ใคร่คบก็คบ ไม่คบก็อย่าคบ! จตุพรสวนปากณัฐวุฒิ ยังมาพูดแบบลิเก-โลกสวย ลั่นไม่ใช่สันดานคนอย่างผม

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 28 ก.ย ที่ผ่าน. ท พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ร่วมแถลง “ทางออกประเทศไทย” โดยได้เสนอแนวเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง "รัฐบาลเฉพาะกาล" เข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ใช้เวลา 2 ปี แล้วนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาปรับแก้ไขและใช้แทนฉบับปัจจุบันก่อนเลือกตั้งใหม่ โดยต้องเซ็ตซีโร่

 

 

ถัดมาหนึ่งวัน ทางด้านของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้กล่าวถึง ข้อเรียกร้องในการจัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกาล ”  โดยกล่าวว่า ตนมีจุดร่วมที่ชัดเจนกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ คือประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าท่านมีความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง ไม่สงสัยต่อความรู้ความสามารถและประสบการณ์ว่ามีคุณค่าควรรับฟัง การชี้ให้เห็นความทุกข์ยากของประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเสียสละ เมื่อตัดสินใจเป็นผู้เล่นก็ไม่ควรถืออำนาจเบ็ดเสร็จเหนือกรรมการ เป็นปัญหาพื้นฐานซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันและเรียกร้องต่างกรรมต่างวาระมาตลอด ส่วนข้อเสนอให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลนั้น เคยได้ยินผ่านสื่อมาเป็นระยะ แต่ไม่ทราบรายละเอียดที่มาที่ไป เพราะไม่เคยหารือกันเรื่องนี้

 

 

    "ผมเชื่อมั่นการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการประชาธิปไตย สนับสนุนอย่างที่สุดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 แม้กติกาและสิ่งแวดล้อมทางอำนาจขาดความชอบธรรม เพราะผู้มีอำนาจไม่ลาออกแน่นอน แผนสืบทอดอำนาจก็ปรากฏชัด แต่ต้องยึดกุมสถานการณ์ที่อำนาจกลับมาสู่มือประชาชนไว้ให้ได้ แล้วเดินหน้าไปในโลกของความเป็นจริง ถ้าทุกฝ่ายจริงใจแก้ปัญหาชาติ เคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่มักมากในอำนาจหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ที่สำคัญคือ ประชาชนต้องตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน ปฏิเสธวิถีเผด็จการ สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตย เชื่อว่าบ้านเมืองไปต่อได้"

    นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การมีรัฐบาลเฉพาะกาลนอกจากไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย และอาจถูกมองเป็นเจตนาล้มการเลือกตั้งแล้ว ยังไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ปัญหาได้ รัฐบาลชุดนี้ใช้เวลาเกือบ 5 ปี บอกว่ารวบรวมคนดี คนรักชาติไว้เต็มลำ ก็ยังเป็นแค่เรือแป๊ะ ไม่เป็นสับปะรด จึงเชื่อว่าการฟังเสียงประชาชนเป็นสิ่งที่ใกล้ความจริงมากกว่า

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ก.ย. นายจตุพร  กล่าวที่ร้านกาแฟ พีซ คอฟฟี่ อิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว ในกิจกรรมต่อลมหายใจให้กับพีซ  ช่วงหนึ่งโดยนายจตุพร เล่าถึงเหตุการณ์ก่อนเกิดวิกฤติพฤษภาทมิฬ 2535   แล้วหลังเหตุการณ์มีการกวาดต้อนเอานักการเมือง มาจัดตั้งเป็นพรรคสามัคคีธรรม  ผู้นำรสช.บอกว่าไม่รับตำแหน่ง ไม่เป็นนายกฯ  แต่สุดท้ายออกแบบไว้หมดแล้ว  จึงเป็นที่มาของการเสียสัตย์เพื่อชาติ ดำรงตำแหน่งนายกฯแค่ 47 วันเท่านั้น แต่มีคนตาย 40 สูญหาย 40 บาดเจ็บอีกเป็นพัน

