ได้เวลาแฉ!! แม่และหลานสาวหญิงพิการวัย 50 บุกโรงพักเข้าแจ้งความ ทวงขอบัญชีเงินบริจาคนับล้านคืน หลังถูกนักข่าวสำนักดังอาสาดูแล แต่กลับ"โกง"

วันที่ 14 ส.ค.60  ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรี รายงานความคืบหน้า  สุดยอด “แม่” ที่เฝ้ารัก – ดูแลลูก แม้ แม่คือนางคำผง ทองเล็ก อายุ 76 ปี เลขที่ 37 หมู่ 7 ต.เกาะลอย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี จะมีอายุมากถึง76ปีแล้ว สภาพตาข้างตาซ้ายขณะนี้บอดมองไม่เห็น บวกกับตาข้างขวา กำลังอยู่ในภาวะฝ้าฟางตามวัย แต่หัวใจของความเป็นแม่ยังคงเฝ้า ทำหน้าที่รัก – ห่วงใย ปกป้อง - ดูแลลูกสาวคือนางวัญเพ็ญ ทองเล็ก วัย 50 ปี ที่ล้มป่วยเส้นเลือดแตกในสมองกลายเป็นคนไข้ติดเตียงอยู่อย่างไม่มีวันเหนื่อย แทนที่ลูกจะเป็นฝ่ายดูแล “แม่”  และก่อนหน้านั้น มีหลานสาวชื่อน้องกุ้งนาง น่าชม อายุ 18 ปีเด็กหญิงยอดกตัญญู ที่ในปี 2557 เคยเป็นข่าวโด่งดังทั่วประเทศ เฝ้าดูแลแม่ ให้น้ำ,ยา,อาหารทางสายทำความสะอาดร่างกายให้ก่อนไปโรงเรียน และหลังเลิกเรียนแล้ว พร้อมยังช่วยพ่อที่พิการขาด้วนจากอุบัติเหตุในการเก็บหาของเก่าขายมาประทังเลี้ยงชีพ จนเป็นภาพสะเทือนใจคนทั่วประเทศบริจาคช่วยเหลือ เงินร่วมกว่า 2 ล้านบาท แต่ภายหลังได้แยกบัญชีเงินฝากธนาคารไว้ 2 ชุด ๆ แรก มีนายชณภัทร ยอดดี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลโพธิ์งาม (สท.) อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ดูแล และอีกฉบับหนึ่ง เงินฝากรวมประมาณ 1 ล้านบาท มีผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักหนึ่งประจำ จ.ปราจีนบุรี ดูแลไม่ยอมให้บัญชีคืน  โดยอ้างว่าเก็บเอาไว้รอให้น้องกุ้งนางอายุครบ 18 ปีก่อน 

ปัจจุบันเงินในบัญชีที่ทาง นายชณภัทร เก็บรักษาไว้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายอาหารเสริม,นม,ยารักษาโรค กับ นางวัญเพ็ญใกล้หมดแล้ว ทางยายคำผง และ น้องกุ้งนาง ได้ทวงถามเงินในบัญชีจากนายสายชล   นักข่าวดังกล่าว เพื่อนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลนางวัญเพ็ญ – ทุนการศึกษาให้กับน้องกุ้งนางตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค  แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยง และ นอกจากนี้ ยังมีนักข่าวอีกคนหนึ่งชื่อ นายธนาธิป ไชยยศ ผู้สื่อข่าว  สำนักหนึ่งประจำ   จ.นครนายก    ได้เสนอให้พ่อของน้องกุ้งนางไปทำ ขาเทียม โดยได้เบิกเงินสดไปก่อนกว่า 1 แสนบาท ในปี 2557 แต่ภายหลังบอกว่าร้านขาเทียมปิดร้านหนีไปแล้ว คืนเงินให้มาสามหมื่นบาท ไม่มีเงินจึงได้โทรหานักข่าวคนนั้นคืนเงินอีกราวสามถึงสี่พันบาท เท่านั้น ตามรายละเอียดที่เสนอไปก่อนหน้านี้ นั้น

