ไอ้เสือลุย... หุ้นสหรัฐ ฟื้นตัวแล้ว

ตลาดหุ้นดาวโจนส์ โงหัวแล้ว หลังจากดิ่งเหวมา 2 วันติดกัน ด้านหุ้นไทยวอลุ่มซื้อ ขายทะลักกว่าแสนลบ.

เมื่อคืนนี้ (6 ก.พ.)  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นกว่า 500 จุด  เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากดาวโจนส์ดิ่งลงอย่างหนักติดต่อกัน 2 วันทำการก่อนหน้านี้ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าผู้บริโภคพุ่งขึ้นนำตลาด ขณะที่นักลงทุนจับตาการโหวตร่างงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ หรือการปิดหน่วยงานของรัฐ
นักวิเคราะห์จากเจพีมอร์แกนกล่าวว่า นักลงทุนมองว่าการที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงอย่างหนักติดต่อกัน 2 วันทำการที่ผ่านมานั้น ถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไร โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 665.75 จุด หรือ -2.54% และจากนั้นได้ร่วงลงอีก 1,175.21 จุด หรือ -4.60% ในวันจันทร์ อันเนื่องมาจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ หลังจากตัวเลขจ้างงานและค่าแรงในสหรัฐขยายตัวแข็งแกร่งกว่าการคาดการณ์
          

ด้านนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเมื่อวานนี้เกี่ยวกับการทรุดตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์กว่า การซื้อขายหุ้นที่มีการตั้งโปรแกรมคอมพิวตอร์ล่วงหน้า โดยกำหนดเงื่อนไขให้มีการใช้คำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น โดยฉุดให้ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,175 จุด ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงหนักเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ดี นายมนูชินกล่าวว่า สภาวะตลาดโดยรวมยังคงปกติ แม้ตลาดปรับตัวผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง

นักลงทุนจับตาสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเตรียมลงมติร่างกฎหมายงบประมาณ ก่อนที่งบประมาณชั่วคราวฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดีนี้ โดยการลงมติครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างพรรครีพับลิกัน และพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับโครงการคุ้มครองผู้อพยพวัยเยาว์ที่เดินทางเข้ามาในสหรัฐ (DACA) จำนวนกว่า 7 แสนคน ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่า เขาจะยกเลิกโครงการดังกล่าวภายในวันที่ 5 มี.ค. ซึ่งจะส่งผลให้มีการเนรเทศผู้อพยพเหล่านี้กลับประเทศ

ทั้งนี้ หากสภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับร่างกฎหมายงบประมาณภายในเวลาเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือเวลาเที่ยงของวันศุกร์ตามเวลาไทย สหรัฐก็จะเผชิญภาวะปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) อีกครั้ง หลังจากที่เกิดการชัตดาวน์เป็นเวลา 3 วันในเดือนที่แล้ว
 นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนธ.ค.
 สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า สหรัฐมีตัวเลขขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 5.3% ในเดือนธ.ค. สู่ระดับ 5.31 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2551 หลังจากที่ขาดดุล 5.04 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย.


ด้านดัชนีหุ้นไทยวันที่ 6 ก.พ. ปิดที่ 1,788.49 จุด ลดลง 21.89 จุด หลังระหว่างวันลงไปกว่า 52.01 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 124,498.18 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 2,198.95 ล้านบาท หุ้นซื้อขายสูงสุด PTT ปิด 484 บาท ลบ 16 บาท, IVL ปิด 53.25 บาท ลบ 0.25 บาท, AOT ปิด 69.25 บาท ลบ 0.50 บาท, BANPU ปิด 21.60 ไม่เปลี่ยนแปลง และ PTTGC ปิด 93.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

ประเด็นเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดถูกนำมาเป็นปัจจัยที่อ้างถึงแรงเทขายที่รุนแรงของตลาดหุ้นทั่วโลก บล.ทรีนิตี้ ระบุว่า ตลาดมีแนวรับแรกที่ระดับ 1,750-1,760 จุด โดยระดับ 1,750 จุดคือต้นทุนดัชนีของนักลงทุนสถาบันในประเทศ หากนับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อหุ้นอย่างหนัก ขณะที่ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนิตี้ เผยในงาน “ส่องการเมืองเศรษฐกิจพิชิตการลงทุนปี 61” ว่า หุ้นไทยช่วงนี้อยู่ในช่วงปรับฐาน หลังดัชนีไหลลงมาต่อเนื่อง ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การลด QE ของธนาคารกลางต่างๆทั่วโลก เพราะจะมีผลต่อสภาพคล่อง โดยช่วงนี้ยังแนะนำให้นักลงทุนทยอยเข้าซื้อหุ้น

ปัจจัยหนุน ได้แก่ เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 4% ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศยังอยู่ระดับต่ำทำให้ ธปท. ยังไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด ซึ่งส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาพคล่องระบบการเงินโลกยังอยู่ระดับสูง แม้เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย และลดขนาดงบดุล แต่มองว่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นยังมองว่าหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นได้เร็วและแรง คาดว่าต้องใช้เวลา 1-2 เดือนในภาวะกระทิงของตลาดหุ้นไทย

ขณะที่ “วิลาสินี บุญมาสูงทรง” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก แนะจับตาสภาคองเกรสสหรัฐฯประชุมเพิ่มเพดานหนี้ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 8 ก.พ. หรือไม่ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนมีนาคม ส่วนปัจจัยบวกในประเทศ คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการขับเคลื่อน พ.ร.บ.อีอีซีเข้าสู่ที่ประชุม สนช. เดือนก.พ.61 หนุนดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,750-1,790 จุด แนะนำลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ชอบ TPCH–AMATA –WHA–AIT–ITEL


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
บุษบา ศรีลาปัง


HASTAG : ข่าวหุ้น  Richman can do 

ติดตามข่าวอื่นๆ