 

เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมพยายามอธิบายนำเสนอกันมาโดยตลอดนั้น ผมนี่เขาใจสถานการณ์ ตอนที่เราต่อสู้เรื่องรัฐธรรมนูญปี 2560 มีใครคิดว่าเราจะแพ้ประชามติบ้าง เรากำลังหลงใหลว่าเราเป็นเสียงข้างมาก พรรคประชาธิปัตย์ก็มาร่วมโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าเราแพ้อย่างยับเยิน เราถูกมัดมือทำอะไรไม่ได้ แต่ผมเองในฐานะที่เป็นหัวแถวตรงนี้ ก็แสดงความรับผิดชอบประกาศ ณ ขณะนั้นเลยว่าเมื่อผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วทำหน้าที่รณรงค์กันอย่างเต็มที่แล้ว ภายใต้สิ่งที่จำกัดคือเต็มที่ได้เท่านั้น แล้วไปรบแพ้กลับมาขอรับผิดชอบ ขอไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ในวันนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าศาลจะตัดสินขังคุกผมในคดีที่ต้นยก อุทธรณ์ยก แล้วฎีกาจะไปตัดสินขังคุก

 

แต่เพื่ออธิบายความให้ฟังกันว่าถ้าเราเร่งทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่สนใจอะไรกันเลยนั้น บทเรียนพฤษภาทมิฬมันเห็นกันอยู่ ผมจึงบอกว่าความคิดผมมันจะแตกต่างไปจากนักเลือกตั้งปกติ เพราะเราก็รู้ว่าดาบข้างหน้ามันคืออะไร รัฐธรรมนูญปี 60 นั่นหนักกว่ารัฐธรรมนูญปี 34 เป็นร้อยเท่า

 

เพราะฉะนั้นนะครับวันนี้ก็มีความชัดเจน เมื่อวานนี้เห็นไหมครับ องคาพยพพรรคการเมืองที่เปิดตัวกันนั้นก็คนในรัฐบาล คนในอีกขบวนการหนึ่ง เวทีหนึ่ง อยู่กันเต็มพรรคนั้น แต่ว่าเขาออกแบบให้ไปอยู่กันหลายพรรค แต่มันก็ชัดเจนกันแล้วว่า กรรมการและผู้เล่นเป็นคนคนเดียวกัน แล้วถ้ามีการรณรงค์หาเสียง เราไปเจอคล้ายๆกับตอนทำประชามติแล้วจะว่ายังไง

 

หรือแม้กระทั่งผลลัพธ์การเลือกตั้งมันถูกออกแบบกันไว้ว่าในระบบบัตรใบเดียว ผมให้พี่น้องได้คิดกันอย่างรอบคอบนะ เลือกตั้งปี 54 ที่เอาผมไปขังไว้ เลือกตั้งตอนนั้น ส.ส.เขต 400 บัญชีรายชื่อ 100 แต่ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้ 375 ในระบบเขต ได้ในเขต 204 เขต แล้วก็ในระบบบัญชีรายชื่อได้ 61 แต่ปรากฏว่าการออกแบบบัตรใบเดียวนั้น ยิ่งได้เขตมากเท่าไร บัญชีรายชื่อหายมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าได้เขตเต็ม เมื่อหารด้วยจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด หารด้วยจำนวนคน 500 คน เฉลี่ยผู้แทนฯต่อเขตนะครับถ้าหลักการเดิม ผู้แทนฯจะหายไปคาตาเลย

 

