ผู้ส่งออกน้ำตาตก เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ5ปี

บาทแข็งโป๊ก  ตัวแปรใหญ่ เศรษฐกิจไทยจะโต 4.6% ได้หรือไม่...???

ขณะที่สภาพัฒน์มองเศรษฐกิจไทยในปี 61 ขยายตัวได้ 3.6-4.6% หรือค่ากลางที่ 4.1% เท่ากับที่เคยประเมินไว้ในเดือน พ.ย.60 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากภาคการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากปีก่อน ตลอดจนโครงการลงทุนก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จะเริ่มเห็นในปีนี้ รวมทั้งการที่ พ.ร.บ.อีอีซี ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี สภาพัฒน์คาดอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 31.50-32.50 บาท/ดอลลาร์ โดยได้ปรับให้แข็งค่าขึ้นจากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 34.00-35.00 บาท/ดอลลาร์ 
แม้เงินบาทจะอยู่ในระดับที่แข็งค่า แต่ถือว่าการส่งออกของไทยยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันได้ดี เพราะในปี 60 ที่การส่งออกขยายตัวได้เกือบ 10% ซึ่งยังได้รับอานิสงส์ที่ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพียงแต่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นอาจทำให้รายได้ในรูปเงินบาทของผู้ส่งออกไทยที่จะได้รับลดลงไปบ้าง
 

ด้านกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า มองเงินบาทปีนี้มีโอกาสแข็งค่าแตะ 30.80 บาท/ดอลลาร์ ในช่วงสงกรานต์ ถือเป็นการแข็งค่าสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี รับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และเงินดอลล์ยังมีทิศทางอ่อนค่า ขณะที่การธปท.มีข้อจำกัดการเข้าดูแลค่าเงิน หลังปัจจุบันเข้าแทรกแซงค่าเงินใกล้เคียง 2% ของ GDP พร้อมมอง กนง.คงดอกเบี้ย ที่ 1.5% ทั้งปี หลังเศรษฐกิจภาคเกษตรยังเปราะบาง และขาดนโยบายรัฐกระตุ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

ธนาคารมองค่าเงินบาทปีนี้ มีโอกาสแข็งค่าแตะ 30.80 บาท/ดอลลาร์ ช่วงเดือนมีนาคมถึงช่วงเทศาลสงกรานต์นี้ ตามช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก หนุนเม็ดเงินไหลเข้า และไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทั้งนี้เงินบาทที่แข็งค่าดังกล่าวเป็นการแข็งค่าในรอบเกือบ 5 ปี จากที่เคยค่าแข็งค่าสุดที่ 28.50 บาท/ดอลลาร์ เมื่อปลายปี 2556

ภาพรวมการเคลื่อนไหวเงินดอลลาร์ ประเมินว่ายังมีทิศทางอ่อนค่า หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เห็นชอบให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เพราะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งสวนทางกับกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ที่มักจะสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่า ส่งผลให้นักลงทุนไม่มั่นใจในสกุลเงินดังกล่าว


เดือนพฤษภาคมจะเป็นช่วงจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาทให้เริ่มอ่อนค่าระยะสั้น-กลาง โดยในอดีตการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ในช่วง 6.8-7 หมื่นล้านบาท แต่ ช่วงเดือนเดือนกันยายนถึงช่วงปลายปี มองว่าค่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง แตะระดับ 32 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจประกาศยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หากเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อมีการปรับตัวตามที่ ECB คาดการณ์"
สำหรับการดูแลค่าเงินบาท มองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีข้อจำกัดในการดูแล เนื่องจากปัจจุบัน ธปท.เข้าดูแลค่าเงินใกล้เคียง 2% ของ GDP ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดไว้ หากดูแลค่าเงินมากเกินไป จะเป็นที่จับตาของสหรัฐ และอาจออกมาตรการเข้ามากีดกันการค้าได้ 
ธนาคาร ยังประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 3.9% ใกล้เคียงกับปีก่อน หลังจากการฟื้นตัวในประเทศยังไม่ทั่วถึง โดยยังโตต่ำกว่าศักยภาพเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค
ทั้งนี้คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ตลอดปีนี้ หลังเศรษฐกิจไทยภาคเกษตรยังเปราะบาง ขาดนโยบายรัฐกระตุ้น ซึ่งคนในกลุ่มดังกล่าวยังมีมากกว่า 10 ล้านคน
 


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
บุษบา ศรีลาปัง


HASTAG : ข่าวส่งออก  ข่าวเศรษฐกิจไทย  Richman can do 

ติดตามข่าวอื่นๆ