาหยาอย่างไม่สมควร จากกรณี ทีมผู้สร้างภาพยนต์ The Beach

 

 

 

    ซึ่งเป็นภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษที่ถ่ายทำในประเทศไทย โดยในระหว่างถ่ายทำได้มีการใช้รถเกลี่ยดินและอุปกรณ์หนักชนิดต่างๆ ปรับสภาพอ่าวมาหยา ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้กำกับรวมถึงการเอาเนินทรายบนหาดออก การถอนต้นมะพร้าว และการทำลายโขดหิน ทำให้ชาวบ้านเกาะพีพีเลยื่นฟ้องศาลกับผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในขณะนั้น รวมไปถึงยื่นฟ้องบริษัททเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์ด้วย

ปิด "อ่าวมาหยา" ไม่มีกำหนด

ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
เอกชัย เรืองฉาย


HASTAG : เจาะทีนิวส์  อ่าวมาหยา 

ติดตามข่าวอื่นๆ