เพราะฉะนั้นนะครับการจะเดินไปถึงครึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ถึงครึ่งก็ยังจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ได้ เพราะต้องบวกกับ 2 สภาวุฒิฯอีก 250 ต้องได้เสียงถึง 376 เดินไป 250 นี่ก็ยาก เดินไป 376 ยิ่งไกลเข้าไปใหญ่ เราจึงพยายามอธิบายกันว่าให้สังคมนี้มาคุยกัน พรรคการเมืองมาคุยกัน ผู้มีอำนาจมาคุยกัน ว่าให้วุฒิสภาทำตามเจตนารมณ์ของสภาผู้แทนราษฎร หลายคนก็บอกว่าเอาหลังเลือกตั้งเสร็จแล้วไปว่ากัน พอจะจัดตั้งรัฐบาลนะครับ ที่คิดว่าอยู่มันก็จะไหล ที่คิดว่าไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ชัวร์กันอยู่แล้วเนี่ยนะครับ ขนาดพรรคเดียวก็ยังแยกออกกันไปได้เลยในทางปฏิบัติ

 

 

เพราะฉะนั้นนะครับ อีกซีกหนึ่งท่านลองคิดดูว่าเมื่อรัฐธรรมนูญถูกออกแบบอย่างนี้ เขาก็เลยดีไซน์ผ้าพรรคการเมือง บริหารการจัดการนะครับดูเสมือนหนึ่งว่าแยกกัน แต่ความจริงเป็นการออกแบบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

ผมเรียนกับท่านทั้งหลายวันนี้ก็คือว่าเราต้องการประชาธิปไตย เวลานี้เสนออะไรมันไม่เป็นประชาธิปไตยสักอย่างหรอก เลือกตั้งวันนี้ประชาธิปไตยหรือเปล่า วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งมีสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 250 เสียง บวกกับเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร 126 เสียง จาก 500 ถามว่าประชาธิปไตยหรือเปล่า? หัวหน้า คสช.มีอำนาจเหนือกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยกันหรือเปล่า?

 

มันไม่มีประชาธิปไตยหรอกครับ เสนออะไรไปในขณะนี้ เพียงแต่เราเสนอทางออกว่าถ้าต้องการเป็นผู้เล่นก็ให้ลาออกจากการเป็นกรรมการเสีย ได้รัฐบาลใหม่มารักษาการก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยอีกนั่นแหละ เหมือนรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน น่ะ จะทำหน้าที่เป็นคนกลางแล้วก็ส่งไม้ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยก็ไปอยู่ได้อีก 14 ปี ไอ้นี่ 8 ปี ถูกยึดอำนาจ 2 ครั้งนะครับ แล้วระหว่าง 8 ปี ก็ลุ่มๆดอนๆกันมาโดยตลอด นี่คือสภาพบ้านเมืองแห่งความเป็นจริง


เพราะฉะนั้นนะครับการเลือกตั้งถ้ากติกาถ้ายังเป็นปัญหา ยังไม่คุยกันเนี่ย ปี 2535 ที่เรียกว่า 35/1 อยู่ได้ 47 วันเท่านั้นเอง แต่ว่าถ้า 47 วันไม่มีคนตายเลย ผมเป็นไม้สุดท้ายของวุฒิสภาฯ จำลอง ศรีเมือง ใครต่อใครถูกจับหมดแล้ว เรายังเป็นเด็กมานำทัพต่อสู้ที่รามคำแหง วันนั้นชีวิตตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังตัดสินใจว่าถึงอย่างไรใช้รามคำแหงเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายประชาชน ต่อสู้จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกมาหย่าศึก หลังจากนั้น สุจินดา ตัดสินใจลาออกจากนายกรัฐมนตรี แก้ไขรัฐธรรมนูญได้

 

แต่รัฐธรรมนูญปี 60 นะครับมันยากพอๆกับไปดวงอาทิตย์ ซึ่งไปไม่ถึง ถูกออกแบบไม่ให้แก้ไขได้เลย ทั้งที่บอกว่าแก้ไขได้แต่ดูเนื้อหาสิครับ ที่ต้องการเสียงทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ไม่เห็นด้วยสักพรรคหนึ่งก็ไปไม่ได้แล้ว แล้วในทางปฏิบัตินะครับ ก็ไปบอกพรรคหนึ่งไม่เห็นด้วยก็จบแล้ว เสียง สว.ไปทำได้หรือครับ