ช่วงเวลาประมาณ 09.30 น.วันที่ 14 ส.ค. 60   ยายคำผง  กับหลานสาวคือ   น้องกุ้งนาง    ได้ไปพบกับ ร.ต.อ.จุมพล ฤษฎีสุข  ร้อยเวร (สอบสวน)  สภ.ศรีมหาโพธิ  จ.ปราจีนบุรี    เพื่อที่จะขอลงบันทึกประจำวันเพื่อแจ้งกับทางธนาคารเพื่อทำสมุดใหม่ ได้มีนายทิวา วัชรกาฬ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี  เข้ามาสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยแจ้งว่าได้รับคำสั่งจากผวจ.ปราจีนบุรี  ซึ่งรับคำสั่งมาจากกระทรวงฯให้คิดตามเรื่องนี้เร่งด่วน เวลาใกล้เคียงกันนักข่าวคนหนึ่ง เป็นผู้สื่อข่าวภูมิภาค  สำนักหนึ่งประจำ จ.ปราจีนบุรี ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อฯและรองผู้ว่าฯพร้อมกับนำสมุดเงินฝากมาคืน โดยได้บอกว่า  ตนไม่มีเจตนาที่จะเอาเงินหรือโกงเงินของน้องกุ้งนางแต่อย่างใด   มันมีขั้นตอนของมันอยู่   และเงินยังอยู่ครบหนึ่งล้านบาท และนายธนาธิป ไชยยศ ผู้สื่อข่าว  สำนักหนึ่งประจำ  จ.นครนายก ได้ประสานมายังนายสายชล ที่เป็นเพื่อนกันโดยนายหนึ่งบอกจะเอาเงินมาคืนให้แต่ก็ไม่มาตามนัดปล่อยให้รอเกือบ  2 ชั่วโมงโดยบอกว่ารถเสียระหว่างทาง  พร้อมลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน  


ข้อความว่า...นางสาวกุ้งนาง น่าชม อายุ 17 ปีเศษ อยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่ 2 ต. บ้านทาม อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี มาพบพนักงานสอบสวน แจ้งว่าเมื่อประมาณ พ. ศ. 2557 ได้ถูกนักข่าว นำสมุด บัญชีเงินฝาก ธนาคารกสิกรไทย สาขาบิ๊กซีศรีมหาโพธิ หมายเลขบัญชี 520-3-00730-4  เจ้าของบัญชี นางสาวกุ้งนางน่าชม ยอดเงินในบัญชี จำนวนเงิน 1 ล้านบาท กรณีดังกล่าว ได้มีนายทิวา วัชรากา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้เข้ามาดูแล แก้ปัญหา ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด และได้นำสมุดดังกล่าว มอบคืนให้ ให้กับนางสาวกุ้งนาง ไปรับสมุดคืน ไปเก็บรักษาไว้ อีกแล้ว แต่เวลานี้ ซึ่งคู่กรณี ไม่ติดใจเรื่องดังกล่าว ต่อกัน ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ขอยุติเรื่องราว แต่เพียงเท่านี้ ร้อยตำรวจเอกชุมพลทฤษฎีสุข รองสารวัตรสอบสวน ได้รับแจ้งไว้แล้ว สอบสวนคู่กรณี ทั้งสองฝ่าย แล้วไม่ได้ตั้งใจ ในเรื่องที่เกิดขึ้น อีกต่อไป จึงให้ลงลายมือชื่อ

