กันกุล ปี61 มีดีอะไร...?

ฮอต ฮิต สุดในกลุ่มพลังงานทดแทนจริงหรือ ติดตาม เพจ Richman can do

 บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL  จัดเป็นหุ้นพลังงานทดแทนที่เด่นมากในปีหน้า เพราะจะรับรู้รายได้จาก 4 โครงการใหญ่ที่เริ่มผลิตไฟฟ้าขายได้ในเชิงพาณิชย์ 
จากการเปิดเผยของ สมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการ บมจ. กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง ระบุว่า  ปี 61 บริษัทจะมีการรับรู้รายได้จากกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมจากโครงการพลังงานลมในประเทศ 2 แห่ง กำลังการผลิตรวม 110 เมกะวัตต์ (MW) และจากกำลังการผลิตในประเทศญี่ปุ่น 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 78.4 MW ทำให้บริษัทจะมีกำลังการผลิตที่จ่ายไฟเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ (COD)อยู่ที่ราว 300 MW จากปัจจุบัน 180 MW
 

สมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการ บมจ. กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง

บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 61 โต 20% จากปีนี้มั่นใจรายได้แตะ 4.5 พันล้านบาท หลังมีกำลังการผลิตเพิ่ม 4 โครงการ นอกจากนั้นปีหน้า เตรียมเข้าประมูลงานเพิ่มอีก 3 พันล้านบาท 
ซึ่งจะประกาศผลในปีหน้าทั้งหมด และตั้งงบลงทุนเพิ่มอีก 6 พันล้านบาท  พัฒนาโรงไฟฟ้า 4 โครงการ  เพื่อให้ในปี 2563 มีกำลังผลิตแตะ 1,190 MW แบ่งเป็น กำลังการผลิตในญี่ปุ่น 550 MW ในไทย 200 MW ในเวียดนาม 280 MW และในมาเลเซีย 160 MW จากสิ้นปี 2560 นี้มี 500 MW
ส่วนผลดำเนินงานไตรมาส 4 ปีนี้ CEO GUNKUL เชื่อมั่นว่า จะเป็นไตรมาสที่ดีสุดของปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของโรงไฟฟ้าพลังงานลม ทำให้มีรายได้จากการผลิตมากสุด
ปัจจุบันมีงานในมือ (Backlog) 1.5 พันล้านบาท รับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ 500 ล้านบาท 
 
GUNKUL ทำธุรกิจผลิต จัดหา และจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ- ธุรกิจผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน-ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศ-ธุรกิจก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน- ธุรกิจการให้บริการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า 
 


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส ประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2561 เท่ากับ 5 บาทต่อหุ้น ยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากศักยภาพการเติบโตที่จะโดดเด่นมากในปี 2561 อย่างไรก็ตามแม้ PER ปัจจุบันจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงของการลงทุนตามโครงการในมือจำนวนมาก PER จะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัจจุบันราคาหุ้นถือว่า laggard กลุ่มฯ มองเป็นโอกาสซื้อลงทุน
นอกจากนั้นพบว่าโครงการพลังงานลม GNP กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ จะมีการเลื่อนผลิตเชิงพาณิชย์ไปช่วงเดือน ก.พ.2561 จากกำหนดการเดิมช่วงเดือน ธ.ค.2560 เนื่องจากเกิดความล่าช้าในการดำเนินงานของทาง กกพ. ส่งผลให้ปี 2561 จะมีโครงการใหม่ที่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกถึง 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 176 เมกะวัตต์ คิดเป็นกว่า 1 เท่าตัวจากกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ 172 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ในงวด 4Q60 คาด GUNKUL จะมีการลงทุนในโครงการใหม่ที่มาเลเซีย (โซลาร์/ลม) กำลังการผลิตราว 40-60 เมกะวัตต์ ซึ่งฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ จึงถือเป็น upside ที่จะเข้ามาเพิ่มเติมได้ในอนาคต

ปรับลดประมาณการกำไรปี 2560-61 ภายใต้การเลื่อน COD โครงการพลังงานลม GNP กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ จากสมมติฐานที่ผลิตเชิงพาณิชย์เดือน ธ.ค.2560 ไปช่วงเดือน ก.พ.2561 ส่งผลให้แนวโน้มกำไรในปี 2560-61 ลดลงจากประมาณการเดิม 5.6%yoy และ 7.1%yoy ตามลำดับ อย่างไรก็ตามคาดแนวโน้มกำไรงวด 4Q60 จะปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดของปี เนื่องจากในงวด 4Q60 ถือเป็นช่วง high season ของโรงไฟฟ้าพลังงานลม ส่วนโรงไฟฟ้าโซลาร์จะได้รับปัจจัยหนุนจากความเข็มแสงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจ Trading และ EPC คาดทรงตัวจากงวดก่อนหน้า

ปัจจุบัน GUNKUL เหลือโครงการในมืออีก 6 โครงการ โดยจะเริ่มทยอยรับรู้ในปี 2561 ถึง 4 โครงการ (176 MW) และในปี 2565 อีก 2 โครงการ (142 MW) ดังนั้นคาดแนวโน้มกำไรในปี 2561 จะเป็นการยกระดับกำไรของ GUNKUL ขึ้นสู่ฐานใหม่เกือบ 1 พันล้านบาท จากการเริ่มรับรู้โครงการพลังงานลม GNP กำลังการผลิต 60MW ในช่วงเดือน ก.พ.2561 รวมถึงเริ่มรับรู้โรงไฟฟ้าพลังงานลม KWE กำลังการผลิต 50MW ในช่วงเดือน พ.ค.2561 อีกทั้งเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นใน 2 โครงการแรก Sendai และ Kimitsu กำลังการผลิต 32 และ 34 MW ในงวด 2Q61 และ 4Q61 ตามลำดับ ส่วนโรงไฟฟ้าโซลาร์ในญี่ปุ่นที่เหลืออีก 2 โครงการ ได้แก่ Utsonomiya (67 MW) และ Iwakuni (75 MW) จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2565 

บล.ฟิลลิป ประเมินราคาพื้นฐานปี 61 ที่ 5.50 บาท/หุ้น คงคำแนะนำ “ซื้อ” แม้ปี 60 ผลประกอบการจะมีความผันผวนตามฤดูกาล (Seasonality) เนื่องจากราว 1 ใน 3 ของกำลังผลิตที่จ่ายไฟแล้ว(172MW) เป็นโครงการพลังลม ทว่า GUNKUL ยังมีกำลังผลิตทั้งแสงอาทิตย์และลมรวมอีก 316MW (65%) จากทั้งหมดในมือ 488MW ที่จะทยอยส่งมอบในปี 60-65 ทำให้ฝ่ายยังคงมีมุมมองบวกต่อการเติบโตของกำไรในระยะยาว คงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาพื้นฐานปี 61 เท่ากับ 5.50 บาทต่อหุ้น
 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
บุษบา ศรีลาปัง


HASTAG : โผครม  Richman can do  ตลาดหุ้น  หุ้น  ตูน บอดี้สแลม 

ติดตามข่าวอื่นๆ