ทำความรู้จัก...แคนดิเดตประธานกกต.คนใหม่?!? หัวหน้าคณะในศาลฏีกา : เขาคือ 1ในกลุ่มตุลาการผู้รักแผ่นดิน-เคยลงชื่อค้านพรบ.นิรโทษฯลักหลับสุดซอย?!

จากกรณีนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ได้เรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่มีผู้พิพากษา 176 คน เพื่อประชุมลงมติเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.)  จำนวน 2 คนขณะที่ผลการลงมติตามหลักเกณฑ์ ระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 บัญญัติไว้นั้น ปรากฏว่า นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต.

สำหรับนายฉัตรไชยนั้น อดีตก็เคยดำรงตำแหน่งบริหารสำคัญด้วยอย่าง ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่เนื่องจากการลงมติเลือกนั้น ยังขาดผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต. อีก 1 คนตามสัดส่วนที่ให้ที่ประชุมศาลฎีกาเลือกขึ้นมา 2 คน โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อรายอื่นยังไม่ผ่านเกณฑ์ของที่ประชุม ส่วนนายฉัตรไชย ถูกโหวตเลือกให้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกกต.แบบม้วนเดียวจบ นั่นคือมีการลงมติแค่รอบเดียวก็ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา นี่เองจึงถูกจับตาว่าอาจไม่ใช่แค่จะไปเป็นกกต.คนใหม่เท่านั้น แต่ชื่อชั้นความสามารถต้องนับว่ามีสิทธิ์อาจเป็นถึง แคนดิเดตประธานกกต.ได้เลยทีเดียว


อย่างไรก็ตามหากย้อนไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมาพบว่าได้มีการออกแถลงการณ์ในนาม “กลุ่มตุลาการผู้รักแผ่นดิน” คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ระบุว่า ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากมีมติเห็นชอบให้ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งกรรมาธิการแก้ไขถึงขนาดเปลี่ยนแปลงหลักการตามร่างในชั้นกรรมาธิการ โดยให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดอาญาร้ายแรง โดยอ้างว่าเป็นมูลเหตุจากวิถีทางการเมือง การชุมนุมทางการเมือง หรือเกี่ยวเนื่องกับการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายแก่ประชาชน ความผิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน

โดยมิได้คำนึงถึงผู้เสียหายที่ถูกกระทำไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่ายใด ขัดต่อหลักนิติธรรม ซึ่งมีเป้าประสงค์สูงสุดเพื่อปกป้องสุจริตชน และเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ซ้ำร้ายกว่านั้น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังมีผลครอบคลุมถึงความผิดเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วก็ดี หรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล หรืออยู่ในชั้นสอบสวนก็ดี ทั้งที่ความผิดลักษณะดังกล่าวเป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติ เป็นที่น่ารังเกียจในสังคมโลก สมควรได้รับการพิจารณาตามกระบวนการพิสูจนความผิดหรือได้รับการปฏิบัติตามโทษานุโทษ แต่ร่าง พ.ร.บ ฉบับนี้กลับกำหนดยกเว้นกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ โดยอ้างว่าเป็นเหตุอันมีที่มาจากการเมือง ทั้งที่ประจักษ์ชัดโดยคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเป็นการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องของสังคมไทยต่อไปในอนาคต

ข้าพเจ้า ซึ่งต่างสำนึกตลอดมาว่ามีหน้าที่ธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องเป็นธรรมบนแผ่นดินนี้ จึงคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของวุฒิสภาดังเหตุผลที่กล่าวข้างต้น เพื่อมิให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้บานปลายไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกัน อันจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและแผ่นดิน จึงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้ดุลพินิจทบทวน หรือยับยั้งการออกกฎหมายฉบับนี้โดยเร็วที่สุด และสำหรับรายชื่อผู้พิพากษากลุ่มตุลาการผู้รักแผ่นดิน ประกอบด้วยจำนวน63คน โดยรายชื่ออันดับ1ที่ลงไว้คือ  1. นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

อนึ่ง การที่กลุ่มผู้พิพากษาฯออกมาแสดงความคิดเห็นข้างต้น ก็เพราะรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต่อสถานการณ์ของบ้านเมืองในขณะนั้น โดยมิได้มีนัยทางการเมืองแต่ประการใด


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ศิริพงษ์ หนูแก้ว


HASTAG : ศาลฏีกานักการเมือง  พรบ.นิรโทษกรรม  กกต. 

ติดตามข่าวอื่นๆ