ผู้ชายมีแฟนควรอ่าน !! นี่คือเหตุผลที่ ทำไมเวลาแต่งงานต้องให้ "สินสอด" แก่ฝ่ายหญิง มีที่มาตั้งแต่โบราณ !!

การให้สินสอดฝ่ายหญิง หรือเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน เป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน จนหลายคนก็สงสัยว่าทำไมจะต้องให้ ขณะที่ก็มีบางประเทศที่จะต้องให้สินสอดแก่ฝ่ายชายหรือเจ้าบ่าว ซึ่งวันนี้เราจะอธิบายถึงที่มาที่ไปของสินสอด และวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ

.

คำว่า สินสอด เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การแต่งงาน ตามธรรมเนียมประเพณีไทย ซึ่งคำว่า สินสอด ก็มักควงคู่มาพร้อมกับคำว่า ทองหมั้น แล้วสองสิ่งนี้หมายถึงอะไรกัน? ทำไมจึงกลายเป็นธรรมเนียมปฎิบัติของไทย? จะคำนวณค่าสินสอดต้องดูอะไรบ้าง? เก็บคำถามเหล่านี้ไว้ในใจแล้วมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

.

.
สินสอด คืออะไร?
.

สินสอด หมายถึง ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่พ่อแม่ของฝ่ายหญิง เพื่อเป็นการตอบแทนที่ยินยอมให้ฝ่ายหญิงสมรส หรืออาจถือได้ว่าเป็นค่าเลี้ยงดูและค่าน้ำนม ตามธรรมเนียมแล้วสินสอดจะตกเป็นสิทธิของพ่อแม่ หรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิงทันทีแม้ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันก็ตาม
ทองหมั้นคืออะไร?

.

ทองหมั้น หรือ ของหมั้น หมายถึง ทรัพย์สินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เงิน ทอง เครื่องประดับ ของมีค่า รถยนต์ บ้าน คอนโด ที่ดิน รวมไปถึงสิทธิต่างๆ ที่สามารถตีมูลค่าเป็นเงินได้ ที่ฝ่ายชายมอบไว้ให้กับฝ่ายหญิง ตามประเพณีโบราณของหมั้นนั้นจะตกเป็นของฝ่ายหญิง หากเป็นเครื่องทองก็จะนำมาไว้ใช้เป็นเครื่องประดับให้กับเจ้าสาว และเพื่อไว้เป็นสมบัติติดตัวไว้ในเวลาแต่งงาน

.

.

ทำไมแต่งงานถึงต้องมีสินสอด?
.

สินสอด เป็นธรรมเนียมประเพณีไทยที่เกิดจากกุศโลบายของคนในสมัยโบราณ เนื่องจากแต่เดิมหญิงชายไม่ค่อยได้มีโอกาศพบเจอ และศึกษาดูใจกันแบบในปัจจุบัน ส่วนมากแล้วการแต่งงานมักเกิดจากการคลุมถุงชน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ ฝ่ายเจ้าสาวกลายเป็นหม้ายขันหมาก จึงมีการเรียก สินสอดทองหมั้น ไว้ไม่ให้ฝ่ายชายทอดทิ้งการแต่งงาน อีกทั้งยังเป็นหลักประกันว่า ฝ่ายชายสามารถเลี้ยงดูฝ่ายหญิงต่อไปได้ในอนาคต นอกจากนี้ในสมัยก่อนฝ่ายหญิงจำเป็นต้องพึ่งพาฝ่ายชายเป็นอย่างมาก เงินสินสอดจึงเปรียบเสมือนเครื่องการันตีความมั่นคงให้กับชีวิตของเจ้าสาว หากมีเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ฝ่ายหญิงจะได้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

.

แล้วก็พบว่าอันที่จริงแล้ววัฒนธรรมสินสอดเนี่ย ไม่ได้มีแค่ในประเทศฝั่งเอเชียอย่างบ้านเราเท่านั้น แต่มันมีมานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย นู้นแน่ะ

.

นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส Philippe Rospabé ได้ระบุไว้ว่า วัฒนธรรมสินสอดแบบใช้เงินตราเนี่ย เพิ่งปรากฏขึ้นเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งมันมาจากรากฐานความคิดเรื่องของความมั่นคงในชีวิตคู่หลังการแต่งงาน และอาจแตกต่างกันไปตามบริบทการเป็นอยู่ของแต่ละสังคม

.

.