 

เพราะฉะนั้นเราจะคิดโลกสวยพูดคำเดียวนะครับ ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ ถ้าไม่เคยตายกันมาเนี่ยพูดได้ แต่นี่สู้มันตายกันมาหลายรอบ ผมจึงบอกว่าวันนี้ใครจะมานำเสนอ จะวิธีการใดก็แล้วแต่ ที่ยุติความตายและทำหน้าที่กรรมการส่งให้การเลือกตั้งแบบนายอานันท์ ปันยารชุน ได้ทำใน 35/2 ผมเองก็ต้องเห็นด้วย แต่ว่าไม่ใช่ว่าเราจะปิดหูเลยว่าต้องประชาธิปไตย ก็เลือกตั้งวันนี้ยังไม่ประชาธิปไตยเลย คุณจะเอาอะไรกันนักหนาล่ะ?

 

เพราะฉะนั้นนะครับถ้าประชาธิปไตย ผมนี่รับผิดชอบ สู้รัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วย ประกาศทันทีไม่ลงรับสมัครรับเลือกตั้ง หลังจากนั้นก็เอาไปขังนะครับ โทษ 10 ปี มันตามมาที่หลัง แต่ตอนนั้นยังไม่มีโทษอะไรก็แสดงความรับผิดชอบ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ผมก็ยังเรียนอยู่ว่าถ้าเราไม่ได้กรรมการที่เป็นกลางมาทำหน้าที่มันเกิดเรื่อง ความจริงนะครับผมก็อยู่สบายๆของผม แต่ผมผ่านความตายมา 2 รอบแล้ว

 

เพราะฉะนั้นก็ได้อธิบายความกันว่าวันนี้นะครับเราเองจะต้องฟังความคิดเห็นต่างๆ และต้องเข้าใจคำว่าประชาธิปไตย วันนี้ไม่ว่าเสนออะไรภายใต้กติกาอันนี้ ไม่มีประชาธิปไตยสักเรื่องหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกไปมาเป็นผู้สมัคร ส.ส. ได้นายกฯคนใหม่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั่นแหละ เลือกตั้งภายใต้กติการัฐธรรมนูญ 60 สว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โหวตด้วย ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั่นแหละ แต่ว่าเพียงแต่ว่าเอาใครก็ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการ แล้วก็ดูแลการเลือกตั้งให้ยุติธรรม แล้วก็ส่งไม้ให้กับประชาธิปไตย เขาจะเดินต่อกันไปได้ แต่ถ้าคิดแบบนักเลือกตั้ง ว่าเลือกตั้งยังไงก็ได้ภายใต้กติกาอันนี้แล้วมีเรื่อง แล้วใครจะรับผิดชอบ

 

เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับพี่น้องทั้งหลายนะครับว่าเป้าหมายเลือกตั้งวันนี้ ใครก็ตอบไม่ชัดว่าจะเลือกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ได้กันจริงหรือไม่ ไปถามโพลสำนักไหนก็ตามเกินครึ่งก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เพียงแต่ว่าระหว่างทางกันนั้นเราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง ดัดจริตพูดสวยๆใครก็พูดกันได้ แต่ว่าถ้าพูดความจริงในการเดินผ่านเส้นทางนี้ คือถ้าพูดเอาใจกระแทกไปกระแทกมากับผม ไม่ยากเลยนะ ผมนี่ถนัดอย่างนั้นนะ แต่ว่าวันนี้ผมต้องการให้บ้านเมืองนี้มันเดินต่อไปได้

 

เพราะฉะนั้นนะครับ ผมไปนั่งคุยกับ พล.อ.ชวลิต ผมก็ฟัง พล.อ.ชวลิต พล.อ.ชวลิต ก็ฟังผม ผมก็เสนอแนวผม พล.อ.ชวลิต ก็เสนอแนว พล.อ.ชวลิต เพราะ พล.อ.ชวลิต แสดงความไม่เห็นแก่ตัวมาตลอดชีวิตไง เห็นแก่ชาติบ้านเมือง

