ถอดสลัก เชิดชูผู้ปิดทองหลังพระ เปิดวีรกรรมนักรบชายแดนด้ามขวานไทย ชีวิตบนเส้นด้าย

 

    ครั้งหนึ่งประเทศไทยต้องประสบปัญหาความรุนแรงจากความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์จากกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ จากการดำเนินยุทธการโต้ตอบด้วยสงครามเต็มรูปแบบจนสามารถปราบปรามและนำความสงบกลับมาได้ในที่สุด ทว่ากองทัพกลับต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สีแดง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กลายเป็นภัยคุกคามอันนำไปสู่สภาวะที่ไม่มั่นคงในประเทศด้วยรูปแบบและลักษณะที่มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา 

 

    ลักษณะจำเพาะที่ประจักษ์ชัดหาใช่เป็นการรบที่ประจันหน้า หากเป็น "สงครามนอกแบบ" รูปแบบหนึ่ง โดยใช้ยุทธวิธีทางการทหารด้วยพลรบกลุ่มเล็กมุ่งเน้นการซุ่มโจมตี การตีโฉบฉวย และการก่อวินาศกรรม ที่เข้าใจกันในบริบท ทางการทหารว่าเป็น "สงครามกองโจร" ด้วยเหตุนี้หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่มีขีดความสามารถเหนือกว่ากำลังพลทั่วไป จำต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะหน่วย E.O.D หรือ เจ้าหน้าที่ทำลายวัตถุระเบิด ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ ตรวจสอบ เก็บกู้ หรือ ทำลายวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นวัตถุระเบิด 
  

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัตถุระเบิดถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบมาโดยตลอด เช่นเดียวกับเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลักษณะการทำงานของหน่วยเฉพาะกิจหน่วยนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย มีหลายชีวิตต้องทิ้งลมหายใจสุดท้ายไว้ที่ด้ามขวาน และอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ เพราะภารกิจของพวกเขาเหล่านี้ หากพลาดพลั้งย่อมหมายถึง "ความตาย"

 

 

 

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กาบัง จ.ยะลา รับแจ้งเหตุลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า บริเวณบ้านลาเตอะ บ้านย่อยบ้านลาแล ม.5 ต.กาบัง อ.กาบัง หลังรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบเสาไฟฟ้าแรงสูงหักครึ่งจากแรงระเบิด บริเวณโดยรอบมีเศษดิน สะเก็ดระเบิด จากการให้ข้อมูลของชาวบ้านในละแวกดังกล่าว ระบุว่า ช่วงเวลาประมาณตี 1.30 น. ได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดแต่เนื่องจากเป็นเวลาดึก จึงไม่มีใครกล้าออกไปดู

 

    ต่อมาเวลา 8.30 กรมทหารพรานที่ 47 พร้อมชุด E.O.D. ได้ทำการส่งกำลังพลเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุเพิ่มเติม ทันใดนั้นเกิดระเบิดซ้ำอีก 1 ลูก ส่งผลให้ทหารพรานบาดเจ็บ 2 นาย ท่ามกลางความโกลาหล โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเป็นแผนลวงของกลุ่มผู้ก่อการร้าย พลันที่เจ้าหน้าที่ E.O.D. วิ่งเข้าไปช่วยเหลือ ปรากฏว่าระเบิดได้ทำงานขึ้นอีก 1 ครั้ง ด้วยแรงระเบิดอย่างรุนแรง ร่างของเจ้าหน้าที่ 6 นาย ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ และผู้สื่อข่าวอีก 2 คนถูกสะเก็ดระเบิด

 

 

    เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 26 ราย โดยมีรายงานต่อมาว่า นายดาบตำรวจ วรวิชัย บุญรักษา เจ้าหน้าที่ตำรวจ E.O.D. ที่ได้รับบาดเจ็บ ต้องตัดขาซ้ายทิ้งตั้งแต่เหนือเข่า และ ร.ต.ท.ยุทธนา เทพสถิตย์ หรือผู้หมวดท็อป เจ้าหน้าที่ผู้เคราะห์ร้ายอีกคนที่อาการเข้าขั้นวิกฤตินอนหลับไหลไม่ได้สติ เนื่องจากสูญเสียกะโหลกบริเวณซีกขวาจากแรงระเบิด นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า ภรรยาของผู้หมวดท็อปตั้งท้องได้ 8 เดือน ถือเป็นทายาทของนักรบชายแดนใต้ที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่นานนี้

 

