ศูนย์เฉพาะกิจฯแจ้ง16 จว.ยังเสี่ยงฝนหนัก สัปดาห์หน้ามาระลอกใหญ่เฝ้าระวังพื้นที่ท้ายเขื่อน

จากกรณีที่ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ได้ออกแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ถึงเรื่องการ เตรียมพร้อมเพื่อลดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ พร้อมเฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา โดยระบุว่า ศูนย์เฉพาะกิจฯ เล็งปรับลดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ป้องผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ หลังอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาสูงกว่า 820 ลบ.ม./วินาที พร้อมเตือนพื้นที่จังหวัดชายขอบประเทศฝนซ้ำสัปดาห์หน้าคาดเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งมี 16 จังหวัดยังเสี่ยงภัยฝนตกหนัก
    

 

โดยนายสำเริง  แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญ ประจำวันที่ 2 ก.ย.61 ว่า วันนี้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยมีพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก 16 จังหวัด

 

แบ่งเป็น ภาคเหนือ จ.เชียงราย พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจ.หนองคาย บึงกาฬ นครพนม ภาคตะวันตก จ.กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออก นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด โดย 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกปานกลางถึงหนักในภาคเหนือ จ.แพร่ 46.2 มม. ภาคกลาง จ.กรุงเทพมหานคร 50.5 มม. และภาคใต้จ.สุราษฎร์ธานี 44.5 มม. ยะลา 41.4 มม. นครศรีธรรมราช 35.5 มม. ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 3–7 ก.ย. 61 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้

 


สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันอัตราการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 820 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 30-50 ซม. ซึ่งศูนย์เฉพาะกิจฯ ได้ประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พิจารณาปรับแผนลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์เพื่อป้องกันผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำให้เกิดน้อยที่สุด รวมไปถึงแจ้งจังหวัดและราษฎรให้ทราบแผนการระบายน้ำล่วงหน้าโดยขณะนี้พบว่ามีน้ำสูงกว่าตลิ่ง ที่อ.พยุหคีรี จ.นครสวรรค์ 

 


อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้มีหนังสือแจ้งจังหวัดเพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่พื้นที่ 22 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อขอความร่วมมือชาวนาไม่ทำการเพาะปลูกข้าวต่อเนื่องหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว เนื่องจากเป็นช่วงฤดูน้ำหลากขณะที่สถานการณ์แม่น้ำโขงแนวโน้มน้ำสูงขึ้น โดยมีน้ำสูงกว่าตลิ่งที่ จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และต้องเฝ้าระวังบริเวณ จ.บึงกาฬ ต่อเนื่อง

 


ขณะเดียวกัน ศูนย์เฉพาะกิจฯ ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มี 53,545ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 75ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มี 3,143 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 รับน้ำได้อีก 19,420 ล้าน ลบ. ม.อ่างฯ ที่ความจุเกิน 100% ขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่  เขื่อนน้ำอูน 108% ลดลง1% เขื่อนแก่งกระจาน107% ลดลง1%และขนาดกลาง 22 แห่งลดลง 11 แห่ง ซึ่งอยู่ใน ภาคเหนือ 2 แห่ง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 แห่ง

 

ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคตะวันออก 3 แห่ง ขณะที่อ่างเฝ้าระวังที่ความจุ80-100%  เป็นอ่างฯขนาดใหญ่ 5 แห่ง เขื่อนวชิราลงกรณ 94%  เขื่อนศรีนครินทร์ 91% เขื่อนรัชชประภา 86%เขื่อนขุนด่านปราการชล 86%  เขื่อนปราณบุรี79%ขนาดกลาง 64 แห่งเพิ่มขึ้น 9 แห่งแยกเป็น ภาคเหนือ 8 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 36 แห่ง ภาคตะวันออก 12  แห่ง ภาคกลาง 4  แห่ง และภาคใต้ 4 แห่ง 

 


สำหรับอ่างที่เฝ้าติดตามที่ความจุน้อยกว่า 30%เป็นขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนทับเสลา ขนาดกลาง 38 แห่งได้แก่ ภาคเหนือ 2 แห่ง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 26 แห่ง ภาคตะวันออก 4 แห่งภาคกลาง 1 แห่งภาคใต้ 5 แห่งต้องวางแผนเก็บกักน้ำและเติมน้ำโดยประสานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการปฏิบัติการฝนหลวงต่อเนื่อง

 

 

 

 


ล่าสุดทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า ระบุว่า ประเทศไทยมีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ใกล้เคียงกับเมื่อวาน

 

โดยภาคเหนือมีการกระจายของฝนมากกว่าภาคอื่นๆ  มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำ ปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีการกระจายของฝนใกล้เคียงกับเมื่อวาน ส่วนภาคเหนือยังคงมีปริมาณฝนมากกว่าภาคอื่นๆ

 


ภาคเหนือมีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ตาก และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส  ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

 

    
ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร  นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม
./ชม.


ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด  อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.  ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

 


ภาคใต้(ฝั่งตะวันอออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ  อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

 

 

 

 

 


 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล


HASTAG : 16 จังหวัด  ศูนย์เฉพาะกิจในภาวะวิกฤต เตือน มรสุมลูกใหม่  ฝน  ปล่อยน้ำ  เขื่อน  เสี่ยง 

ติดตามข่าวอื่นๆ