คลังเล็งปรับเพิ่มภาษีบุหรี่ หวั่นทะลุ 90 บาท/ซอง หวังช่วยกองทุนบัตรทอง 2 ต.ค. นี้รู้ผล

 

 

       ทำเอาสิงห์อมควันส่ายหน้ากันเป็นแถวหลังเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2561 ทางกระทรวงการคลังได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีสาระสำคัญให้เก็บเงินจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นเงินปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากเงินที่ได้สนับสนุนจากงบประมาณปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ไม่เพียงพอต่อกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  จึงต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติม กระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงยกร่าง พ.ร.บ. นี้ขึ้น 

 

 

       ทั้งนี้ทางสำนักเลขาธิการรัฐมนตรีได้ทำหนังสือขอความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ดังกล่าว และส่งความเห็นกลับมาในวันที่ 1 ต.ค. 2561 คาดจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบได้ในวันที่ 2 ต.ค. 2561 

 

      ทั้งนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ทำประชาพิจารณ์ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ดังกล่าว มีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นจำนวนมากด้วยประเด็นที่ให้เก็บเงินสมทบจากสินค้าบุหรี่ 2 บาท เพียงประเภทเดียว ไม่รวมสินค้าบาป สุรา เบียร์ และยาเส้น เหมือนกับการเก็บเงินภาษีเข้ากองทุนอื่่นที่มีการตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมายืนยันเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่าเป็นการเก็บเงินแต่ภาษีบุหรี่เพียงประเททเดียวเพราะกระทรวงการคลังเห็นชอบ

 

 

 

 

       ด้านกรมสรรพสามิตได้ออกมากล่าวเสริมถึงกรณีนี้ว่าหากจะเก็บเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพควรเก็บภาษีบาปทั้งหมด ไม่ใช่เก็บเพียงภาษีบุหรี่้ แต่ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้ยกร่างกฎหมายดังกล่าวให้กับกระทรวงสาธารณสุขหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะกระทบกับผู้ประกอบการบุหรี่อย่างรุนแรง เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกซองละ 2 บาท ทันที โดยเฉพาะการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ที่จะเริ่มใช้อัตราภาษีบุหรี่ใหม่ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายลดจาก 80 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยกำไรซองละ 7 บาท เหลือกำไรซองละไม่ถึง 1 บาท หากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกซองละ 2 บาท จะทำให้ขาดทุนจากการจำหน่ายบุหรี่จำนวนมาก

 

 

        ทั้งนี้ นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการ การยาสูบแห่งประเทศไทย ได้เผยว่า เบื้องต้น ยสท. ต้องผลักภาระให้ผู้บริโภค และอาจขึ้นราคาบุหรี่อีกซองละไม่ต่ำกว่า 2 บาท หากมีการเก็บเงินให้กองทุนหลักประกันสุขภาพ เนื่องจากปัจจุบันตามโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ทำให้ยาสูบมีกำไรจากการขายบุหรี่ที่ซองละ 10 สตางค์เท่านั้น ถ้าไม่ปรับราคาขึ้น โรงงานยาสูบก็จะขาดทุน และขายบุหรี่ไม่ได้ ที่ผ่านมา ยสท.มีกำไรในปี 2560 ราว 9,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเหลือไม่ถึง 1,000 ล้านบาท ในปี 2561

 

 


 

      ทางด้านบริษัทนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ ระบุว่า ในส่วนของการปรับราคาบุหรี่นำเข้าคงไม่สามารถเก็บเพิ่มแค่ 2 บาทได้ เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างภาษีบุหรี่กำหนดให้บุหรี่ที่ราคาไม่เกิน 60 บาท คิดภาษี 20% และมากกว่า 60 บาท คิดภาษี 40% โดยราคาบุหรี่ที่ 60 บาท หากมีการเก็บเพิ่ม 2 บาท จะทำให้ราคาเกินที่กำหนด และต้องเสียภาษี 40% ทันที ทำให้ราคาบุหรี่เดิมที่ 60 บาท ขยับเป็นไม่ต่ำกว่า 90 บาท/ซอง 
หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50%

 

 

     ส่วนสถิติการสูบบุหรี่ในสังคมไทย ปี 2561 จาผลสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่าจากผลการสำรวจ มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้ จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีทั้งสิ้น 55.9 ล้านคน อัตราการสูบบุหรี่อยู่ที่ร้อยละ 19.1 คิดเป็นผู้สูบบุหรี่จำนวน 10.7 ล้านคน กลุ่มอายุ 25-44 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุด หรือร้อยละ 21.9 กลุ่มอายุ 45-59 ปี ร้อยละ 19.1 และ 20-24 ปี ร้อยละ 20.7 
  

      ผู้ชายสูบบุหรี่มากกว่าผู้หญิง 22 เท่า อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลสูงกว่าในเขตเทศบาล อัตราการสูบบุหรี่สูงสุดในภาคใต้ ร้อยละ 24.5 รองลงมาได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 21.1 ภาคกลางและภาคเหนือมีอัตราการสูบใกล้เคียงกัน ร้อยละ 17.6 และร้อยละ 17.1 ตามลำดับ ส่วนกรุงเทพมหานคร มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำสุด ร้อยละ 15.4  จากอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงจากผลของการปรับขึ้นราคาบุหรี่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 และการรณรงค์ของภาครัฐที่เอาจริงเอาจังมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดนักสูบหน้าใหม่แต่ในข้อดีก็มีข้อเสียเพราะการยาสูบต้องผลักภาระให้นักสูบมากขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากแบกรับภาระในการผลิตไม่ไหวจากอัตราการซื้อที่ลดลง

 

ขอบคุณขอมูลกระทรวงการคลัง 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
ไปรยา เปลี่ยนสมัย


HASTAG : เก็บเงินจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท  เจาะทีนิวส์  สิงห์อมควัน  พ.ร.บ. 

ติดตามข่าวอื่นๆ