 

อยากจะเป็นนักการเมืองตัดสินใจลาออกจากผู้บัญชาการทหารบก เหลืออายุราชการ 5 ปี อย่างนี้ ควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นนายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบ ลาออก

 

ได้ทำหน้าที่ยุติสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลไทยนะครับ เขียนใบลาออกล่วงหน้า ไปเจรจากับ เติ้ง เสี่ยว ผิง เพื่อไปยุติไม่ให้เวียดนามโดมิโนต่อจากตีเขมร ตีลาว แล้วเข้าไทย เกิดศึกสงครามสั่งสอนตามความที่ปรากฏ ไทยก็รอดกันมาแต่ต้องเขียนใบลาล่วงหน้า

 

คนเขาผ่านการทำศึกแล้วการเจรจายุติ พรรคคอมมิวนิสต์มาลายาแก้ไขให้มาเลเซีย เขมร 3 ฝ่าย 4 ฝ่าย จับให้เขาดีกัน พม่าก็คลี่คลายกับเขา วันนี้พอเขาเสนอทางออกให้กับชาติบ้านเมือง ผมไม่นั่งฟังอะไรจากเขาเลย ได้หรือ?

 

เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นแนวความคิด พล.อ.ชวลิต โยนเข้ามาสังคมนี้ แต่อย่าบอกว่ามันไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ว่าเสนออะไรเวลานี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยสักเรื่องหนึ่ง เลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพียงแต่ว่าเราจะเดินไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนกันได้อย่างไร

 

เดินไปเลือกตั้งได้เวลา 47 วัน ตาย แล้วสุดท้ายก็มาเจรจาการเลือกตั้ง 62/2 เสร็จแล้วก็บอกว่านี่เราจะได้ประชาธิปไตย เราบอกว่าเราย่ำประวัติศาสตร์กันมาแล้วไม่รู้สักกี่รอบ

 

เพราะฉะนั้นนะครับผมเองบอกกับพี่น้องว่า คนเราถ้าไม่ได้ดูถึงเกียรติภูมิ เรื่องราวต่างๆ ไม่ใช่ว่าใครมาเสนออะไรแล้วผมก็จะโอเคห่อหมก ไม่ใช่ เพราะว่าวันนี้ผมรู้ว่ามันมีปัญหา อย่างที่เล่าให้ฟังว่าแข่งขันฟุตบอล อีกทีมหนึ่งมี 14 คน อีกทีมหนึ่งมี 11 คน แล้วทุกอย่างบอกว่านี่เป็นประชาธิปไตย เป็นการแข่งขันกีฬาที่มีความชอบธรรม ผมบอกว่าบ้านเมืองมันไปไม่ได้หรอกแบบนี้ มันควรที่จะบอกว่าถ้าคุณคิดเป็นกรรมการคุณก็ต้องไม่มาเป็นผู้เล่น วันนี้แสดงเจตนาชัดเจนว่าเป็นผู้เล่น ก็ต้องเลิกมาเป็นกรรมการ จะเป็น 2 อย่างกันได้ยังไง

 

 

พออีกฝ่ายหนึ่งทำท่าจะยิงประตู เป่านกหวีดปี๊ด พอฝ่ายตัวเองทำท่าจะยิงประตู ขลุกขลิกๆ บอลมาเข้าทางกรรมการ กรรมการเตะโป้งเข้าประตู บอกว่านี่คือชัยชนะอย่างยุติธรรม ผมว่าบ้านเมืองเราชักจะวิปริตเข้าไปใหญ่

 

เพราะฉะนั้นวันนี้นะครับเราต้องคิดแบบนักประชาธิปไตยที่เขาคิดมองไปข้างหน้า วันนี้อธิบายกันอย่างไร ไม่ว่าเสนอให้กรรมการลาออกก็ไม่เป็นประชาธิปไตย เลือกตั้งก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยเอาคนนอกมาโหวตเลือกนายกฯไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่าเราจะเดินอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

