ตะลึง... จ้าวโลกไทย...ต่างชาติแห่ซื้อ

อัดใส่กระป๋องขาย ไทยคิด ไทยทำ เมดอินไทยแลนด์ แต่ส่งออก 

บมจ.ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ หรือ TNR ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แบรนด์ "ONETOUCH" และเป็น 1 ในธุรกิจของกลุ่มเจริญอักษรถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี  2514 โดยธุรกิจแรกของบริษัทในขณะนั้นคือ การผลิตตัวพิมพ์ ไทย จีน อังกฤษ และอุปกรณ์การพิมพ์ จำหน่ายให้กับโรงพิมพ์ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้กลุ่มเจริญอักษรา ได้ขยายกิจการมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ ผลิตถุงยางอนามัย จนสามารถนำกิจการนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2559 อยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ด้วยราคาไอพีโอ หรือ ขายให้ประชาชนทั่วไปที่ หุ้นละ 16 บาท ขณะนี้ราคาในกระดานอยู่ราว 18 บาทกว่า TNR มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีอัตราหนี้สินต่อทุนต่ำและความพร้อมในเรื่องเงินทุน ผลดำเนินงานไตรมาส 3 กำไรกว่า 44 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนกำไรกว่า 114 ล้านบาท
โดยลักษณะธุรกิจของ TNR แบ่งเป็น 3 ธุรกิจย่อย ดังนี้1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ภายใต้เครื่องหมายการค้า Onetouch2) ธุรกิจรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น (OEM) 3) ธุรกิจงานประมูล (Tender) 

คนทั่วไปอ่านแล้วคง งง ทำไม กลุ่มเจริญอักษร ที่เป็นผู้นำในเรื่องการพิมพ์และกระดาษ แต่ขยายกิจการมาสู่ ถุงยางอนามัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องการต่อยอดธุรกิจเลย
แต่เบื้องหลังคือ ตระกูล“ดารารัตนโรจน์” มีลูกมาก อมร ดารารัตนโรจน์  ก็เป็นหนึ่งในลูกชายของตระกูลนี้ เล็งเห็นว่า ถ้าทุกคนมารวมกันทำมาหากินอยู่กับกงสีแบบนี้ มันมีความเสี่ยง
ดังนั้นจึงแยกตัวออกมาทำธุรกิจเริ่มต้นด้วยการ ทำโรงงานรับผลิตถุงยางอนามัย หรือ (OEM) มาร่วม 30 กว่าปีด้วยกำลังการผลิตเพียง 60 ล้านชิ้นต่อปี จนถึงปัจจุบันบริษัทเติบโตจนมีกำลังผลิตรวมจำนวน 1.96 พันล้านชิ้นต่อปี นับเป็นผู้ผลิตถุงยางอนามัยที่มีกำลังผลิตมากที่สุดในประเทศไทยและเป็นอันดับสองของโลกรองจากกลุ่ม Karex Industries Sdn Bhd จากมาเลเซีย
แต่การบุกเบิกธุรกิจใหม่ ที่แตกต่างจากธุรกิจเดิมที่ทำอยู่อย่างสิ้นเชิงไม่ใช่เรื่องง่าย  ต้องมีทักษะบริหารการจัดจำหน่าย และกระบวนการผลิตที่มีข้อจำกัดเพราะเป็นธุรกิจที่เข้าข่ายเครื่องมือแพทย์ ทำให้บริษัทต้องใช้เวลา 3-5 ปีกว่าจะวางจำหน่ายสินค้าได้ ด้วยขั้นตอนติดตั้งเครื่องจักร ฝึกฝนพนักงาน และรับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001  และ ISO 13845 รวมถึงการขออนุญาตในแต่ละประเทศที่จะส่งสินค้าไปจำหน่าย
ต่อมาจึงเริ่มสร้างแบรนด์  "ONETOUCH" เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังมียี่ห้อ NIPTEX แต่ทำและส่งออกไปขายที่เวียตนาม เท่านั้น เพื่อแข่งกับตลาดจีน ที่เป็นเจ้าตลาดถุงยางอนามัยในเวียดนาม  นอกจากนั้นครึ่งปีหลัง ได้ส่งมอบถุงยางอนามัยจากงานประมูลในจำนวนที่มากกว่าครึ่งปีแรกให้แก่องค์กร USAID ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมยอดขายของบริษัทฯ ในครึ่งปีหลัง


อมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในไทยและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องภายใต้แบรนด์ ‘ONETOUCH(TM)’ เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ วางแผนขยายตลาดผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัยในประเทศจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่มีความต้องการใช้สินค้าเป็นจำนวนมาก ล่าสุด ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้ส่งมอบสินค้า ให้แก่คู่ค้าในต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรเพื่อส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศจีน เริ่มต้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ซูโจวและหังโจว ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากภาพรวมตลาดถุงยางอนามัยในจีนกำลังเติบโตจากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และช่วยการคุมกำเนิดเพิ่มขึ้น บริษัทฯ จึงคาดหวังจะเป็นโอกาสที่ดีในการขยายตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายในประเทศจีนและตลาดในภูมิภาคเอเชีย   

 ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับออเดอร์ผลิตถุงยางอนามัยแบบบรรจุกระป๋องจำนวน 300,000 กระป๋อง หรือประมาณ 1.5 ล้านชิ้น และเจลหล่อลื่นแบบบรรจุกระป๋องจำนวน 100,000 กระป๋อง ที่มีการออกแบบแพ็กเก็จจิ้งใหม่อย่างสวยงามเพื่อสร้างความแปลกใหม่และลดความรู้สึกเขินอายเมื่อต้องเลือกซื้อสินค้า โดยคำสั่งซื้อดังกล่าวมาจากลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น และได้เริ่มวางจำหน่ายสินค้าภายในร้านสะดวกซื้อเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถ้าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคก็มีโอกาสที่ TNR จะได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อเพิ่มจำนวนสาขาที่วางจำหน่ายให้มากยิ่งขึ้น       

 “เราได้เร่งขยายตลาดในจีนและญี่ปุ่นตามแผนงาน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศถือเป็นตลาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่มีประชากรเป็นจำนวนมากและมีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีคู่แข่งขันทั้งจากผู้ประกอบการในจีนและแบรนด์ที่มาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าด้วยความเชี่ยวชาญการผลิตสินค้าและการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ได้มาตรฐานในระดับสากล จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและแผนงานขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียต่อไปในอนาคต” อมร กล่าว

ส่วนแผนทำตลาดถุงยางอนามัยภายใต้แบรนด์ ONETOUCH นั้น บริษัทฯ มีแผนขยายตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 35% ภายในปี 2563 จากสิ้นปี 2559 ที่มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% โดยอยู่ระหว่างการวางแผนเตรียม Repositioning Brand พร้อมปรับกลยุทธ์การตลาดในเชิงรุกเพื่อเพิ่มยอดขายและผลักดันแบรนด์ ONETOUCH เป็นผู้นำตลาดถุงยางอนามัยในประเทศไทย


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
บุษบา ศรีลาปัง


HASTAG : ข่าวหุ้น  Richman can do  ข่าวหวย  ข่าวบันเทิง 

ติดตามข่าวอื่นๆ