โค้งสุดท้ายต้องไปให้ได้! นับถอยหลังอีก 7 วัน สิ้นสุดการแสวงบุญบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “เขาคิชฌกูฏ” ใครที่ยังไม่ได้ไป ต้องรีบ!!

ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท(พลวง) บนเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรีในปี ๒๔๖๑ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๗ มกราคม เป็นต้นมา และกำลังจะสิ้นสุดในวันที่  ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๑ ที่จะถึงนี้ โดยในวันที่ ๑๗ มีนาคม จะเปิดให้ขึ้นได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง และจะมีพิธีปิด ในวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๑ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น. เป็นต้นไป นักแสวงบุญที่ปรารถนาตั้งใจไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาท เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆบนเขาคิชฌกูฏ คงต้องรีบด่วนๆ เพราะจากวันนี้ก็นับไปอีกเพียง ๗ วันเท่านั้นจะสิ้นสุดการแสวงบุญประจำปี ๒๕๖๑ แล้ว ซึ่งในหนึ่งปีเปิดให้สักการะเพียงครั้งเดียว ภายในระยะเวลา ๖๐  วันเท่านั้น


สำหรับการแสวงบุญบนเขาคิชฌกูฏ ซึ่งมีจุดให้กราบสักการะและขอพรต่างๆอย่างที่ทราบกันดีว่า ให้ “ขอพรได้เพียงข้อเดียว” เท่านั้น  และห้ามบนบานศาลกล่าวเด็ดขาด โดยตั้งจิตให้มั่น น้อมถวายบุญในทานศีลภาวนาแด่พระรัตนตรัย จากนั้นให้ถวายบุญแก่หลวงพ่อนัง หลวงพ่อเขียน และคณะสงฆ์ทุกรูปที่บุกเบิกพัฒนาเขาคิชฌกูฏ และอุทิศบุญให้แก่เทวดาที่ดูแลรักษาเขาคิชฌกูฏ เพื่อให้เทวดามีกำลังในการช่วยเหลือหรือประทานพรตามความเชื่อ

 

สำหรับการตั้งจิตโดยการถวายบุญและอุทิศบุญ  ทำเพียงครั้งเดียว ณ จุดที่กราบสักการะรูปปั้นหลวงพ่อนัง หรือ สามารถทำซ้ำเป็นครั้งที่สอง บนยอดเขาได้ แต่ให้กราบสักการะรอยพระพุทธบาทก่อน

ส่วนการขอพรที่ได้ผล พ่อท่านเขียน ขันธสโร ผู้บุกเบิกและพัฒนาเขาคิชฌกูฏท่านเคยบอกไว้ว่า อย่าขอเกินบารมีของตน  อีกทั้งก่อนกลับให้ไปไหว้พ่อปู่ฤาษีที่ถ้ำใต้หินพระบาตร เชื่อว่า ท่านจะอวยพรให้ประสบความสำเร็จในพรที่ขออีกด้วย

ส่องกระจกหาโชคลาภ  เมื่อนักแสวงบุญเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ มาจนถึงบริเวณรอยพระพุทธบาท กราบสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว จะเห็นว่าใกล้ๆกันนั้นมีหินลูกพระบาตร เป็นหินขนาดใหญ่ คล้ายรูปบาตรคว่ำปรากฏอยู่  หลายคนได้อธิษฐานให้มีโชคด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เอาศรีษะไปแตะที่หินลูกพระบาตร หรือขอโชคลาภก็มี  โดยอีกหนึ่งความเชื่อที่ทำต่อๆกันมาเกี่ยวกับการส่องกระจกขอลาภ  ลำดับแรกต้องขอพรปรารถนาโชคลาภก่อน แล้วก็นำกระจกส่องใต้ฐานหินลูกพระบาตร เพื่อดูว่าจะเห็นอะไรหรือไม่ เช่นตัวเลขต่างๆ บางคนก็มีเคล็ด โดยนั่งหันหลังให้ก้อนหิน แล้วหันกระจกส่องไปยังหิน  เชื่อกันว่าหากใครมีบุญวาสนา ก็จะเห็นตัวเลข  บางคนก็จะเห็นสิ่งที่ดีๆปรากฏในกระจก อันจะนำมาซึ่งความเป็นมงคลในชีวิต  เรื่องนี้ก็สุดแท้แต่บุญวาสนาและต้องใช้วิจารณญาณ 

ความจริงของผ้าแดง สุดเขตแดนบุญจะเห็นว่าสุดเขตแดนบุญ บนเขาคิชฌกูฎ ก็คือบริเวณเขตผ้าแดง ซึ่งจะมีป้ายติดไว้ และที่ปรากฏอย่างเด่นชัด คือ การผูกผ้าแดงพร้อมข้อความชื่อนามสกุล หรือคำอธิษฐานต่างๆ เป็นทิวแถวยาว  แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว  เป็นเพียงแค่การทำตามกันมาเท่านั้น เพราะสาเหตุที่ต้องขึงผ้าแดงไว้ ตามประวัติพ่อท่านเขียนได้กล่าวไว้ว่า สมัยก่อนมีคนเดินเลยเขตนี้ไปแล้วเกิดพลัดหลงหาทางกลับไม่ได้  พ่อท่านเขียนจึงสั่งให้พระลูกศิษย์ นำผ้าแดงไปขึงไว้ เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเขต “อันตราย”  ห้ามเดินเลยไปหลังจากนี้ ไม่ได้มีความหมายว่าให้ไปเขียนชื่อนามสกุล  หรือ คำอธิษฐานใดๆ ฉะนั้นหากใครที่ไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาทอันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดบนเขาคิชฌกูฏแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนชื่อ นามสกุล หรือคำอธิษฐานใดๆตรงเขตผ้าแดงอีก  หรือถ้าจะเขียนตามความเชื่อของแต่ละบุคคลก็สามารถทำได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ  

 สำหรับเส้นทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ จะมีอยู่สองเส้นทางคือ เส้นทางหลัก คือ เส้นทางวัดพลวงที่ต้องโดยสารรถยนต์กันขึ้นไปตามปกติ และอีกหนึ่งเส้นทางศึกษาธรรมชาติ คือ เส้นทางวัดโคกตะพง ซึ่งต้องเดินเท้าขึ้นเท่านั้น หากใครที่ชอบการเดินทางแบบไหนก็เลือกได้ตามใจปรารถนา

นอกจากนี้บนเขาคิชฌกูฏ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป เทวรูปต่างๆ ซึ่งอาจกล่าวไม่หมด  อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการกราบสักการะรอยพระพุทธบาท เพื่อระลึกถึงคุณบารมีของพระพุทธเจ้า และจงตระหนักไว้ว่า เมื่อกลับออกมาแล้ว อย่าเอาอะไรออกมาเด็ดขาด นอกจากความอิ่มเอมใจเท่านั้น ซึ่งนับจากนี้เหลือเวลาเพียง ๗ วัน ก็จะสิ้นสุดประเพณีกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท(พลวง) บนเขาคิชฌกูฏแล้ว หากใครที่พลาดปีนี้ก็ต้องรออีก ๑  ปี  

 

 

 

 

 

ข้อมูลบางส่วนจาก : หนังสืออภินิหารศักดิ์สิทธิ์เขาคิชฌกูฏ

เครดิตภาพ : ก.นัยจัน

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
นภาพร เครือชัยสุ


HASTAG : รอยพระพุทธบาทพลวง  เขาคิชฌกูฏ  จันทบุรี 

ติดตามข่าวอื่นๆ