เมโสโปเตเมีย
    อ้างอิงจากตำราฮัมมูราบี ได้กล่าวไว้ว่า สินสอดในอดีตของวัฒนธรรมชาวเมโสโปเตเมีย นั้นจะถูกกำหนดโดยญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย โดยมีกฏร่วมกันอยู่ว่า ถ้าหากฝ่ายชายมีชู้จะไม่ได้รับค่าสินสอดคืน ยกเว้นก็แต่ว่าพ่อตาจะไม่เอาเรื่อง

.

.

.

วัฒนธรรมชาวยิว
    จากคัมภีร์ฮิบรูของชาวยิวได้มีการกำหนดเรื่องสินสอดไว้ตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้ว โดยมีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "ชายใดที่เกี้ยวพานราศีกับหญิงบริสุทธิ์ ต้องจ่ายค่าสินสอดทองหมั้น และแต่งงานกับเธอ แต่ถ้าหากพ่อของฝ่ายหญิงปฏิเสธยกลูกสาวให้ ฝ่ายชายต้องจ่ายค่าสินสอดเพื่อชดใช้พรหมจรรย์ที่เสียไป"

.

.

.

กฏของชาวอิสลาม
    สำหรับวัฒนธรรมการแต่งงานของผู้นับถือศาสนาอิสลามนั้น ได้มีกฏบัญญัติไว้ว่า ฝ่ายชายจะต้องจ่าย "มะฮัร"  ซึ่งถือเป็นของขวัญ และสินน้ำใจที่ฝ่ายชายมอบให้ โดยจะแตกต่างจากสินสอด ตรงที่ไม่มีการกำหนดราคาค่าตัวอย่างชี้ชัด แต่จะขึ้นอยู่กับความสบายใจของทั้งสองฝ่าย และ 『มะฮัร』 จะเป็นสมบัติส่วนตัวของฝ่ายหญิงแต่เพียงผู้เดียว

.

.

.

แอฟริกา
    ในประเทศแถบแอฟริกาก็มีวัฒนธรรมสินสอดเหมือนกัน โดยฝ่ายชายจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงต้องมอบปศุสัตว์ให้กับครอบครัวฝ่ายหญิง เช่น แพะ แกะ โคนม หรือควาย เป็นต้น ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยก็จะแตกต่างกันไปตามประเพณีพื้นเมืองของพื้นที่นั้นๆ

 .

.


.

จีน
    ถือเป็นอีกประเทศที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ การแต่งงานตามแบบฉบับของชาวจีนในปัจจุบันนั้น พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจะพบปะพูดคุยกันก่อน เพื่อทำข้อตกลงเรื่องสินสอดร่วมกัน และจากปัญหาที่จีนมีประชากรผู้ชายมากกว่าผู้หญิงหลายเท่า ทำให้ปัจจุบันค่าสินสอดพุ่งสูงขึ้นหลายเท่า และเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคู่รักชาวจีนรุ่นใหม่หลายคู่ด้วยเช่นกัน

.

.

.

ชาวเกาะโซโลมอน
    ประเพณีการแต่งงานของชาวเกาะที่นี่ค่อนข้างจะแตกต่างจากที่อื่นพอสมควร ที่นี่เขาไม่ได้มอบสินสอดเป็นเงินตรา หรือทรัพย์สินมีค่าเหมือนที่อื่น แต่จะมีการมอบสร้อยคอที่เรียกว่า 『tafuliae』 สร้อยคอทำจากกาบหอย ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

.

.

.

ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมสินสอด ตั้งแต่ยุคอดีต จนมาถึงปัจจุบันแบบคร่าวๆ ถ้ามองด้วยกรอบ "ทฤษฏีการคัดสรรทางธรรมชาติ" ของชาร์ลส์ ดาร์วิน อาจกล่าวได้ว่า สินสอดทองหมั้นก็คือเครื่องพิสูจน์ความแข็งแกร่งในการเอาตัวรอดของมนุษย์ยุคใหม่ (แค่เปลี่ยนจากการล่าอาหารแบบในอดีต มาเป็นเงินตราแทน)

.

ส่วนคำถามที่ว่าเราไม่ให้ค่าสินสอดได้ไหม? ก็ดูจะเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว บางคนอาจจะมองว่าความรักเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าเงินทอง ในขณะที่บางคนอาจจะมองเรื่องของความรัก แยกจากเรื่องของปากท้อง และเศรษฐกิจในกระเป๋าตังค์ ซึ่งเราก็ปฏิเสธไม่ได้อีกนั่นแหละว่าปัจจุบันเงินตราสำคัญมากขนาดไหน.

.

.

.

ข้อมูลและภาพจาก daily.rabbit ,  catdumb


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
นางสาวอัจจิมา วรรณโร


HASTAG : สินสอด  แต่งงาน 

ติดตามข่าวอื่นๆ