ด้านผู้สื่อข่าว   กล่าวว่า   “ผมบริสุทธิ์ใจไม่ได้เอาเงินน้องมาใช้  ไม่รู้ว่ากุ้งนางอายุ 18 ปีเมื่อไร  เพราะไม่สนใจ   จนมีเรื่องเกิดขึ้น   ได้ค้นสมุดบัญชีในเก๊ะรถออกมา   ก่อนหน้าน้องกุ้งนางเคยโทรคุย  ขอเงินไปซื้อยาให้แม่     สาเหตุที่เก็บสมุดเงินฝากนี้ไว้ตอนนั้น   ได้หารือกับพ่อและญาติน้องกุ้งนาง ไม่มีใครกล้าเก็บสมุดเงินฝากนี้ไว้จึงต้องเก็บไว้เองตลอด   สามารถตรวจสอบเงินที่อยู่ในบัญชีนี้ได้   ไม่ได้คิดที่จะเอาเงินก้อนนี้ไปใช้แต่อย่างใด” ผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง   กล่าว    ขณะที่นางคำผง  กล่าวว่า    “ได้มาแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวัน  เรื่องบัญชีเงินบริจาคจำนวน 1 ล้านบาท   พอดีคนถือสมุดบัญชีไว้  คือผู้สื่อข่าวภูมิภาค  สำนักหนึ่งประจำ จ.ปราจีนบุรี เอาสมุดมาคืน  โดยบอก ว่ากลัวน้องกุ้งนางเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่าย   พบว่าเงินในบัญชีอยู่ครบ รวม 1 ล้านบาท   ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน”  นางคำผง  กล่าว ด้านน้องกุ้งนาง  กล่าวว่า   บัญชีเงินฝากนักข่าวเก็บสมุดไป  แต่ตอนนี้เอามาคืน  ก่อนหน้า  4 -5 เดือน  เคยโทรทวงถามแต่ได้รับการบ่ายเบี่ยง  จึงพายายมาลงบันทึกประจำวันเพื่อแจ้งความแต่  นักข่าวเอามาคืนก็ไม่ติดใจเอาความ”กุ้งนาง  กล่าวในที่สุด  ขณะนายทิวา    วัชรกาฬ รอง ผวจ.ปราจีนบุรี   กล่าวว่า   “ช่วงเช้ารองปลัดกระทรวงมหาดไทย  ได้ไลน์มาหา ผวจ.ปราจีนฯ  น้องกุ้งนางเป็นเด็กดูแลพ่อ แม่  มีผู้บริจาค 2 บัญชี  อยู่กับ สท.  1 บัญชี และ กับ นักข่าวอีก 1 บัญชี   ทางจังหวัดอยากรู้ข่าวทราบข่าวว่าน้องกุ้งนางจะมาลงบันทึกแจ้งความ สภ.ศรีมหาโพธิ ว่าหาย   ก็โทรหาผู้สื่อข่าวทราบว่า   ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  สำนักหนึ่งประจำ จ.ปราจีนบุรี เป็นคนเก็บไว้  เป็นเงิน 1 ล้านบาท   ไม่เคยถอนเป็นชื่อของน้องกุ้งนาง   เช็คอยู่ครบ 1 ล้านบาท   ขอให้ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  สำนักหนึ่งประจำ จ.ปราจีนบุรี มอบตัวสมุดเงินฝากนั้น  ให้น้องกุ้งนางและพุดคุยกัน  และลงบันทึกประจำวัน  น้องสามารถเช็คว่าอยู่ครบหรือไม่เพ่อนำมาใช้ในการรักษาพยาบาลและการรักษาแม่ต่อไป” “ส่วนเรื่องขาเทียม ยังไม่ดูรายละเอียด   แต่ทราบจากน้องกุ้งนางมีนักข่าวอีกคนหนึ่ง  ซึ่งไม่ใช่ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  สำนักหนึ่งประจำ จ.ปราจีนบุรี รับไปทำขาเทียมกว่า 1 แสนบาท  แต่ไม่สำเร็จ  ทราบว่าเขาผ่อนใช้กันอยู่   แต่ไม่ทราบว่าเดือนละเท่าไร  คนรับไปทำคงต้องรับใช้  แต่ยังไม่เจอนักข่าวอีกคนดังกล่าว”

 

ภาพ/ข่าว   มานิตย์ สนับบุญ / ทองสุข   สิงห์พิมพ์   ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  สำนักข่าวทีนิวส์  จ.ปราจีนบุรี


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
นายมานิตย์ สนับบุญ


HASTAG : ทวงขอบัญชีเงินบริจาคคืนนับล้านบาท  ปราจีนบุรี  ร้องทุกข์ 

ติดตามข่าวอื่นๆ