    ความคืบหน้าล่าสุด อาการของผู้หมวดท็อปได้พ้นช่วงวิกฤติออกจากห้องไอซียู โดยขณะนี้กำลังเข้าสู่การทำกายภาพบำบัด ด้วยกำลังใจจากลูกสาว ถึงแม้ว่าต้องสูญเสียกะโหลกไปหนึ่งซีก ร่างกายซีกซ้ายเป็นอัมพฤกษ์อ่อนแรง ดวงตาข้างขวามองเห็นได้เลือนราง และต้องรอผ่าตัดอีกครั้งก่อนใส่กะโหลกเทียม แต่ยังคงฝืนสู้อย่างไม่ย่อท้อฝึกกายภาพหวังเดินได้และกลับมาใช้ชีวิตปกติ เพื่อกลับมาเป็นรั้วของชาติอีกครั้ง

 

 


 

 

    อีกหนึ่งเหตุการณ์สลดเมื่อวงการสีกากีต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดผู้มากประสบการณ์ ทั้งยังเป็นตำรวจนักกู้ระเบิดที่มีชื่อเสียง ผู้ให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ และออกรายการโทรทัศน์หลายครั้ง กว่า 10 ปี มีระเบิดนับพันลูกที่ผ่านมือนักรบผู้นี้มานับไม่ถ้วน แต่แล้ววันที่ 28 ต.ค. 2556 ร้อยตำรวจตรีแชน วรงคไพสิฐ หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ "ดาบแชน" ต้องกลับสู่มาตุภูมิพร้อมผืนธงชาติคลุมร่าง กลายเป็นหนึ่งในวีรบรุษแห่งเทือกเขาบูโด 

 

 

 

 

   

    จากเหตุการณ์ คนร้ายลอบเผายางรถจักรยานยนต์ ในจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงเข้างตรวจสอบนำโดย ร.ต.ต.แชน ซึ่งเข้าไปตรวจสอบบริเวณปากหลุมและพบว่ามีระเบิดฝังอยู่ 2 ลูก ด้วยสัญชาติญาณจึงตะโกนบอกผู้ใต้บังคับบัญชาให้ระวังตัว ทันใดนั้นคนร้ายได้ใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่ประกอบไว้ในถังแก๊สหุ้งต้ม หนัก 50 กก. จนเกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้ร่างของหมวดแชน พร้อมกับ ร.ต.ต.จรูญ และ จ.ส.ต.นิมิตร กระเด็นไปไกล เสียชีวิตทันทีทั้ง 3 นาย


    และอีกหนึ่งเหตุการณ์ความสูญเสีย เมื่อวันที่ 22 เม.ษ. 2556 จากกรณี เหตุระเบิดภายในห้องยุทธการ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดของนาวิกโยธิน เสียชีวิตทันที 4 นาย และบาดเจ็บประมาณ 10 นาย เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการตรวจสอบถังระเบิดที่อยู่ในถังแก๊สปิคนิค ซึ่งเก็บกู้มาจากบริเวณใต้โคนต้นไม้ใหญ่ริมถนนเพชรเกษม สายปัตตานี-นราธิวาส 

 

 

 

 


 

 

    เมื่อเจ้าหน้าที่นำวัตถุต้องสงสัยกลับมาตรวจสอบหารายละเอียดที่ฐานทัพ แต่การวางวงจรระเบิดที่มีความซับซ้อนและเหนือความคาดหมาย ระเบิดได้ทำงานขึ้นระหว่างการตรวจสอบ ด้วยแรงระเบิดในระยะประชิด ทำให้เจ้าหน้าที่ E.O.D. ที่กำลังปฏิบัติงานในห้องเสียชีวิตคาที่ ร่างกายแหลกละเอียด และอีกจำนวนหนึ่งเจ็บสาหัส แขนขาขาด หนึ่งในนั้นคือเรือโท ชัยสิทธิ์ เตชะสว่างวงศ์ ผู้หมวดหนุ่มอนาคตไกลที่เพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือมาหมาดๆ แต่ด้วยอุดมการณ์ของชายชาติทหาร จึงเลือกบรรจุลงหน่วยในพื้นที่เสี่ยง และต้องจบชีวิตลงภายหลังปฎิบัติหน้าที่ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น

 

    เหล่านี้เป็นเพียงวีรกรรมส่วนหนึ่ง ของเหล่าผู้ "ปิดทองหลังพระ" ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์เหนือชีวิต ถึงแม้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววันนี้ ด้วยรูปแบบของการก่อการร้ายที่มีความสลับซับซ้อน แต่ชาวไทยทุกคนล้วนหวังว่าทางรัฐบาลและกองทัพจะทำความเข้าใจจนสามารถแก้ไข "ราก" ของปัญหา และนำความ "สันติ" กลับมาสู่ด้ามขวานไทยได้อีกครั้ง

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
เอกชัย เรืองฉาย


HASTAG : เจาะทีนิวส์  หมวดท็อป  ระเบิด  ภาคใต้ 

ติดตามข่าวอื่นๆ