 

เพราะฉะนั้นนะครับผมต้องอธิบายกับท่านทั้งหลาย เดี๋ยวจะมีการหาเศษหาเลยกันไปโดยไม่มีสาเหตุ แต่ว่าต้องเข้าใจกันก่อนว่าการเดินของพวกเรานั้นมันก็ต้องยอมรับความเป็นจริง ผมบอกกับพี่น้องว่าแน่กว่าแช่แป้ง ประชามติใครคิดว่าจะแพ้บ้าง แต่เขามัดมือมัดเท้าเราก็ไปไม่รอด แล้วเลือกตั้งหนนี้ก็ชัดเจนกันอยู่แล้ว มีสภาพกันอย่างนี้ แล้วถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดล่ะ แล้วเป็นอีกทางใครจะรับผิดชอบ

 

เพราะฉะนั้นนะครับผมเองก็เห็นว่าถ้าเวลาการเลือกตั้งมันไม่เสียหายอะไร ก็มาคุยกันเสีย ตกลงกันเสีย ถ้ากติกามันยุติธรรมก็ไม่ต้องคุย แต่นี่กติกามันไม่ยุติธรรมก็ต้องมาตกลง ต้องใช้สังคมในการควบคุมดูแล ถ้าไม่คุยกันระหว่างพรรคการเมืองกับผู้มีอำนาจ เลือกตั้งเสร็จไปจัดการกันทีหลังปัญหามันเกิด

 

เพราะฉะนั้นชีวิตผ่านมา วันศุกร์ที่จะถึงอายุ 53 แล้วพวกเราป่วยกันทีละคน แล้วเมื่อวานเกริกมนตรี วงเดียวกับ อ.วิโชติ นั่งอยู่ที่สถานีฯ ดีๆหัวใจวาย คุณเจ๋ง ดอกจิก หามไปส่งโรงพยาบาล หามไม่ทันก็ต้องจากกันไปอีกคนหนึ่ง นี่ก็รอดหวุดหวิดต้องไปทำบอลลูนหัวใจ เห็นไหมครับชีวิตคนเรามันเอาแน่อะไรกันไม่ได้ เจ้าจิ๊บก็ยังป่วยอยู่ หลายคนล้มหายตายจาก ข่าวเรื่องงานศพแต่ละวัน เพราะฉะนั้นเราไม่รู้ว่าของเราจะไปกันวันไหน คุณเกริกมนตรี แข็งแรงจะตาย เหมือนรายการหยิบข่าวมาคุยกับพี่เผด็จ ตายเรียงกันทีละคนๆ คนหนึ่งตาย ก็เหลียวมองกันว่าต่อไปจะถึงคิวใคร

 

เราเอาแน่กับชะตาชีวิตเราไม่ได้ แต่เวลาที่เราเหลืออยู่นั้น อะไรที่มันจะเป็นทางออกให้กับชาติบ้านเมือง เราต้องยอมรับความเป็นจริงก่อนว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญนี้มันมีปัญหารออยู่ข้างหน้า ปี 34 เล็กกว่านี้เยอะ การจัดการทหารชุดนั้นเขาก็นักเลงโบราณแล้วก็จบลงกันแบบนั้น แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าข้างหน้าเราจะไปเจออะไรกัน ก็ฝากด้วยความเข้าใจกัน ไม่ใช่ว่า นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เสนอให้ตาย ให้ พล.อ.ประยุทธ์มา แล้วตั้งรัฐบาลรักษาการณ์ ตามที่บอกว่าเขาจะเป็นผู้เล่นแล้วเขาลาออก ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยอยู่ดีนั่นแหละ เพียงแต่ว่าการส่งไม้ไปสู่ประชาธิปไตยที่เป็นจริงต่างหากเล่า นั่นคือทำให้ประเทศไทยเราเดินหน้าอย่างแท้จริง เลือกตั้งภายใต้กติกานี้อย่ามาอธิบายว่าประชาธิปไตย

