สะท้อนมุมมองคีย์แมน หลังกำเนิดพ.ร.บ.กีฬาอาชีพ

พระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ.2556 นับเป็นกฎหมายกีฬาสำคัญในการยกระดับพัฒนาวงการกีฬาอาชีพไทยให้มีมาตรฐานก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ โดจะมีทั้งหมด 74 มาตรา คุ้มครอง และสนับสนุนกลุ่มบุคคล 5 กลุ่มคือ นักกีฬาอาชีพ, บุคลากรกีฬาอาชีพ, สโมสรกีฬาอาชีพ, สมาคมกีฬาอาชีพ และผู้จัดการแข่งขันกีฬาอาชีพ


ชนิดกีฬาอาชีพที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และคณะกรรมการกีฬาอาชีพประกาศรับรองในปี 2560 จะมี 13 กีฬา คือ ฟุตบอล, กอล์ฟ, เจ็ตสกี, วอลเลย์บอล, ตะกร้อ, โบว์ลิ่ง, แข่งรถจักรยานยนต์, แข่งรถยนต์, จักรยาน, สนุกเกอร์, เทนนิส, แบดมินตัน และบาสเกตบอล ซึ่งนอกเหนือจากแผนนโยบายยุทธศาสตร์ส่งเสริมพัฒนา และการสนับสนุนงบประมาณแล้ว พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพ ยังมีบทกำหนดโทษ ทั้งโทษทางปกครอง และโทษอาญา เพื่อช่วยสร้างมาตรฐานกีฬาอาชีพด้วย เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา "การล้มกีฬา" ซึ่งมีส่วนสำคัญช่วยให้วงการกีฬาอาชีพของไทยมีมาตรฐานอย่างแท้จริง โดยเหล่าผู้บริหารสมาคมกีฬาอาชีพยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยได้แสดงความเห็นต่อบทบาทความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ต่อการส่งเสริมวงการกีฬาอาชีพของเมืองไทย

"บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่า ที่ผ่านมาเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการล้มบอล แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน จึงได้ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ แต่หลังจากนี้จะมี พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพที่จะมีการออก

กฎหมายลูกพร้อมกับนำมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะมีส่วนสำคัญช่วยให้การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพไทยมีความยุติธรรม และโปร่งใสอย่างแท้จริง
 

"เมื่อ พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพ ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง และมีบทลงโทษชัดเจนแล้วก็จะเป็นหน้าที่สมาคมจะต้องนำไปดำเนินการต่อไป ซึ่งจะมีโทษจำคุกถึง 1-10 ปี โดยสมาคมจะดำเนินการอย่างจริงจัง และก็จะร่วมทำงาน กกท., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งอินเตอร์โพล (ตำรวจสากล) ในอนาคตต่อไปด้วย เพื่อขจัดปัญหานี้" นายกลูกหนังไทยกล่าว
สำหรับบทลงโทษทางอาญาที่สำคัญในการช่วยเข้ามาป้องกันปัญหา "ล้มกีฬา" มีการกำหนดโทษต้องระวางโทษจำคุกระหว่าง 1-10 ปี หรือปรับเงิน 2-6 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะมีแนวทางในการป้องกันการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่นักกีฬาอาชีพ ผู้ตัดสิน หรือผู้อื่น เพื่อให้กระทำการล้มกีฬา โดยถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนากีฬาอาชีพให้เกิดความยุติธรรมอันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนายกระดับมาตรฐานยิ่งขึ้น

นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ระบุว่า การมี พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพถือเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยให้ก้าวไปสู่สากล ซึ่งก็จะต้องมีกฎหมายระเบียบมารองรับ เพียงแต่ว่าในวิธีการปฏิบัติ และขั้นตอนการปฏิบัติคงจะต้องมีการพัฒนาอีกระยะหนึ่ง เพื่อก้าวเป็นมืออาชีพแท้จริง เนื่องจากขณะที่เป็นช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อระหว่างความเป็นมือสมัครเล่นกับมืออาชีพ
"ผมคิดว่าก็ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ทั้งวอลเลย์บอล และกีฬาอาชีพอื่นๆ แต่อย่างน้อยก็มีกรอบกฎกติกาที่เป็นมาตรฐานตามหลักการสากล ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกันทั้ง กกท., กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนโยบายรัฐบาล รวมทั้งสมาคมกีฬาเองก็ต้องพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพให้ได้มากที่สุด" นายกลูกยางไทยกล่าว


ในส่วนกีฬาวอลเลย์บอลมีรายการกีฬาอาชีพอยู่ 3 รายการคือ ไทยแลนด์ลีก, โปรชาลเลนจ์ และอะคาเดมี่ ลีก รวมถึงยังมีรายการกึ่งอาชีพอีกคือ ซูเปอร์ลีก ซึ่งนอกจากงบสนับสนุนจากกองทุนกีฬาอาชีพแล้ว สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลฯ ได้วางแผนหาภาคเอกชนเข้ามาช่วยเพิ่มเพื่อให้เกิดเป็นอาชีพอย่างเต็มรูปแบบที่จะต้องหาเลี้ยงตัวเองได้


"ปีหน้าคิดว่าเราจะพัฒนาไปได้มาก เพราะจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนสนับสนุนมากขึ้น และถือเป็นความร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาวอลเลย์บอลสู่กีฬาอาชีพ ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าจะเป็นกีฬาอาชีพอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคงจะต้องพัฒนาสโมสรให้เป็นมืออาชีพ ทั้งการบริหารจัดการ สนามแข่งขัน และด้านอื่นๆ ให้พร้อม และสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง" นายสมพรกล่าว

 


นายเมธี สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย บอกว่า การมี พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว แต่จะต้องขึ้นอยู่ที่แนวทางของผู้บริหารว่าจะมีวิสัยทัศน์อย่างไร ซึ่งต้องขอบอกว่ากีฬากอล์ฟเข้าใจยากกว่ากีฬาชนิดอื่น เพราะมีการแยกอาชีพ และสมัครเล่นออกจากกัน และแบ่งแยกสมาคมออกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้นจะต้องมีการวางเกณฑ์สนับสนุนกีฬากอล์ฟอาชีพมีความถูกต้อง
"กีฬากอล์ฟจะแตกต่างจากฟุตบอล, วอลเลย์บอล หรือแบดมินตัน ที่จะมีการแยกอาชีพออกจากสมัครเล่นไปเลย ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องพยายามทำความเข้าใจ และหาแนวทางพัฒนาวงการกอล์ฟอาชีพให้ยกระดับยิ่งขึ้น ซึ่งงบในส่วนของการจัดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการต่างๆ" นายเมธีกล่าว
"งบส่งเสริมพัฒนาผู้ตัดสินจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาก้าวไปอีกระดับ ผมอยากเสนอแนวทางให้ กกท.จับเข่าคุยกับภาคเอกชนเพื่อเข้ามามีส่วนช่วยส่งเสริมกอล์ฟอาชีพไทยให้ดียิ่งขึ้น และมีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง" นายกสะวิงไทยกล่าวทิ้งท้าย
ความคิดเห็นของผู้บริหารสมาคมกีฬายักษ์ใหญ่ของประเทศไทยเหล่านี้นับเป็นเสียงสะท้อนต่อการมี พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพ ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการพัฒนาก้าวสู่การเป็นกีฬาอาชีพอย่างแท้จริง...


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
อนันต์ คนกาญจน์


HASTAG : สะท้อนมุมมองคีย์แมน หลังกำเนิดพ.ร.บ.กีฬาอาชีพ  กกท  กีฬา 

ติดตามข่าวอื่นๆ