 

แล้วที่ผมพูดนะครับไม่ได้อะไร เพราะผมแสดงเจตนารมณ์ตั้งแต่รัฐธรรมนูญผ่าน ไม่ลงรับสมัครรับเลือกตั้ง ใครคิดอยากจะอะไรมันไม่ใช่ผม แต่ผมต้องการให้บ้านเมืองมันเดินต่อไปข้างหน้าได้ แล้วผมก็รู้นะครับว่าผมกับชะตา Peace TV ชะตามันพอกัน พอจะปิด Peace ผมก็สงสัยอิสรภาพอยู่ทุกทีเหมือนกัน แต่บอกกับพี่น้องว่าเราต้องทำตามที่สถานีฯเขาโฆษณานั่นแหละครับ เพื่อไปดูทางโซเชียลมีเดีย

 

พี่น้องฟังผมนะครับ หลายคนไม่ได้เล่น Face book ไม่ได้เล่น Line ไม่ได้เล่น IG อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เราไม่สามารถรักษาสถานีฯแห่งนี้ได้ ทั้งที่จริงเรามีช่องทางน้อยกันอยู่แล้ว ที่ผมอธิบายกับท่านทั้งหลายว่าช่องการเมืองนั้นได้ไปอยู่ในช่องดิจิตอล ได้ไปอยู่ในช่องกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ประกาศฯ อยู่เต็มหมด มีแต่พวกเราโดดเดี่ยวเดียวดาย ช่องวอยซ์ก็ลูกผีลูกคน นี่คือสภาพแห่งความเป็นจริง แล้ว Peace ก็กำลังจะถูกปิดประตูเหมือนเดิมอีก แล้วผมก็เชื่อนะครับว่ารักษาระยะเวลาเอาไว้อีกได้ไม่กี่วันเท่านั้น

 

เพราะฉะนั้นนะครับ เราก็ต้องคิดแนวทางสันติวิธีให้สอดคล้องกับโซเชียลมีเดีย เหมือนพวกนั้นเขาออกแบบตัวเองให้เข้ากับรัฐธรรมนูญ เหมือนกับ TOR ออกตามแบบให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับเขา เพราะฉะนั้นที่ผมพูดวันนี้นะครับ พูดกันด้วยความรู้สึก เพราะมิฉะนั้นเราจะเข้าใจว่าเอ๊ะ เราประชาธิปไตย เลือกตั้งวันนี้ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย

 

 

เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มันเป็นทางออกแล้วคนไม่ตายกันนั้น และจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหา นั่นจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ถ้าใครหน้าไหนยืนยันมาบอกว่าเลือกตั้งแบบนี้เป็นประชาธิปไตยก็เสนอหน้ามา นี่ความจริงไม่พูดแบบนี้มานานแล้วนะครับผมเนี่ย อย่าให้ดุขึ้นมานะครับ ไม่เป็นสองรองใครนะผมจะบอกให้

 

คือเรียกร้องให้สังคมมาฟังดีๆกันนี่ยากกันเหลือเกิน หาทางออกกับชาติบ้านเมืองยากเหลือเกิน เพราะอยากกระทืบกันจะทำยังไง พอสังคมไทยอยากกระทืบกัน พูดให้คนดีกันเนี่ยไม่น่ารับฟังกัน ไปๆมาๆก็จะมาพาลใส่ผมเข้า

 

ผมก็บอกว่านี่ไง แก่นแท้ของเรื่องราวก็คือว่าทำอย่างไรปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตยหรอก แต่การเดินไปข้างหน้าที่จะสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั่นคือสิ่งที่เราทำ ภายใต้กติกาอันนี้ลองอธิบายว่าจะสร้างประชาธิปไตยกันได้อย่างไร เพราะมันไม่มีประชาธิปไตยเกิดได้ภายใต้กติกาหรือรัฐธรรมนูญแบบนี้

 

เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับท่านทั้งหลายนะครับว่าหนทางการสร้างประชาธิปไตยนั้นมันเป็นภาระหน้าที่ของพวกเรา ดังนั้นนะครับไม่ใช่แค่ว่าเลือกตั้งแล้วจะจบ ความเห็นของผมเลือกตั้งแล้วมันไม่จบไงครับจึงชวนให้คนคุยกัน เพราะรู้ว่าหนทางข้างหน้ามันคืออะไร

 

ที่ผมเล่าให้ฟังว่าปี 2534 ผมชุมนุมกันอยู่ที่ลานโพธิ์ ปรากฏว่านักการเมืองบอกว่าให้ไปแก้ไขกันที่สภาฯ ให้รัฐธรรมนูญผ่าน แม่ทัพนายกองออกโทรทัศน์บอกข้าพเจ้าและพวกไม่รับตำแหน่ง ให้รัฐธรรมนูญผ่าน ผมบอกเวลานั้นว่าจะเกิดเรื่องจำปากผมเอาไว้ ไอ้นี่ พ.ศ.2534 มาปีนี้ 2561 นายจตุพรก็บอกว่าวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า ผมพูดหลายเรื่องลองไปดูเทปย้อนหลังดูสิครับว่าอะไรไม่เกิดตามที่ผมว่าบ้าง

 

เพราะฉะนั้นผมไม่ต้องการความสะใจ ผมไม่ต้องการว่าจะมารักผม ผมต้องแสดงบทนักประชาธิปไตยจ๋าโดยไม่ต้องพูดความจริงกับประชาชนนั้นไม่ใช่สันดานคนอย่างผม ตายไปผมก็เป็นคนอย่างนี้ของผมอยู่ เพราะฉะนั้นความพยายามหาทางออก ผมทำ ขอความร่วมมือแต่ละฝ่าย ไปคุยกับทุกฝ่าย แต่ว่าสังคมไทยมันยากเหลือเกิน แต่ปัญหาหลักก็คือว่า ถ้าข้างหน้ามันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มันมีความเป็นธรรม รัฐบาลได้มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงนั้น ผมก็ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ ผมก็มีหน้าที่เชิญชวนให้คนออกมาใช้สิทธิ์ แต่เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตย วิกฤตมันรออยู่ข้างหน้า

 

ที่ผมแสดงความเห็น หลายแวดวงก็ให้การยอมรับว่าวิกฤตมันรออยู่ข้างหน้าจริงๆ แล้วจะหาทางออกกันอย่างไร ทางออกนะครับอย่างไรก็แล้วแต่ภายใต้กติกาอันนี้ ถ้าทุกคนโลกสวย เลือกตั้งแล้วจะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญปี 50 แก้ง่ายว่ารัฐธรรมนูญปี 60 เป็นร้อยเท่ายังแก้ไม่ได้เลย นี่เขียนล็อคซ้ายล็อคขวา ล็อคขวาล็อคซ้าย บอกว่าไปได้ ไปได้ยังไงเหมือนกับไปดวงอาทิตย์น่ะ นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะพูดกันนั้นมันตายกันมาถึงขนาดนี้จะมาพูดให้สวยกันอยู่ได้ยังไง มันต้องพูดความจริงให้กันไม่ใช่เหรอ คือถ้าเพิ่งคบกันมาก็ว่ากันไปอย่าง นี่คบกันคนแล้วคนเล่าตายกันไปตายกันมาเนี่ย ป่วยกันไปป่วยกันมา ยังมาพูดแบบลิเก สวยไปสวยมากันอยู่ ไม่ใช่สันดานคนอย่างผม ผมถึงบอกว่าใคร่คบก็คบ ไม่คบก็อย่าคบ ผมก็เป็นคนของผมอย่างนี้ไปจนตายนั่นแหละ"

 

คลิปจาก Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
วิลาสินี แววคุ้ม


HASTAG : ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  จตุพร พรหมพันธุ์  นปช. 

ติดตามข่าวอื่นๆ